ประเพณีสืบสาน...เล่าขานมอญ/เม็ง
บทความ       ขนาด   

ประเพณีสืบสาน...เล่าขานมอญ/เม็ง

บทความโดย เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ

เข้าชม 2981 ครั้ง

 

ประเพณีสืบสาน...เล่าขานมอญ/เม็ง

 

               คนมอญหาได้มีอาศัยอยู่แต่เฉพาะภาคกลางของประเทศไทยเท่านั้น ที่นี่...สองฝั่งริมน้ำปิง ทั้งที่บ้านหนองดู่-บ้านบ่อคาว[1]ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และฝั่งตรงกันข้ามบ้านกอโชค-บ้านหนองครอบ ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่หากแต่มอญทางตอนเหนือจะถูกเรียกกันว่า “เม็ง” (ในอดีตหากพูดคำว่าเม็งแก่ชาวมอญจะถือว่าเป็นการดูถูก) เม็งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือมาเป็นเวลาช้านาน ชุมชนเม็งทั้ง ๔ หมู่บ้านดังกล่าว ใน ๒ หมู่บ้านหลังที่ตั้งอยู่ทางฝั่งสันป่าตองหรือฝั่งตะวันตกของน้ำปิงนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นชุมชนที่รักษาเอกลักษณ์ทางภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมมอญไว้ได้น้อยกว่า ๒ หมู่บ้านทางฝั่งป่าซางหรือฝั่งตะวันออกของน้ำปิง     ทั้งนี้เนื่องด้วยเหตุผลการถูกกลืนให้เป็นคนเมืองหรือคนท้องถิ่นเป็นสำคัญ

 

                 ประวัติความเป็นมาของเม็งในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ จากการบอกเล่าของพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ปราชญ์ชาวบ้านทั้งทางวัฒนธรรมและภาษามอญ ได้อธิบายว่า เม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ เป็นชุมชนมอญที่อาศัยอยู่ที่นี้(ริมฝั่งน้ำปิง)มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทั้งยังได้มีคนมอญ/เม็งจากที่อื่นๆ เดินทางเข้ามาอาศัยกับคนเม็งที่อยู่เดิม โดยอาจจะเป็นญาติ หรือเป็นคนเม็งเช่นเดียวกัน ต่อมาจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นชุมชนคนเม็งไปโดยปริยาย จากการให้ข้อมูลของพ่อหนานบุญมีนั้น ได้สอดคล้องกับการเสด็จล่องลำน้ำปิงของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่ได้ทรงแวะบ้านมอญหนองดู่  “ได้ออกเรือแวะบ้านหนองดู่ เป็นบ้านมอญ ได้ความว่าอพยพขึ้นมาจากทางใต้ได้สัก ๓ ชั่วคน เดี๋ยวนี้มีมอญประมาณ ๑๒๐ คน  มีวัดโบราณ ๒ วัด  วัดดอนเรียกว่า วัดเดิม มีพระเจดีย์ก่ออิฐฐานสี่มุม พระเจดีย์กลมลายปั้นงาม ทำนองจะเป็นวัดหลวง อีกวัดอยู่ริมแม่น้ำเป็นวัดเก่าปฏิสังขรณ์ใหม่...บ้านหนองดู่มีนิทานเล่ากันว่าเป็นบ้านเศรษฐี ซึ่งเป็นบิดาของนางจามเทวี เดิมจะยกนางจามเทวีให้แก่บุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงแต่ทีหลังกลับคำ เพราะเห็นบุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงรูปชั่ว บิดาทั้งสองฝ่ายจึงวิวาทกัน...พระอินทร์จึงให้พระวิสุกรรมมารับนางไปถวายพระฤๅษีวาสุเทพ พระฤๅษีจึงชุบนางให้งามยิ่งขึ้น แล้วส่งไปถวายเป็นธิดาเจ้ากรุงละโว้”[2]

 

                 ในส่วนของชาวบ้านต่างเชื่อว่า ที่ชุมชนบ่อคาวเป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี (ปฐมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย หรือลำพูน) และเป็นบ้านเศรษฐีอินตา บิดาของพระนาง ดังจะเห็นได้จากการที่มีโบราณสถานภายในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงภายในวัดเกาะกลางด้วย ประกอบกับตำนานจามเทวีวงศ์ที่กล่าวถึงเมืองหริภุญชัย ว่าประมาณสมัยพระยาจุเลระราช (๑๕๙๐-จ.ศ.๓๐๙) ได้เกิดอหิวาตกโรค ชาวเม็งจึงได้ลี้ภัยไปอยู่ที่สะเทิมและหงสาวดี หลังจากโรคร้ายสงบ จึงได้กลับมาหริภุญชัยตามเดิม  ซึ่งในเนื้อหาตำนานจามเทวีวงศ์ ก็ยิ่งตอกย้ำทำให้คนเม็งในชุมชนดังกล่าว เชื่อว่าตนเองเป็นเม็งที่มีเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี และอยู่ที่นี่มาช้านาน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ชาวเม็งจึงได้นำเอาพระนางจามเทวีมาเป็นบรรพบุรุษของตน

 

            จากความเป็นมาของเม็งหนองดู่-บ่อคาวทั้งที่พ่อหนานบุญมี ชาวบ้านและเอกสารต่างๆ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่มาที่แน่นอนของคนเม็งในพื้นที่ดังกล่าวได้   หากอาจจะกล่าวในภาพรวมว่าเป็นคนเม็งที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานเป็นสำคัญ

 

            จากการที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน  ทั้งยังเป็นชุมชนเม็งที่แวดล้อมไปด้วยคนยอง และคนเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ความเป็นเม็ง ซึ่งแต่เดิมมีให้เห็นกันมากได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าในเรื่องของวัฒนธรรม การแต่งกาย ภาษา อาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ในการเปลี่ยนแปลง ย่อมที่จะต้องมีสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมตกค้างสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันเป็นแน่

 

             ชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว ยังคงพยายามที่จะอนุรักษ์ และสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ของเม็งไว้ให้มากที่สุด ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ในปัจจุบันอาจจะถูกลดความสำคัญลงไปบ้าง ทั้งนี้ก็เนื่องจากพลวัตรการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นเหตุ 

 

              ความเป็นเม็งสิ่งแรกที่เดินทางมาถึงในชุมชน นั่นก็คือ วัด กล่าวคือ วัดในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีอยู่ ๒ วัดด้วยกัน คือ วัดหนองดู่ ตั้งใกล้ริมฝั่งน้ำปิง และวัดเกาะกลาง อยู่ในพื้นที่บ้านบ่อคาว โดยวัดหนองดู่เปลี่ยนจากนิกายเถรวาทมาเป็นธรรมยุต ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ส่วนวัดเกาะกลาง เดิมเป็นวัดร้างตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อมีพระภิกษุเข้าจำพรรษา จึงปรับมาเป็นธรรมยุติกนิกาย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระภิกษุที่จำพรรษาในวัดส่วนใหญ่จะเป็นคนเม็งในพื้นที่ หรือไม่ก็เป็นพระสายธรรมยุตเป็นสำคัญ และสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัดมอญ ก็คือ การมีเสาหงส์หน้าวิหาร เพราะชาวเม็งโดยทั่วไปเชื่อกันว่า หงส์ คือสัญลักษณ์ของพวกตน ทั้งวัดหนองดู่ และวัดเกาะกลาง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมทั้งจิตใจ และกิจกรรมประเพณีต่างๆ ของเม็งไว้ทั้งสิ้น

 

                นอกจากวัดจะเป็นสัญลักษณ์ภาพรวมที่บ่งบอกถึงความเป็นเม็งได้ในจุดหนึ่งแล้ว วัฒนธรรมประเพณี ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวอธิบายความเป็นมอญได้ดียิ่งขึ้น  ทั้งนี้ประเพณีมอญที่ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาวยังคงพยายามปฏิบัติ เพื่อต้องการอนุรักษ์ไว้ คือ

 

                ได้กลับมาหริภุญชัยตามเดิม  ซึ่งในเนื้อหาตำนานจามเทวีวงศ์ ก็ยิ่งตอกย้ำทำให้คนเม็งในชุมชนดังกล่าว เชื่อว่าตนเองเป็นเม็งที่มีเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี และอยู่ที่นี่มาช้านาน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ชาวเม็งจึงได้นำเอาพระนางจามเทวีมาเป็นบรรพบุรุษของตน

 

การบวงสรวงพระแม่จามเทวี ได้มีการกล่าวสวดทั้งภาษาไทยและมอญ อีกทั้งในการแสดงมหรสพของมอญ แทบทุกงานจะต้องมีวงปี่พาทย์ร่วมบรรเลง

 

                การบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวีในพิธีการบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวีนั้น ชาวเม็งในพื้นที่กล่าวว่าจะมีการบวงสรวงภายในเดือน ๔ ของมอญ (ปอน) เดือน ๕ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๒ (กุมภาพันธ์)ของไทย เป็นประจำทุกปี  ในส่วนของวันบวงสรวงจะไม่เจาะจง เพราะแล้วแต่ความสะดวกของคนในชุมชนเป็นที่ตั้ง เหตุที่มีการบวงสรวงก็เนื่องจากเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษของตน ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเชื่อว่าพระนางจามเทวีเป็นบรรพบุรุษของคนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว การบวงสรวงจะทำกันที่บริเวณลานเจ้าแม่จามเทวี ในตัวอำเภอเมืองลำพูน ซึ่งกลุ่มคนที่เป็นคนเม็งที่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว แต่ยังหมายรวมถึงชาวเม็งที่อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่อีกด้วย ในด้านการอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่และการจัดงานนั้น ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แทบทุกปี เพราะในส่วนของ อบต.บ้านเรือน ก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีของเม็งไว้ให้คงอยู่เช่นเดียวกัน

 

 

การฟ้อนผีเม็ง หนึ่งในพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งแสดงถึงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษ(ผีปู่ย่า)ในการฟ้อนผีเม็งจะมีวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบอยู่ตลอดเวลา

 

 

             การฟ้อนผีเม็งประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนเม็ง ที่เป็นชื่อเสียงของพวกเขา การฟ้อนผีเม็งนั้นเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมที่ลูกหลานจะแสดงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษของตน (ผีปู่ย่า) โดยการฟ้อนจะทำขึ้นในช่วงเดือน ๘ ของมอญ(หจาม) เดือน ๙ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๖ (เดือนมิถุนายน)ของไทย ทั้งนี้ประเพณีการฟ้อนผีเม็ง หาได้ทำกันเป็นประจำทุกปีไม่ แต่อาจจะทำกันเป็นประจำ ๓ ปีต่อครั้ง หรือในกรณีที่มีคนเจ็บป่วยไม่สบายแล้วทำการบนบานศาลกล่าวแก่ผีบรรพบุรุษของตน เหตุที่นาน ๆ จึงจะทำ เนื่องจากในการฟ้อนผีเม็งมีค่าใช้จ่ายมาก  การฟ้อนผีเม็งจะเป็นพิธีกรรมที่มากด้วยเนื้อหารายละเอียด ซึ่งก็เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิตของคนเม็งแทบทั้งสิ้น การฟ้อนมีขั้นตอนคร่าวๆ คือ ในช่วงเช้าของการฟ้อนผีเม็ง อันดับแรก คือ การทำพิธียกครูโดยที่วงปี่พาทย์มอญจะบรรเลงอยู่ตลอดเวลา ต่อมาประธานในการฟ้อนจะเอาของที่เตรียมไว้มาวางที่ฮ้าน(โต๊ะบูชา) และทำการฟ้อนดาบเพื่อทำพิธีต่อ จากนั้นประธานการฟ้อนและลูกเจ้าบ้าน(ลูกของคนที่บนบาน)จะทำพิธีสระสรงต้นกล้วย เพื่อฟันต้นกล้วยไว้ยำกินในตอนเย็น ต่อมาจะเป็นการฟ้อนอาบน้ำและแต่งตัวให้เจ้าของบ้านที่ป่วย จากนั้นประธานนำเทียน ๗ เล่มที่จุดแล้วมาที่เจ้าบ้านเพื่อทำพิธี โดยทำการเชิญ ๓ ครั้ง จากนั้นทำการใส่บาตร โดยแกว่งตะกร้าของบูชา ๓ ครั้ง ถัดจากนั้นให้ผู้ป่วยจับผ้าขาว เพื่อที่จะให้ผีเข้า และทำการฟ้อนต่อไป หลังจากนั้นจึงมีการฟ้อนดูไก่ คือ เอาไก่ต้มมาดู ถ้าขาไก่งุ้มเข้าเสมอกันก็แปลว่าลูกในบ้านรักกันดี ถ้ามีนิ้วไหนชี้ออกมา แสดงว่าพี่น้องแตกแยกกัน ส่วนฟ้อนผีกุลา จะใช้กะละมังที่มีปลา กล้วย ขนม และจะนำดาบมาเสียบเล่นซึ่งใช้เวลานานมาก  ฟ้อนกาบปลา คือ คาบปลาแห้ง โดยประธานการฟ้อนจะคาบปลาแห้งไปให้ลูกเจ้าบ้านคาบต่อ แล้ววางไว้ (ซึ่งจะเก็บเอาไว้ยำผักบุ้งตอนเสร็จพิธี ซึ่งถือเป็นยาบำรุง)  ฟ้อนแอ่วเป่าป่อน คือ เที่ยวหนุ่มเที่ยวสาวเล่นน้ำปีใหม่  ฟ้อนผีคนตก หรือขันโตก จะบูชาโดยมีขันโตก ๕ ใบ มะพร้าว ๑๕ ลูก กล้วย ๑๕ หวี และดอกไม้ ขนม  และประมาณ ๓ โมงเย็นทำการเอาผีมอญขึ้นหอ   ต่อด้วยการฟ้อนจิบอกไฟ (จิ-บอก-ไฟ) คือ การนำประทัดมาวางที่ต้นกล้วยที่ได้ฟันก่อนหน้านี้ แล้วทำการจุดไฟ โดยจะทำประมาณช่วง ๔ โมงเย็น พอประมาณเกือบ ๕ โมงเย็นก็ฟ้อนถ่อเรือถ่อแพ กระทั่งคว่ำเรือถือเป็นอันเสร็จพิธีการฟ้อนเม็ง ในส่วนของผาม หรือปะรำในพิธีนั้น ชาวบ้านจะต้องช่วยกันสร้างให้เสร็จในวันเดียว ก่อนที่จะมีงาน ผามจะเป็นเต็มผาม หรือครึ่งผาม สุดแท้แต่เจ้าของบ้านว่าจะฟ้อนทั้งวัด (เต็มผาม) หรือฟ้อนครึ่งวัน (ครึ่งผาม) ในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีป้าเป็ง สมพันธุ์ เป็นเก๊าหรือประธานการฟ้อนผีที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน

 

            จากการบวงสรวงพระแม่จามเทวี และการฟ้อนผีเม็งนี้ ถือเป็นความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ยากแก่การอธิบาย เพราะเป็นสิ่งที่ชาวเม็งรับรู้และเชื่อตั้งแต่อดีต หากแต่สิ่งเหล่านี้ยังได้ช่วยหล่อหลอมคนเม็งให้สืบความเป็นเม็งเยี่ยงอดีตและเคารพในบรรพบุรุษของตน จึงไม่น่าแปลกที่เรายังเห็นพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ ดังกล่าวคงอยู่ในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวต่อไป

 

ขบวนมอญบ้านหนองดู่-บ่อคาว ในงานลอยหะมด (ลอยกระทง) จะมีการสืบสานการแต่งกายแบบมอญ

 

             ลอยหะมดหรือพิธีจ้องเกริ้ง (ลอยกระทง)เป็นประเพณีที่ทำกันในเดือน ๑ ของมอญ (มัว) เดือน ๒ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๑๒ (พฤศจิกายน) ของไทย พิธีจ้องเกริ้ง หรือลอยหะมด เป็นภาษามอญ จ้องเกริ้ง แปลว่า การบูชาเรือสำเภา ส่วนลอยหะมด คือ การลอยไฟ ซึ่งทั้ง ๒ คำนี้ ต่างมีความหมายและที่มาเช่นเดียวกัน ที่ว่า การลอยหะมด มีความเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่มีโรคห่ามายังเมืองหริภุญชัย จนทำให้ต้องอพยพผู้คนไปยังสะเทิมและหงสาวดี ครั้น ๖ ปีโรคห่าระงับ เม็งบางกลุ่มที่คิดถึงบ้านเมืองก็กลับมายังหริภุญชัยตามเดิม แต่บางกลุ่มก็ไม่กลับมา ครั้นเมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยว คนเม็งที่หริภุญชัยได้อาลัยหาญาติของตนที่หงสาวดี จึงทำการลอยข้าวของเครื่องใช้ พร้อมทั้งบูชาเทียนไปหาญาติพี่น้องเหล่านั้น ซึ่งจากเรื่องเล่าดังกล่าวก็เท่ากับว่าประเพณีลอยหะมด หรือจ้องเกริ้ง มีมาก่อนการลอยกระทงในสมัยสุโขทัย หากแต่ในปัจจุบันการลอยหะมดถูกเชื่อมให้หมายความถึงการลอยเคราะห์เป็นสำคัญ  การลอยหะมด ถือได้ว่าเป็นพิธีที่มีความหมายไม่เพียงแต่เฉพาะบุคคล หรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาวโดยรวมด้วย เพราะในพิธีดังกล่าว ชาวเม็งทั้งหนองดู่-บ่อคาวจะช่วยกันทำสะเปาหรือกระทงขนาดใหญ่ เพื่อไปลอยเคราะห์ร่วมกันบริเวณท่าน้ำปิง โดยลักษณะของสะเปานั้น ภายในจะมีเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน ทั้งนี้ก่อนที่จะทำการลอยจะมีการสวดโดยมีพ่อหนานหรือปู่อาจารย์ (มัคนายกวัด) เป็นผู้กล่าวนำ  ในวันลอยหะมดนี้ ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงชาวยองและชาวพื้นเมืองโดยรอบทั้งอำเภอป่าซาง จะทำการก่อเจดีย์ทรายไว้หน้าบ้านของตนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

 

              ในส่วนวัฒนธรรมเรื่องของอาหารนั้น ชาวเม็ง มีอาหารที่ขึ้นชื่อที่สำคัญ คือ ขนมจีน หรือขนมเส้น  อาหารดังกล่าวนี้ได้บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของชาวเม็งได้เป็นอย่างดี เพราะชาวเม็งมักจะอาศัยใกล้แหล่งน้ำเนื่องจากส่วนประกอบในการทำขนมจีนจะต้องใช้น้ำ ในอดีตแทบทุกบ้านจะมีการทำขนมเส้น ทั้งรับประทานเอง และไว้ขาย หากแต่ปัจจุบัน การทำขนมจีน เหลืออยู่น้อยรายมาก แต่ผู้ที่ทำนอกจากจะเป็นการประกอบอาชีพหารายได้ถึงแม้ไม่ร่ำรวยให้พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังภูมิใจที่ยังช่วยเป็นการอนุรักษ์อาหารของคนเม็งให้คนเม็งได้ชื่นชมอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากอาหารคาว คนเม็งยังนิยมทำขนม ซึ่งขนมของคนเม็งที่เห็นและยังเป็นที่รู้จักของชุมชนในปัจจุบัน คือ ขนมปาด รวมถึงข้าวแช่

 

               การแต่งกายคนเม็งจะมีการแต่งกาย คือ ผู้ชายจะใส่โสร่ง มีผ้าขาวม้าคาดบ่า เสื้อคอมน ส่วนผู้หญิงจะใส่ชุดลูกไม้สีชมพู หากแต่ปัจจุบันการแต่งกายโดยเฉพาะของผู้ชายจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง คือ ใส่เสื้ออะไรก็ได้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย คือ โสร่ง ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงก็ยังคงเป็นผ้าลูกไม้สีชมพู บ้างก็มีสีส้ม และสีขาว ทั้งนี้ในการแต่งกายแบบมอญนั้น หาได้แต่งเป็นชีวิตประจำวัน พวกเขาจะแต่งเฉพาะวัดสำคัญ หรืองานพิเศษ เช่น วันบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี  วันเปิงสังกรา หรือสงกรานต์ วันลอยหะมด หรือลอยกระทง พิธีการฟ้อนผี หรือกิจกรรมพิเศษที่มีในชุมชน

 

การสอนภาษามอญให้กับเยาวชนมอญในพื้นที่ โดยพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากชาวเม็งและหลวงพ่ออวยชัย สิทธิชโย (รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง) ซึ่งเป็นชาวมอญในพื้นที่

 

             ภาษาเป็นหนึ่งวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความมีอารยะและความเจริญในกลุ่มชนนั้นๆ เม็งก็เช่นกัน พวกเขามีภาษาที่ใช้สื่อสารเป็นของตนเอง หากแต่การที่อยู่ใกล้คนยองและคนเมือง ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า ภาษาเม็งที่เคยมีเคยใช้กันมาจึงถูกลดความสำคัญลงและหายไปบ้างสำหรับคนเม็งบางกลุ่มในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว เพราะหากไปถามชาวเม็ง อายุประมาณ ๓๐ ขึ้นไป พวกเขาจะพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า “ฟังเม็งได้นะ พูดได้บ้าง แต่เขียนไม่ได้”ซึ่งเหตุที่ฟังและพูดได้ เพราะพ่อแม่พูด เมื่อคนอายุ ๓๐ เป็นเช่นนี้กันส่วนใหญ่ แล้วเยาวชนคนเม็งจะพูดกันได้หรือไม่...แทบจะนับคนได้เลยในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว ที่เด็กฟังและพูดได้ จากการที่คนเม็งลืมและลดความสำคัญของภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่สำคัญ พ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรมจึงต้องการที่จะให้ภาษาเม็งคงอยู่คู่กับชุมชนไปอีกนาน เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว จึงได้ทำการแปลคำสวดจากภาษาไทยเป็นภาษาเม็งถวายพระที่วัด เพื่อใช้ในการสวดมนต์ และจากการที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันพระที่วัด ทำให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเม็งในเรื่องการสวดมนต์ภาษาเม็ง นอกจากนี้พ่อหนานบุญมี ยังได้ทำการสอนภาษาเม็งให้กับเยาวชนเม็งในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวอีกด้วย  เพื่อที่เยาวชนเหล่านั้นจะได้รู้จักภาษาเม็งของพวกเขาเอง และเป็นการอนุรักษ์ภาษาซึ่งเป็นวัฒนธรรมเม็งให้มีอยู่สืบไป โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากหลวงพ่ออวยชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง และพ่อแม่ผู้ปกครองคนเม็งในชุมชน ที่เห็นถึงความสำคัญในวัฒนธรรมและรากเหง้าของตน

 

               คนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และบางส่วนที่กอโชค-หนองครอบ จากการที่พวกเขามีสำนึกในความเป็นเม็ง จึงก่อให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ  ขึ้นมา  และเราคนไทยก็น่าที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมของคนมอญ  ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของสังคมไทยด้วย

 

 ________________________________

[1] บ้านบ่อคาว แต่เดิมก็คือส่วนหนึ่งของบ้านหนองดู่ แต่ใน ปี ๒๕๓๒  เป็นต้นมา ได้ทำการแยกตัวออกไปปกครองเอง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการได้รับงบประมาณ หากแต่ความเป็นมอญยังคงอยู่

[1]อธิบายระยะทางล่องน้ำปิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๔๖๔.หน้า ๒

 

 

 

 

จากคอลัมน์บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าว ฉ.๖๔ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)