ลุ่มนํ้าหมัน : ลักษณะทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์
บทความ       ขนาด   

ลุ่มนํ้าหมัน : ลักษณะทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์

บทความโดย นักวิจัยท้องถิ่นด่านซ้าย *

เข้าชม 1342 ครั้ง

 

ลุ่มนํ้าหมัน : ลักษณะทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์

 

               พื้นที่ซึ่งเป็นหมู่บ้านต่างๆในลุ่มน้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ถือว่ามีลักษณะทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่างจากพื้นที่เขตอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด กล่าวโดยสรุปคือมีเทือกเขาเพชรบูรณ์สลับซับซ้อนประกอบอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านทิศตะวันออกมีภูแปก ภูทุ่งแทน ภูน้ำอุ่น ด้านใต้มีภูลมโล ภูทุ่งแทน ภูแผงม้า และด้านตะวันตกมีภูหินร่องกล้าและภูผาผึ้ง

 

                ชัยภูมิดังกล่าวจึงทำให้เกิดที่ราบเฉพาะพื้นที่ระหว่างหุบเขา บางแห่งก็เป็นที่ราบสูงลุ่มๆดอนๆ โดยเฉพาะที่ตั้งอำเภอเป็นที่ราบ มีภูเขาขนาบสามด้าน มีที่ราบแคบๆยาวไปทางทิศเหนือ ซึ่งมีเทือกเขาอยู่ทั้งสองข้างทางทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตก โดยมีแม่น้ำหมันเป็นสายใยหลักลัดผ่านกลางที่ราบหุบเขาดังกล่าว ชาวบ้านจึงมักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและทำการเกษตรโดยเฉพาะการทำนาและพืชผักสวนครัวในเขตพื้นราบดังกล่าว ส่วนที่ดอนจะทำนาไร่และปลูกพืชไร่ต่างๆ เช่น ข้าวโพดและถั่วพันธุ์ต่างๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่ภาพแปลกตาแต่ประการใด ถ้าเราขึ้นไปยืนบนที่สูงแล้วมองย้อนลงมาในเขตชุมชนลุ่มน้ำหมัน จะเห็นบ้านตั้งเรียงรายอยู่กลางที่ราบหุบเขาตามลำน้ำหมันห่างเป็นระยะๆ

 

เส้นทางการไหลของลำน้ำหมัน ผ่านเมืองด่านซ้าย บ้านนาเวียง บ้านนาหอ (พื้นที่ที่ทำการวิจัย)

 

                ประการสำคัญชัยภูมิที่ตั้งของชุมชนลุ่มน้ำหมันเช่นนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ชุมชนลุ่มน้ำหมันค่อนข้างจะแยกตัวออกจากพื้นที่หรือหมู่บ้านในเขตอำเภอหรือจังหวัดอื่นๆ ดังเห็นได้จากผลพวงของการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า ประปา หรือความเจริญแบบสังคมเมือง ที่เพิ่งเข้าสู่ชุมชนลุ่มน้ำหมันได้อย่างทั่วถึงเพียงไม่กี่สิบปี ในขณะที่บางหมู่บ้านก็เริ่มมีไฟฟ้าและประปาใช้กันไม่ถึงสิบปี เช่น บ้านนาหอและนาเวียง เป็นต้น รวมไปถึงการรักษาและดูแลสุขภาพซึ่งมีลักษณะเป็นความเชื่อพื้นบ้านผสมผสานอยู่ในสังคมปัจจุบันในหลายเรื่องราว ขณะเดียวกันพัฒนาการด้านสาธารณสุขสมัยใหม่ก็ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังได้เพียงไม่กี่สิบปี หรือหากพิจารณาจากมิติความเชื่อต่างๆ แม้ปัจจุบันจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นวิถีปฏิบัติตามแบบโบราณ หากทว่าภาพชีวิตของคนลุ่มน้ำหมันยังเชื่อและเคารพศรัทธาต่อความเชื่อท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น เช่น ความเชื่อต่อพระธาตุศรีสองรัก และความเชื่อต่อเจ้าพ่อกวน จะเห็นได้ว่าชาวบ้านมีการประกอบพิธีกรรมที่สัมพันธ์กับความเชื่อดังกล่าวตลอดทั้งปี เหตุดังกล่าวจึงส่งผลทำให้ระบบคามเชื่อดังกล่าวเป็น “ หัวใจ ” สำคัญขอระบบทางวัฒนธรรมคนลุ่มน้ำหมัน

 

                  กล่าวได้ว่าลักษณะทางกายภาพที่ตั้งชุมชนลุ่มน้ำหมันมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งถือเป็นปัจจัยปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อการลิขิตวิถีการดำรงชีวิตในมิติทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด

 

                 สภาพทั่วไปของชุมชนลุ่มน้ำหมัน กล่าวเฉพาะพื้นที่บ้านด่านซ้าย บ้านนาเวียงและบ้านนาหอ อันเป็นพื้นที่หมู่บ้านในการวิจัย

 

                 บ้านด่านซ้าย สภาพทั่วไปของหมู่บ้านเมื่อ ๖๐-๗๐ ปีก่อนเป็นชุมชนเล็กๆ มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นหย่อมๆ ตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างกันเป็นคุ้มๆ ระหว่างบ้านหนองคู บ้านหนองข้อง บ้านเดิ่น บ้านหัวนายูง และบ้านนาเวียง การเดินทางติดต่อกันจะอาศัยการเดินเท้า เพราะยังไม่มียานพาหนะใดๆในการบริการ ส่วนการไปมาหาสู่กันของผู้คนในท้องถิ่นอื่น ต่างหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัด ต่างอาศัยการเดินเท้าเช่นเดียวกัน เช่น หากเดินทางไปเมืองเลยต้องเดินทางถึง ๓ วัน หรือไปอำเภอหล่มก่า หล่มสัก ต้องเดินทางสองวัน ไปอำเภอนครไทเดินทาง ๒ วัน เป็นต้น ส่วนการติดต่อสื่อสารก่อนที่จะมีไปรษณีย์จะอาศัยคนเดินเมล์ (คนรับจ้างเดินหนังสือราชการก่อนที่ไปรษณีย์จะเข้าไปบริการ)

 

                 ปัจจุบันบ้านด่านซ้าย ตั้งเป็นเทศบาลตำบลด่านซ้าย ประกอบด้วยหมู่บ้าน คือ บ้านด่านซ้าย (บ้านหนองคู) บ้านเหนือ (บ้านหนองข้อง) บ้านเดิ่น และบ้านหัวนายูง

 

                  บ้านหนองคู (บ้านด่านซ้ายปัจจุบัน) การตั้งถิ่นฐานของบ้านหนองคู เริ่มแรกไม่ทราบว่าผู้คนกลุ่มใดมาตั้งถิ่นฐาน หากสันนิษฐานจากภาษาพูดและขนบธรรมเนียมประเพณีของผู้คนในท้องถิ่น น่าจะมีผู้คนจำนวนหนึ่งอพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง ร่วมกับคนในพื้นเพเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว เพราะจากหลักฐานการสร้างพระธาตุศรีสองรัก พ.ศ.๒๑๐๓-๒๑๐๖ พระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา กับพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ร่วมกันสร้าง คาดว่าน่าจะมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก่อน สร้างพระธาตุศรีสองรัก และบ้านหนองคูคงจะเป็นหมู่บ้านแรกที่มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐาน บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านจะเป็นที่ราบแคบๆ ยาวตามริมน้ำหมัน นอกจากนี้ภายในหมู่บ้านยังมีหนองน้ำกักเก็บไว้ใช้ได้ตลอดปี ชาวบ้านเชื่อว่าน่าจะขุดเป็นคูขึ้น หรือน่าจะเป็นทางน้ำเดิม (แม่น้ำหมัน) ต่อมาสายน้ำเปลี่ยนเส้นทางเดินจึงกลายเป็นกุดหรือบุ่งมีน้ำขังตลอดปี หรือเรียกว่า “ หมันหลง ” จึงพอจะเชื่อถือได้จนกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านว่า “ หนองคู ” ย้อนหลังไป ๕๐ ปีหมู่บ้านนี้ยังเป็นที่ตั้งสถานที่ราชการต่างๆทั้ง ที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย สถานีตำรวจภูธรอำเภอด่านซ้าย สุขศาลา (สถานีอนามัย) โรงเรียนประชาบาลตำบลด่านซ้าย (ปัจจุบันคือโรงเรียนชุมชนบ้านด่านซ้าย) มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อมตั้งอยู่ คือ โรงงานกลั่นสุรา ชาวบ้านเรียกว่า โรงต้ม (เหล้า) และมีร้านค้าเรียงรายอยู่ริมถนนแก้วอาสาทั้งสองข้าง

 

                  บ้านหนองข้อง หรือบ้านเหนือ ตั้งอยู่เหนือลำน้ำหมัน ถัดจากบ้านหนองคูไปทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ในหมู่บ้านมีหนองน้ำ ถึงฤดูฝนจะมีน้ำไหลเชื่อมต่อกับหนองคู มีปลาและสัตว์น้ำอื่นๆขึ้นจากหนองคูไปวางไข่ที่หนองน้ำแห่งนี้ ชาวบ้านเรียกหนองน้ำนี้ว่า “ หนองข้อง ”

 

                   หนองน้ำทั้งสองนี้มีทั้งปลาดุก ปลาช่อน และปลาเข่ง(ปลาหมอ) ปลากระดี่ และปลาไหลชุกชุม ชาวบ้านแถบนี้จะอาศัยปลาเป็นอาหาร ส่วนเหตุที่เรียกว่า “ หนองข้อง ” สันนิษฐานว่า คำว่า “ ข้อง ” หมายถึงภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา เมื่อชาวบ้านจับปลาได้จะเอาใส่ข้อง จนมีเรื่องเล่าขานกันต่อมาว่าชาวบ้านจับปลาในหนองน้ำได้ปลาจำนวนมากเมื่อเอาไปใส่ข้องจนเต็มแล้ว ยัดปลาลงไปในข้องอีก จนข้องแตก ชาวบ้านจึงเรียกหนองน้ำนี้ว่า “  หนองข้องแตก ” และกลายเป็นชื่อหมู่บ้าน “  หนองข้องแตก ” ต่อมาคำว่า ” แตก ” หายไป เรียกสั้นๆว่า “ บ้านหนองข้อง ” ปัจจุบันบ้านหนองข้องเปลี่ยนชื่อเป็น “ บ้านเหนือ ” เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่เหนือบ้านหนองคู นอกจากนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ยังเล่าต่อมากันว่า หนองน้ำแห่งนี้ลึกและกว้าง มีน้ำขังและใสสะอาดตลอดปี มีป่าไม้หนาแน่นร่มครึ้ม รอบบริเวณริมหนองน้ำเป็นที่ราบมีหญ้าปกคลุม เหมาะสำหรับเป็นที่เลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย ชาวบ้านถือว่าหนองน้ำและบริเวณรอบๆ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนใช้ร่วมกันได้โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ(เป็นที่สาธารณะ) มีวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำ มีหลักฐานปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ คือ ต้นโพธิ์ใหญ่อายุเป็นร้อยปี และมีเศษอิฐให้เห็นเป็นหลักฐานว่าในสมัยก่อนมีวัดตั้งอยู่ก่อนที่จะเป็นวัดร้าง แล้วไปตั้งวัดใหม่ คือ วัดโพนชัย

 

                   ขณะเดียวกันยังเรื่องเล่าว่า ในอดีตช่วงหลังสงกรานต์ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านรวมถึงชาวบ้านนาหอด้วยจะร่วมกันแห่ดอกไม้ไปบูชาที่พระธาตุศรีสองรักเป็นประจำทุกปี ในขบวนแห่มีดนตรีพื้นบ้าน ประกอบด้วยฆ้องและกลอง ชาวบ้านที่ไปร่วมแห่ดอกไม้จะมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และหนุ่มสาว ขากลับจากแห่ดอกไม้บูชาพระธาตุศรีสองรักแล้วมักจะแวะบูชาดอกไม้ตามวัดรายทางที่ผ่าน ซึ่งเส้นทางจะต้องผ่านวัดใกล้หนองน้ำ เมื่อบูชาดอกไม้ที่วัดแล้วจะเล่นสาดน้ำกันบริเวณหนองน้ำแห่งนี้ ผู้ที่ไม่มีขันจะใช้มือวักใส่กัน คนถือฆ้องลืมตัววางฆ้องไว้แล้วลงเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน พอถึงเวลากลับบ้านก็หาฆ้องไม่พบจึงร้องบอกเพื่อนร่วมขบวนแห่ดอกไม้ว่า “ ฆ้องเหี่ย ” (ฆ้องหาย) หนองน้ำแห่งนี้จังได้ชื่อว่า ” หนองฆ้องเหี่ย ” นานเข้าเรียกสั้นๆว่า “ หนองฆ้อง ” ต่อมาออกเสียงเพี้ยนกลายเป็น “ หนองข้อง ” และเรียกชื่อหมู่บ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่า “ บ้านหนองข้อง ” จนถึงทุกวันนี้

 

                  บ้านเดิ่น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านหนองข้อง อยู่ริมน้ำศอกและมีพื้นที่บางส่วนตั้งอยู่ริมน้ำหมัน บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านเป็นที่ราบและลานกว้างเกิดตามธรรมชาติอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน บริเวณนี้มีต้นมะม่วงใหญ่ (มะม่วงอุ้งนก)ขึ้นเองตามธรรมชาติมีอยู่ ๓ ต้น มีอายุเป็นรอยปี (ปัจจุบันเหลือให้เห็น ๑ ต้น และยืนต้นตายใกล้ล้มอีก ๑ ต้น) ที่ราบหรือลานกว้างชาวบ้านจะเรียกว่า “ เดิ่น ” หมู่บ้านแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าหมู่บ้านเดิ่น มีวัดโพนชัยเป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน

 

                 บ้านหัวนายูง ตั้งอยู่ริมน้ำหมันคนละฝั่งกับบ้านหนองข้อง เยื้องไปทางใต้และตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระธาตุศรีสองรัก ในอดีตมีสภาพเป็นป่าใหญ่ มีต้นไม้นานาพันธุ์ ขึ้นอยู่ทั่วไป มีสัตว์ป่าชุกชุม ผลไม้เป็นอาหารของนกทุกชนิด ที่ตั้งของหมู่บ้านเป็นที่ราบแคบๆตามริมน้ำหมัน เมื่อก่อนมีบ้านเรือนอยู่ประมาณ ๘-๑๐ ครัวเรือน รวมเป็นหมู่บ้านเดียวกับหนองข้อง (มาแยกเป็นหมู่ที่ ๑๔ ตำบลด่านซ้าย เมื่อประมาณ ๓๐ ปี) ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านติดริมน้ำหมัน ทางฝั่งซ้ายของลำน้ำหมันตรงกันข้ามกับหมู่บ้าน มีลำห้วยอู้ไหลจากป่าเขาทางทิศตะวันตกมารวมกับลำน้ำหมันบริเวณปากน้ำอู้เป็นลานหินยาวลงตามน้ำ และมีก้อนหินทั้งขนาดใหญ่เล็กอยู่กลางลำน้ำหมันเป็นจำนวนมาก พอถึงหน้าแล้งปริมาณน้ำลดลงจะมองเห็นสายน้ำไหลผ่านแก่งหินสวยงาม ชาวบ้านะเรียกกันว่า “ แก่งอู้ ” พ้นน้ำใกล้แก่งอู้มีทรายและก้อนกรวดมากมาย เหมาะสำหรับเป็นที่เล่นน้ำและพักผ่อนของชาวบ้าน ปัจจุบันน้ำตื้นเขิน มีดินไหลมาทับถมก้อนหินและลานหินทำให้ไม่เห็นแก่งอีกแล้ว

 

                  ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านมีเนินเขาเตี้ยๆ ชาวบ้านเรียกว่า “ โพน ” มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่หนาแน่น และมีทุ่งนาแคบๆติดกับเนินเขา บริเวณโพนหรือเนินเขา มีนกหลายชนิดอาศัยอยู่ โดยเฉพาะนกยูงที่มีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้หมู่บ้านชื่อว่า “ บ้านหัวนกยูง ” และทุ่งนาได้ชื่อว่า “ นานกยูง ” ต่อมาเรียกชื่อสั่นเข้าเป็น “ บ้านหัวนายูง ” ส่วนทุ่งนาเป็น “ นายูง ” คำว่า “ นก ” หายไป ส่วนบริเวณโพน หรือเนินดังกล่าวเป็นป่าใหญ่รกชัฏมีลิงและค่างอาศัยอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “ โพนภูค่าง ” ในอดีตเป็นป่าช้าของชาวบ้านหัวนายูง ปัจจุบันเป็นสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลด่านซ้าย

 

                 บ้านนาเวียง ตั้งอยู่ริมน้ำหมัน ห่างออกจากอำเภอด่านซ้ายไปทางทิศเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและเป็นภูเขาสูงต่ำสลับที่ราบเชิงเขา มีป่าอุดมสมบูรณ์ มีต้นน้ำอยู่บนภูเขามากมาย เช่น ต้นน้ำห้วยยางบง ต้นน้ำบวกเดียว เป็นต้น ต้นน้ำที่อยู่บนเขาจะมีน้ำตลอดทั้งปี มีภูเขาสำคัญ คือ “ ภูอังลัง ”

 

ภูอังลัง ภูศักดิ์สิทธิ์ในเขตบ้านนาวียง

 

             การก่อตัวของชุมชนยากที่ค้นคว้าเรื่องราวให้แน่ชัดว่าก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร อย่างไรก็ดีมีเรื่องเล่าสันนิษฐานว่าเพิ่งมีขึ้นไม่นานมากนัก เพราะสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์สุโขทัยซึ่งเป็นเรื่องจากจารึกที่รู้จักกันทั่วไปเมื่อครั้งรัชกาลที่๖ ลงมา ว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองด่านซ้ายเป็นกลุ่มคนไทยน้อยที่อพยพตามลุ่มแม่น้ำโขง มีพ่อขุนผาเมืองนำไพล่พลข้ามลำน้ำเหืองเดินทางตามลำน้ำหมันมาหยุดพักและตั้ง

 

            ชุมชนที่บ้านเก่าก่อน ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวท้าวมาอยู่ที่บ้านนาหอ แล้วจึงมาตั้งเมืองด่านซ้ายอยู่ที่หนองคู

 

             แต่จากตำนานสร้างพระธาตุกล่าวถึงชุมชนบ้านนาเวียงอยู่บริเวณริมน้ำหมันและบริเวณทุ่งนาห่างจากอำเภอด่านซ้ายไปทางทิศเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร เชื่อกันว่าชาวพระนครทั้ง ๒ กลุ่ม คือ กรุงศรีอยุธยา และกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) มารวมกันสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักชาวเวียงจันทน์ได้เดินทางมาพำนักอยู่ทุ่งนา หมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า “ บ้านนาเวียง ”

 

            สภาพโดยทั่วไปของบ้านนาเวียง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ การตั้งบ้านเรือนไม่แออัด เนื่องจากมีประชากรน้อย กล่าวคือ บ้านนาเวียงมีบ้านเรือนเพียง ๖๐ หลังคาเรือน มีประชากร ๒๒๐ คน การสร้างบ้านเรือนมีลักษณะเหมือนกับบ้านไทยทั่วไปหลังคาใช้หญ้าคามุง ตัวบ้านและพื้นบ้านจะใช้ไม้ไผ่สับเป็นแผ่น หรือที่เรียกว่าฟากตีเป็นผนังและปูเป็นพื้น มีเรือนทำกับข้าว เรียกว่า “ เรือนน้อย ” ภายในห้องครัวจะมี “ หิ้งข่า ” ตั้งอยู่เหนือเตาไฟที่ใช้ขี้ไต้มาเป็นเชื้อเพลิง

 

             การดำรงชีวิตในสมัยก่อน ครั้งยังไม่มีความเจริญทางด้านวัตถุต่างๆ หากพูดถึงด้านที่อยู่อาศัย จะสร้างด้วยไม้ไผ่ คือ นำไม้ไผ่มาผ่าสลับแล้วสานเป็นแผ่นๆ เพื่อนำมาทำเป็นฝาบ้าน ส่วนหลังคาจะใช้ใบจากหรือหญ้าในการมุงหลักคาบ้าน เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยนี้แล้วแตกต่างกันมาก คนสมัยนี้จะนิยมสร้างบ้านด้วยไม้ อิฐ ปูน และมุงด้วยหลักคาสังกะสีและกระเบื้องเพื่อให้เกิดความคงทนแข็งแรง

 

             หมู่บ้านนาเวียงมี “ วัดโพธิ์ศรี ” เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน ในขณะที่โรงเรียนของหมู่บ้านในสมัยก่อนไม่มี ต้องเดินทางด้วยเท้าจากหมู่บ้านเข้ามาเรียนที่โรงเรียนชุมชนบ้านด่านซ้าย ระยะทางกว่า ๒ กิโลเมตร เมื่อถึงหน้าฝนถนนจะเป็นโคลนตมเดินทางไปด้วยความยากลำบาก

 

วัดโพนศรี บ้านนาเวียง

 

               ตัวอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านมักเล่าขานเกี่ยวกับความยากลำบากในการเดินทางก็คือ การเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือในจังหวัดเลย ที่จะต้องใช้เวลาเดินทาง ๒-๓ คืน ข้ามภูหลายลูก ต้องอาศัยวัดเป็นที่พักแรม ส่วนเหตุที่ต้องไปเรียนในท้องที่ไกลๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน ต้องอาศัยโรงเรียนในหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น โรงเรียนในตัวอำเภอด่านซ้าย หรือโรงเรียนในจังหวัดเลย หรือ อำเภอหล่มสัก เป็นต้น การไม่มีสถานศึกษาทำให้ชาวบ้านในสมัยก่อนไม่ได้เรียนหนังสือ

 

               ตลาดและร้านค้าในหมู่บ้านยังไม่มี จึงต้องเดินทางเข้าไปหาซื้อเครื่องใช้ในตลาดด่านซ้าย ส่วนอาหารพวกปูและปลา ชาวบ้านจะหากันในแม่น้ำหมันและตามทุ่งนา โดยชาวบ้านจะหาปลาด้วยการใช้สวิงไปช้อนหรือนำไปซ่อนวางดักปลา ปู และหอย นอกจากนี้ยังมีการปลูกผักและหาของป่า

 

              ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ พบว่า เดิมหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงใช้ขี้ไต้เป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดแสงสว่างในเวลากลางคืน ต่อมาได้มีการประยุกต์ใช้ตะเกียงเพลิง ตะเกียงเจ้าพายุ ตะเกียงโป๊ะ โดยตะเกียงเหล่านี้ได้ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับน้ำประปาที่ในอดีตไม่มีใช้เหมือนทุกวันนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านจะใช้น้ำบ่อไว้บริโภค น้ำหมันไว้อุปโภค ภาชนะที่ใช้หาบน้ำแต่ก่อนก็จะใช้ไม้ไผ่และหวายมาสานเป็นคุและกระบุง ส่วนการโทรศัพท์ก็ไม่มี การติดต่อต้องอาศัยโทรเลขและจดหมาย ส่งข่าวให้ญาติที่อยู่ห่างไกล

 

             ด้านสุขอนามัย เมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีวิธีรักษาตามแบบชาวบ้าน โดยหมอชาวบ้านจะเป็นผู้หายาสมุนไพรตามบ้านและตามป่ามาใส่น้ำกินเพื่อรักษาโรคต่างๆ หรือหากเด็กในหมูบ้านหกล้ม แขนขาหัก จะมีหมอทางไสยศาสตร์มาเป่าเพื่อรักษา

 

            ในสมัยก่อนถนนหนทางในหมู่บ้านจะเป็นถนนลูกรัง หน้าแล้งมีฝุ่น หน้าฝนเป็นโคลน ไปไหนมาไหนลำบาก ติดต่อส่อสารกันยาก ใช้น้ำประปาก็ไม่มีใช้ จะใช้ก็ก็น้ำคลอง น้ำบ่อ ส่วนไฟฟ้าก็ไม่มีใช้ ต้องใช้ขี้ไต้ (ขี้ไต้ คือ เชื้อที่ทำให้ติดไฟง่ายและเกิดแสงสว่าง) หรือใช้ตะเกียงโดยใส่น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง

 

             ปัจจุบันการคมนาคมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงทศวรรษที่ผ่านมาหมู่บ้านมีการพัฒนามากขึ้น และนำความเจริญมาสู่หมู่บ้าน ทำให้หมู่บ้านได้รับความสะดวกสบายกว่าสมัยก่อน เช่นถนนหนทางในหมู่บ้านที่เปลี่ยนมาเป็นคอนกรีต น้ำประปาและไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วทุกหลังคา การคมนาคมติดต่อสื่อสารสะดวก มีทีวีไว้ดูข่าวสาร ดูหนัง ดูละคร มีโทรศัพท์ส่วนตัวและโทรศัพท์สาธารณะหมู่บ้านไว้ติดต่อสื่อสาร

 

              บ้านนาหอ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของต้นน้ำหมัน ห่างจากตัวอำเภอด่านซ้ายมาทางทิศเหนือ ราว ๗-๘ กิโลเมตร ภูมิอากาศของบ้านนาหอแต่ละช่วงฤดูจะแตกต่างกันมาก กล่าวคือ ช่วงฤดูร้อน อากาศจะร้อน ฤดูหนาว อากาศจะหนาวจัด การสร้างบ้านเรือน สมัยก่อนการสร้างบ้านเรือนโดยทั่วไป จะสร้างเป็นกระท่อมหลังเล็กๆมุงด้วยหญ้าคา ส่วนฝาและพื้นบ้านทำด้วยไม้ไผ่ หากครอบครัวใดมีฐานะดีจะสร้างบ้านด้วยเสาไม้หรือเสาตั้งหิน ฝาบ้านตีด้วยไม้เนื้อแข็ง ส่วนหลังคาจะมุงแป้นเกล็ด

 

              สถานที่สำคัญของพื้นที่ มีวัดศรีภูมิ ศาลเจ้าบ้าน(ดงหอ) ภูผาแดด เหตุที่เรียกว่าภูผาแดด เพราะตอนเช้าจะมีแสงแดดส่องไปยังภูผาแดดก่อนที่อื่น บริเวณภูผาแดดจะมีถ้ำตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าว่า ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปและของมีค่าอยู่ภายใน เมื่อถึงเดือนเจ็ดของทุกปี เจ้าพ่อกวน เจ้าแม่นาง เทียม พ่อแสน นางแต่ง และชาวบ้านจะพากันไปบนภูผาแดด เพื่อทำพิธีของฟ้าขอฝนเป็นการสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ซึ่งปัจจุบันยังคงประกอบ

 

วัดศรีภูมิ บ้านนาหอ

 

ภูผาแดด ภูศักดิ์สิทธิ์ของบ้านนาหอ

 

ศาลเจ้าบ้าน (ดงหอ) บ้านนาหอ

 

 

             ย้อนหลังไปหลายสิบปี ชาวบ้านนาหอยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านต้องอาศัยกระบอกไม้ไผ่เป็นเชื้อเพลิง “ กระบอกขี้ไต้ ” ต่อมามีการใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด ส่วนน้ำประปาก็ไม่มีเช่นกันต้องอาศัยน้ำจากลำน้ำหมันและลำห้วยม่วง ซึ่งไหลมาจากบนเขาห้วยม่วง รวมทั้งต้องขุดบ่อกักน้ำในหน้าแล้ง

 

             ถนนหนทางสมัยก่อนไม่ได้มีอย่างที่เห็น เดิมต้องอาศัยทางควายและทางเดินเกวียน เส้นทางคมนาคมเริ่มสะดวกเมื่อราวก่อนปี ๒๕๑๐ สมัยนาย จัดสุระ เดโช เป็นนายอำเภอด่านซ้าย ซึ่งขณะนั้นมีกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือ กรป.กลาง โดยมีจอมพลสฤษฎ์  ธนะรัชต์ เป็นผู้ริเริ่มให้บุกเบิกทางจากตัวอำเภอด่านซ้ายสู่บ้านปากหมัน อันเป็นที่ตั้งของ กรป.กลาง มีการบุกเบิกเส้นทาง พร้อมกับขยายเส้นทางแต่ยังไม่ได้ราดยาง ยังคงเป็นทางหินลูกรังอยู่

 

***************************

 

 

 

 

 

 

 

 

* นักวิจัยท้องถิ่นด่านซ้าย ประกอบด้วยนักวิจัยกลุ่มด่านซ้าย นักวิจัยกลุ่มนาเวียง และนักวิจัยกลุ่มนาหอ (ผลจากการสร้างนักวิจัยท้องถิ่นเพื่อเกิดความรู้ ความเข้าใจในท้องถิ่นด่านซ้ายของตนเอง) จากโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดี และชาติพันธุ์ (ปี พ.ศ. ๒๕๔๘)

 

เนื้อหาคัดย่อจากรายงานการวิจัยเรื่อง “ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม กรณีศึกษาบ้านด่านซ้าย นาเวียง และนาหอ ลุ่มน้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นพี่เลี้ยงคอยเสนอแนะ

 

thipwan kaennak เมื่อ  ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖:๑๒:๔๔
ความคิดเห็นที่ #1
ขอขอบคุณสำหรับงานวิจัยดีๆที่ทำให้ดิฉันรู้ความเป็นมาในท้องถิ่นเรา เกิดความภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าห่วงแหน ลำน้ำหมันสายน้ำแห่งชิวิตของคนด่านซ้าย