สรุปงานเสวนาเรื่อง : พลังน้ำ พลังคน และการจัดการน้ำในอนาคต
บทความ       ขนาด   

สรุปงานเสวนาเรื่อง : พลังน้ำ พลังคน และการจัดการน้ำในอนาคต

บทความโดย ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง

เข้าชม 1027 ครั้ง

 

 

เสวนาริมขอบฟ้า :  พลังน้ำ พลังคน และการจัดการน้ำในอนาคต

 

 

วันศุกร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เปิดประเด็นโดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมด้วย คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และ คุณณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม นายก อบต. บางระกำ ผู้นำชุมชนในการพึ่งพาตัวเอง โดยมี คุณสุดารา สุจฉายา เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

การเสวนาในครั้งนี้ คุณสุดารา สุจฉายา กล่าวเปิดในประเด็นเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาว่า ด้วยสภาพแวดล้อมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ซึ้งถึงผลอันเกิดจากพลังของน้ำอย่างแสนสาหัส แต่ในทางกลับกัน เราได้เห็นพลังของคนที่ร่วมมือกันรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในอนาคตหากต้องพบเจอกับสิ่งเหล่านี้อีก เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร โดยท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับพลังของน้ำและวิธีการจัดการน้ำ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกสองท่าน คือ คุณณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม นายก อบต. บางระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนในการพึ่งพาตัวเอง และคุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

 

  

“ จากความเป็นสังคมอุตสาหกรรมได้มีการสร้างถนนทับทางน้ำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ในระดับผู้นำของประเทศก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งนี้ และไม่คิดหวนกลับไปให้ความสำคัญในเรื่องการเกษตรหรือเรื่องการจัดการน้ำเลย”

 

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

 

 

อาจารย์ศรีศักรได้กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ว่า นอกจากน้ำท่วมจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนแล้ว ยังสร้างความตื่นตระหนกและความสับสนวุ่นวายอย่างขาดสติเป็นอันมาก นำมาซึ่งคำถามว่าสังคมไทยในทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้น และหลังจากน้ำลดลงแล้ว  เราจะดำรงชีวิตอยู่กันอย่างไร

 

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า พื้นที่ภาคกลางในปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม นับตั้งแต่ช่วงเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำลายความเป็นท้องถิ่นที่มีการพึ่งพาซึ่งกันและกันจนเกือบหมดสิ้น สิ่งที่เห็นได้หลังจากน้ำท่วมคือการปรากฏของคนสองกลุ่มที่แตกต่างกัน

 

กลุ่มแรกเป็นคนที่มาจากสังคมอุตสาหกรรม มีบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมราคาแพง คนกลุ่มนี้อยู่ในสภาพพึ่งตัวเองไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำมาก่อน แม้ว่าชุมชนของเขาได้ถูกทำลายด้วยพลังน้ำไปแล้ว แต่คนเหล่านี้กลับไม่กลัวน้ำ ยังดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปรกติ เพราะคุ้นชินกับเรื่องน้ำท่วมเป็นอย่างดี อีกทั้งภายในชุมชนยังมีการดูแลซึ่งกันและกัน เช่นมีการทำครัวร่วมกันในแต่ละหมู่บ้าน หรือมีแนวคิดจะพัฒนาไปเป็นตลาดน้ำขายสินค้าในยามน้ำท่วมเป็นต้น

 

จากที่กล่าวมานี้จะเห็นว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคนกลุ่มแรก เพราะหากเกิดน้ำท่วมขึ้นอีก พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร ดังนั้นเราจึงต้องหันกลับมาทบทวนว่า จากสังคมเกษตรกรรมกลายมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมนั้น ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เช่นกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นสังคมอุตสาหกรรมแล้ว แม้ว่าภูมิหลังเดิมเป็นสังคมที่สัมพันธ์อยู่กับน้ำมาก่อน เพราะตั้งอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ (YOUNG DELTA) ซึ่งเป็นนิเวศลุ่มน้ำ-ลำคลอง-ท้องทุ่ง และเส้นทางคมนาคมเดิมเป็นเส้นทางทางน้ำทั้งสิ้น แต่จากความเป็นสังคมอุตสาหกรรมได้มีการสร้างถนนทับทางน้ำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ในระดับผู้นำของประเทศก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งนี้ และไม่คิดหวนกลับไปให้ความสำคัญในเรื่องการเกษตรหรือเรื่องการจัดการน้ำเลย  

       

เมื่อมองย้อนไปถึงช่วงที่คนเริ่มไม่เข้าใจภูมิวัฒนธรรมลุ่มน้ำภาคกลางตอนล่าง สังเกตได้ว่า เกิดขึ้นภายหลังที่มีการสร้างเขื่อนภูมิพลในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ เป็นต้นมา เพราะส่งผลให้หน้าน้ำหลากกับหน้าน้ำลดหายไป คงไว้แต่หน้าน้ำทรงตัวอยู่ตลอดทั้งปี สิ่งนี้ได้ส่งผลให้เกิดการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลอง อีกทั้งทำให้วิถีชีวิตในสังคมลุ่มน้ำเกิดความเปลี่ยนแปลงไปด้วย อีกข้อสังเกตหนึ่งคือปัจจุบันนี้ลำคลองและทางน้ำเหลือน้อยลง ด้วยมีการสร้างถนนและแหล่งอุตสาหกรรมทับเส้นทางน้ำ ไม่เว้นแม้แต่บ้านเรือนก็เปลี่ยนรูปแบบไป จากที่เคยเป็นแบบเสาสูงให้น้ำไหลผ่านได้ กลายมาเป็นบ้านแบบติดพื้นขวางทางน้ำมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในการก่อตัวขึ้นของสังคมอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ การเข้ามาของคนต่างถิ่นในพื้นที่สวนฝั่งธนฯ ภายหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยในช่วงเวลานี้ นอกจากจะมีรูปแบบการเดินทางแบบใหม่โดยเรือหางยาวเข้าไปในพื้นที่เรือกสวนแล้ว การตัดถนนมากมายเข้ามายังพื้นที่ฝั่งธนฯ ได้ส่งผลให้มีคนต่างถิ่นโยกย้ายเข้ามาอยู่อาศัย รวมถึงมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม รุกพื้นที่สวนและรุกความเป็นชุมชนริมน้ำของคนท้องถิ่นเดิม ในเขตอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่เดิมพื้นที่นี้มีทุ่ง มีทางน้ำ และมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียง ๓-๔ พันคนเท่านั้น แต่ความเป็นสังคมอุตสาหกรรมได้นำพาให้โรงงานและแรงงานกว่าสองหมื่นคนเข้าไปเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในพื้นที่นี้ จนทำให้องค์ความรู้เรื่องการจัดการน้ำหายไป ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ ดูเหมือนว่าทางภาครัฐไม่เคยเข้าใจอะไรเลย

 

จากนั้นอาจารย์ศรีศักรได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปดูระดับน้ำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งตอนนั้นน้ำรอบเกาะเมือง สูงราว ๒ เมตร ๕๐ เซนติเมตร แต่อีกสองวันให้หลัง น้ำสามารถทะลุเข้าเกาะเมืองได้ โดยน้ำได้ไหลเข้ามาตามคลองย่อยต่างๆ และสุดท้ายน้ำไต่ระดับขึ้นกว่า ๓ เมตร จึงมีคำถามว่า ทำไมปีนี้น้ำถึงท่วมเกาะเมืองอยุธยามากขนาดนั้น

 

หากดูภูมิวัฒนธรรมของอยุธยาแต่เดิมจะพบว่า ในอดีตเมื่อน้ำเข้ามายังอยุธยาได้มีการกระจายน้ำไปยังคลองต่างๆ แล้วส่งต่อไปยังทุ่งที่แวดล้อมเกาะเมืองอยุธยา เช่น ทุ่งลุมพลี ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งบ้านกลาง ฯลฯ ทำให้น้ำไม่ไหลเข้าไปในเกาะเมืองอยุธยา แต่คราวนี้น้ำกลับไหลถล่มเกาะเมืองอยุธยาจนจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด และปรากฏว่าน้ำในทุ่งกลับมีปริมาณน้อย สิ่งเหล่านี้บอกให้เรารู้ว่า เส้นทางน้ำที่มีอยู่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถจัดการกับน้ำที่ไหลบ่าเข้ามาได้ ที่ชัดเจนที่สุดก็คือบริเวณทุ่งอุทัยซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะเมือง แต่เดิมหากน้ำเหนือไหลบ่ามาตามแม่น้ำป่าสัก พื้นที่นี้จะสามารถรับน้ำเอาไว้ได้ แต่ปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมโรจนะตั้งทับพื้นที่นี้ ส่งผลให้น้ำไม่มีทางไป และทำให้น้ำท่วมบริเวณเกาะเมืองอยุธยาและบริเวณนอกเกาะเมืองอยุธยาในที่สุด ซึ่งเราไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานใดได้เลย เพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดการน้ำ ทางรอดเดียวที่จะรับมือและอยู่ในสภาวะน้ำท่วมได้ก็คือการพึ่งพาตัวเอง

  

“เมื่อท้องถิ่นพึ่งพาตัวเองโดยไม่รอความช่วยเหลือจากภายนอก  ทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มีความคล่องตัวและมีพลังมากกว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างรอ”

 

ณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม

 

จากนั้นคุณณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม ได้อธิบายถึงแนวคิดและวิธีการพึ่งตนเองของชุมชนเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมในครั้งนี้ ซึ่งแม้ชุมชนบางระกำจะไม่สามารถเอาชนะพลังของธรรมชาติได้ แต่จากประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับภัยทางน้ำเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนบางระกำได้เรียนรู้และอยู่รอดกับสภาวะที่ถูกจำกัดด้วยปัจจัย ๔ ได้ค่อนข้างดี โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่นๆ จากภายนอกเป็นหลัก

 

คุณณัฐวัฒน์ได้เล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ตำบลบางระกำเคยถูกน้ำท่วมมาแล้วหลายครั้งจนเห็นว่าเป็นเรื่องปรกติของวิถีชีวิตคนที่นี่ ชาวบ้านก็ยังอยู่กันได้อย่างปรกติ จนปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ เริ่มมีการช่วยเหลือจากภายนอกทั้งเงินทั้งสิ่งของเข้ามาในชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่มีความช่วยเหลือเข้ามาในชุมชน แต่อีกด้านหนึ่งทำให้ชาวบ้านขาดวินัยในการพึ่งพาตนเองและรอคอยเพียงความช่วยเหลือเท่านั้น จนในที่สุดก็กลายเป็นปัญหาต่างๆ ตามมา และไม่สามารถดำรงชีวิตภายใต้ปัญหาเหล่านั้นได้

 

เหตุการณ์น้ำท่วมที่เพิ่งผ่านมาถือว่าหนักหนามาก พื้นที่ร้อยละ ๙๐ ถูกน้ำท่วมเสียหาย แม้จะมีการเตรียมตัวเรื่องการสร้างคันดินกั้นน้ำไม่ให้น้ำในแม่น้ำท่าจีนไหลทะลักเข้ามายังพื้นที่ แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะน้ำที่ไหลบ่ามาจากพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของตำบลบางระกำ แถบอำเภอไทรน้อยและบางบัวทอง ส่งผลให้พื้นที่ในตำบลบางระกำจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีรับมือกับภาวการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการเปิดโรงครัวรวมที่ไม่รีรอความช่วยเหลือจากภายนอก ใครมีข้าวสาร อาหารแห้ง ผักสวนครัว ก็นำมารวมกันไว้ แล้วจัดการทำอาหารแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน อีกปัญหาหนึ่งที่พบในภาวะน้ำท่วมคือ การประสานงานระหว่างท้องถิ่นกับภาครัฐที่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก ความช่วยเหลือของภาครัฐในเรื่องเครื่องสูบน้ำก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร

 

ที่ผ่านมาชาวบางระกำจำต้องพึ่งพาตัวเอง โดยตั้งกองทุนท้องถิ่นขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายการจัดการน้ำในท้องถิ่น เช่น การพร่องน้ำในแม่น้ำท่าจีนให้ไหลเร็วขึ้น โดยใช้เครื่องผลักดันน้ำซึ่งเป็นกระบวนการแรกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมา สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่สามารถช่วยให้น้ำไม่ท่วมได้ก็ตาม แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อท้องถิ่นพึ่งพาตัวเองโดยไม่รอความช่วยเหลือจากภายนอก  ทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มีความคล่องตัวและมีพลังมากกว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างรอ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้นั้น เพราะมีพื้นฐานมาจากการสนับสนุน คนดีมีจิตอาสา และการปลูกฝังให้เกิดความรักสามัคคีของคนภายใน เช่น การร่วมทำกิจกรรมภายในท้องถิ่น การจัดทำหลักสูตรความเข้าใจเรื่องท้องถิ่นเพื่อใช้ในโรงเรียน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ทำให้เกิดสำนึกร่วมของคนในท้องถิ่นทุกวันนี้

  

“ควรให้มีการศึกษาและทำความเข้าใจธรรมชาติของน้ำให้มากขึ้น และกระจายอำนาจการจัดการไปยังท้องถิ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

 

หาญณรงค์ เยาวเลิศ

 

ทางด้านมุมมองของคุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดได้มองปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมของปีนี้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการเรื่องน้ำที่ต่างคนต่างทำและท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ประสบเหตุ เป็นเจ้าของพื้นที่ กลับไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ เช่น การขอเปิดประตูระบายน้ำ ขอขยายทางเดินของน้ำโดยการทุบหรือทำลาย                     เครื่องกีดขวางทางน้ำ ด้วยเหตุผลว่าท้องถิ่นไม่มีอำนาจ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ เหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไม่สามารถแตะต้องได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมและไม่สามารถจัดการกับพลังน้ำได้ นอกจากนี้การขาดความรู้และการมองในจุดย่อยแบบองค์รวมของหน่วยงานภาครัฐก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง   

 

โดยจะสังเกตได้ว่า ในทุกวันนี้แต่ละภาคส่วนนั้นต่างคนต่างคิดเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่แบบของใครของมัน ยกตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัยย่านรังสิตก็ต้องการสร้างกำแพงกั้นน้ำสูงขึ้นไปหลายเมตร นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ต้องการสร้างกำแพงกั้นน้ำสูงหลายเมตรเช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ เมื่อน้ำเหนือไหลมาจะทำให้เส้นทางน้ำถูกบีบ เกิดการปะทะเป็นพลังทำลายที่รุนแรง โดยผลเสียจะตกอยู่กับบ้านเรือนของประชาชนที่ไม่ได้สร้างกำแพงป้องกันตนเอง ซึ่งที่กล่าวมานี้ยังไม่รวมถึงถนนหนทางที่สร้างขวางทางน้ำ โดยจะเป็นตัวบังคับให้น้ำไหลแรงและไหลเข้าสู่กรุงเทพฯเร็วขึ้น หากผู้มีส่วนรับผิดชอบในการจัดการแก้ไขปัญหาน้ำต้องการเดินไปข้างหน้าด้วยแนวคิดที่ไม่เข้าใจในธรรมชาติของน้ำเช่นนี้ ก็เห็นควรให้มีการศึกษาและทำความเข้าใจธรรมชาติของน้ำให้มากขึ้น และกระจายอำนาจการจัดการไปยังท้องถิ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

 

โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและมีพลังในการต่อสู้ และอยู่กับภาวะน้ำท่วมให้ได้ ยิ่งเป็นชุมชนเมือง บ้านจัดสรร ยิ่งต้องทำในจุดนี้ให้ได้มากกว่าชุมชนในต่างจังหวัด หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในปีถัดไปหากน้ำไหลเข้าท่วมอย่างปีนี้ เมื่อต่างคนต่างอยู่และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น ถึงเวลานั้นคงสายเกินแก้ไข... 

 

 

 

 

 

 

เอกสารประกอบการเสวนาเรื่อง   พลังน้ำ พลังคน และการจัดการน้ำในอนาคต  http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=489