ซะกาต ทานกุศลของชาวมุสลิม
บทความ       ขนาด   

ซะกาต ทานกุศลของชาวมุสลิม

บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

เข้าชม 1930 ครั้ง

 

ซะกาต ทานกุศลของชาวมุสลิม

เอกสารประกอบการเสวนา "สันติธรรมในสังคมไทย" เนื่องในวันเล็ก-ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๓

เรื่อง ซะกาต … ปันสุขแด่ผู้ยากไร้

วันศุกร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เวลา ๑๗.๓๐ -๑๙.๐๐ ณ ร้านริมขอบฟ้า ถ.ราชดำเนินกลาง

 

......................................

 

                   ศาสนาอิสลามมีลักษณะแตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ เนื่องจากได้บัญญัติครอบคลุมถึงวิถีชีวิตของผู้นับถือทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่เกิดจนตาย มุสลิมทุกคนไม่สามารถแยกอิสลามออกจากวิถีการดำเนินชีวิต ไม่สามารถเลือกปฏิบัติเฉพาะสิ่ง เฉพาะอย่าง เฉพาะบางประการ ตามหลักศาสนาได้ การจ่ายทานบังคับ หรือ ซะกาต ระบุให้มุสลิมทุกคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจตามศาสนาบัญญัติ คือ มีทรัพย์สินเหลือจากปัจจัยสี่ และถือครองทรัพย์สินที่สะสมไว้ครบรอบ ๑ ปีจันทรคติ  หรือตามช่วงเวลาที่ศาสนากำหนด ต้องจ่าย ซะกาตตามอัตราที่กำหนดไว้

 

                   คำว่า ซะกาต แปลว่า การซักฟ อก การทำให้สะอาดบริสุทธิ์ และการเจริญเติบโต วัตถุประสงค์ในการจ่ายก็เพื่อเป็นการยืนยันถึงความศรัทธาและเพื่อซักฟอกทรัพย์สินและจิตใจของผู้จ่ายให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ หมดจากความโลภ ตระหนี่ถี่เหนียว ซึ่งถือเป็นสิ่งสกปรกทางใจอย่างหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นการกระจายทรัพย์สินให้กลุ่มคนที่ยากไร้ ซึ่งคัมภีร์อัล กุรอานได้กำหนดไว้

 

 

ซะกาต มี ๒ ประเภท

               ๑.ซะกาตฟิฏเราะห์ คือ การบริจาคทานที่มุสลิมผู้สามารถเลี้ยงตัวได้ ต้องจ่ายแก่คนยากจนหรือคนอนาถาในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนถือศีลอด โดยจ่ายเป็นอาหารหลักที่คนในท้องถิ่นรับประทานกันเป็นประจำ ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้งต่าง ๆ ซึ่งกำหนดอัตราจ่ายซะกาตเป็นข้าวสารประมาณ ๓ ลิตร หรืออาจจ่ายเป็นเงินที่มีมูลค่าเท่ากับข้าวสารจำนวนดังกล่าว สำหรับผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้น ต้องรับผิดชอบจ่ายซะกาตแทนสมาชิกในครอบครัวด้วย การจ่ายซะกาตนี้มีความสำคัญถึงขนาดที่ว่าหากใครถือศีลอด แล้วไม่จ่ายซะกาต พระเจ้าก็ยังไม่รับการถือศีลอดของเขา

 

                ๒.ซะกาตมาล หรือ ซะกาตทรัพย์สินเป็นซะกาตที่จ่ายจากทรัพย์สินที่สะสมไว้หลังจากการใช้จ่ายครบรอบปีแล้วในอัตราที่ต่างกันตามประเภทของทรัพย์สิน ตั้งแต่ร้อยละ๒.๕ ไปจนถึงร้อยละ ๒๐ ซึ่งในเรื่องนี้ได้คำนึงถึงความมั่นคงและความเจริญเติบโตทางการเงิน ที่ต้องอาศัยความพยายาม ความรู้ความสามารถ และทุนจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อการขาดทุน โดยกำหนดซะกาตไว้ร้อยละ ๒.๕ สำหรับทองคำและเงินที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ได้โดยตรง จะต้องนำไปซื้อของจากพ่อค้าวานิช ชาวไร่ ชาวนา ซึ่งรวมทั้งแร่ทองและเงินเป็นสิ่งที่หายาก และต้องลงทุนลงแรงเป็นอย่างมากกว่าจะได้มา ดังนั้น จึงกำหนดอัตราซะกาตเอาไว้อย่างต่ำเพียงร้อยละ ๒.๕

 

                 สำหรับผลผลิตทางการเกษตรแตกต่างกันไป โดยผลผลิตประเภทที่เน่าเสียง่าย เช่น ผัก ไม่ต้องนำมาจ่ายซะกาต ส่วนผลผลิตที่สามารถเก็บไว้ได้นานจะแบ่งระดับอัตราการจ่ายซะกาต ตามประเภทของที่ดิน โดยที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งถึงแม้เจ้าของที่ดินจะต้องใช้เงินและแรงงานในการพัฒนาที่ดิน แต่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมากในการรดน้ำและการเพาะปลูก เนื่องจากแผ่นดินได้รับน้ำฝนตามธรรมชาติหรือจากคลองที่มีอยู่แล้ว ที่ดินประเภทนี้ต้องจ่ายซะกาตร้อยละ๑๐ ในขณะที่หากเป็นที่ดินที่ต้องใช้แรงงานและการลงทุนมากสำหรับการชลประทาน เช่น ต้องใช้เครื่องสูบน้ำจากบ่อ หรือลำคลอง ลำธารมายังที่ดินหรือจำเป็นต้องขุดคลอง จะจ่ายซะกาตในอัตราน้อยกว่า คือ ร้อยละ๕ กรณีของทรัพย์สินที่พบโดยบังเอิญและไม่ปรากฏเจ้าของ เช่น กรณีเก็บทรัพย์สินที่สูญหายได้ ผู้พบต้องจ่ายซะกาตในอัตรา ร้อยละ ๒๐

 

 

 

 

               การจ่ายซะกาตถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดที่ต้องปฏิบัติควบคู่กับการละหมาด ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึง การละหมาดในคัมภีร์อัล กุรอาน ก็จะมีการกล่าวถึงการจ่ายซะกาตติดตามมาทันที โดยชาวมุสลิมจะ ถือว่าการทำละหมาด เป็นหลักปฏิบัติเพื่อพระเจ้า ส่วนซะกาตเป็นหลักปฏิบัติเพื่อมนุษย์ โดยเฉพาะประเทศที่นับถือ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ เช่น ประเทศในอาหรับทั้งหลาย จะมีการเรียกเก็บซะกาต และนำไปเก็บรวมไว้ที่ใบตุลมาล หรือคลังของรัฐอิสลาม เมื่อเก็บรวบรวมซะกาตแล้ว นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับ ๘ ประเภท ซึ่งคัมภีร์อัล กุรอานกำหนดไว้ ได้แก่

 

 

 

 

๑. คนอนาถาหรือยากจน ( ฟะกีร์) คือ ผู้ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีผู้รับผิดชอบดูแล หรือแทบไม่มีรายได้ประจำ เช่น ต้องใช้จ่ายวันละ ๑๐ บาท แต่มีรายได้วันละ ๒- ๓ บาท

 

๒. คนที่อัตคัดขัดสน ( มะซากีน) คือ ผู้มีทรัพย์สินหรือรายได้ประจำบ้าง แต่ไม่เพียงพอในการดำรงชีวิต กลุ่มนี้จะมีฐานะดีกว่ากลุ่มแรก

 

๓. ผู้เข้ารับอิสลามใหม่ ( มูอัลลัพ) เพื่อเป็นการสนับสนุนให้กำลังใจ หรือเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่นให้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม

 

๔. ผู้บริหารการจัดเก็บและจ่ายซะกาต ( อามิร์) คือ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้เก็บซะกาต เช่น โต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหลัน และกรรมการมัสยิด ซึ่งมีหน้าที่บริหารเงิน ซะกาตฟิฏเราะห์ พวกเขาจะไม่ได้รับซะกาตโดยตรง แต่จะได้รับเงินตอบแทนในการมีส่วนร่วมในการบริหารเงินซะกาต

 

๕. ทาสที่ได้รับอนุมัติจากนายให้นำเงินไปไถ่ถอน ( ฮัมบามูกาตับ) ซึ่งสมัยนี้ไม่มีแล้ว

 

๖. ผู้มีหนี้สินจากการใช้จ่ายในการกุศลไม่ใช่หนี้จากการพนัน ( บีร์ฮูตัน)

 

๗. ผู้พลัดถิ่น และไร้เงินกลับบ้านเกิด ( มูซาฟิร์) เพื่อจะได้เป็นค่าเดินทางและอาหารระหว่างการ เดินทางนั้น

 

๘. ผู้ที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ หรือทำการต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการอิสลาม ( ฟีซาบีลิลลาห์) เช่น ครูผู้สอนศาสนา เป็นต้น 

 

 

               การซะกาตควรเฉลี่ยให้คนหลายประเภท ไม่ควรให้คนเดียว ประเภทเดียว และต้องให้แก่คนที่จัดอยู่ในหลักเกณฑ์ข้างต้น มิฉะนั้นจะถือเป็นโมฆะ ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รับซะกาต คือ ผู้มีรายได้พอแก่การยังชีพ (ถ้ามีรายได้ไม่พอ เพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่สมฐานะ หรือเล่นการพนัน ไม่มีสิทธิ์รับซะกาต) ผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดู ผู้ที่เป็นเครือญาติของตระกูลอาซิมและมุตตอลิบ ( เครือญาติของท่านนบี) ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม หากบริจาคให้แก่บุคคลเหล่านี้ นับเป็นโมฆะเช่นกัน

 

                สำหรับทรัพย์หรือสิ่งของที่จำเป็นต้องจ่ายซะกาต ได้แก่ ทองคำและเงิน ปศุสัตว์ เช่น แพะ แกะ วัว ควาย อูฐ พวกธัญญพืช เช่น ข้าวสาร ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ถั่ว และผล ไม้จำพวกอินทผลัมแห้ง องุ่นแห้ง ตลอดจนทรัพย์ที่ใช้ในการค้าหรือสินค้า

 

                 ศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนถึงหน้าที่ในการจ่ายซะกาตของคนที่มีทรัพย์สินเกินจำนวนที่ศาสนากำหนดไว้ในรอบปี โดยถือเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ๑ ใน ๕ ประการ นอกเหนือจากการปฏิญาณตนว่าจะยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ละหมาด การถือศีลอด และการประกอบพิธีฮัจญ์ ที่หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างสาสม ทำให้มุสลิมทุกคนถือเป็นหน้าที่ที่ต้องจ่ายซะกาต ขณะเดียวกันหากมองในทางสังคม บรรดาผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับซะกาตนั้น มักเป็นผู้ที่เป็นปัญหาในสังคม ดังนั้นการนำซะกาตไปให้บุคคลเหล่านี้จึงเป็นการแก้ปัญหาสังคมที่ถูกจุด หากมองในมุมด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่าซะกาตทำให้คนยากคนจน คนอนาถาในสังคมมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีการถ่ายเททรัพย์สินจากคนรวยไปสู่คนจน และเมื่อคนเหล่านี้มีอำนาจซื้อ ก็จะส่งผลให้มีการผลิตสนองตอบต่อความต้องการ ทำให้มีการจ้างงาน และมีการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจติดตามมา ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การจ่ายซะกาต นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาแล้ว ยังเป็นการแสดงความเคารพภักดีต่อพระเจ้าหรือ อัลเลาะห์ โดยผ่านทางการช่วยเหลือสังคมด้วย