บรรยายสาธารณะ: ‘เมืองลอง’ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนา
บทความ       ขนาด   

บรรยายสาธารณะ: ‘เมืองลอง’ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนา

บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช

เข้าชม 3037 ครั้ง

 

บรรยายสาธารณะ: ‘เมืองลองประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนา

 

บรรยายสาธารณะ เมืองลอง ตอนที่ 1

 

 

บรรยายสาธารณะ เมืองลอง ตอนที่ 2

 

 

เมื่อวันที่๑๖มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๓ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  ได้จัดบรรยายสาธารณะขึ้น ในหัวข้อเมืองลองประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนาโดยมีอาจารย์ภูเดช แสนสา อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นวิทยากร วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดขึ้น ณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ตั้งแต่เวลา๑๓.๐๐น.-๑๖.๐๐น.

 

เดิมการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนามุ่งการศึกษาเฉพาะโครงส่วนบน ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อย่าง เชียงใหม่ น่าน ลำปางเท่านั้น น้อยคนนักจะรู้ว่ายังมีเมืองขนาดเล็กซ้อนทับเมืองใหญ่ๆ อีกหลายเมืองยังไม่ถูกศึกษา งานวิทยานิพนธ์เรื่อง เมืองลอง ความผันแปรของเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนาจากรัฐจารีตถึงปัจจุบันของอาจารย์ภูเดช จึงเป็นการนำเสนอเรื่องราวของเมืองลอง เมืองขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนา และร่ำรวยวัฒนธรรมไม่แพ้เมืองใหญ่ๆในล้านนาเลยทีเดียว

 

อาจารย์ภูเดช อธิบายว่า ในประวัติศาสตร์ล้านนาเมืองลองมีบทบาทสำคัญเนื่องจากทำหน้าที่เป็นทั้งเมืองหน้าด่านระหว่างสุโขทัยและล้านนา เป็นเมืองที่พระเจ้าติโลกราชใช้ขยายอิทธิพลจากตะวันตกไปตะวันออก จากแพร่ไปน่าน ทั้งใช้เป็นเส้นทางการค้าคือ ทางบกจากอุตรดิตถ์ผ่านแพร่เข้าเมืองลองก่อนเข้าสู่เมืองลำปาง และทางน้ำผ่านลุ่มน้ำยม เป็นเส้นทางที่สุโขทัยใช้เดินทางขึ้นไปเชียงรายและพะเยา นอกจากนี้เมืองลองยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น แร่เหล็ก ทองแดง แร่เงิน เป็นต้น ซึ่งในยุคการค้าของป่ารุ่งเรือง เมืองลองได้กลายเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่สำคัญก่อนถูกส่งไปยังศูนย์กลางการค้าล้านนาที่หริภุญไชย

อาจารย์ภูเดช แสนสา วิทยากรบรรยาย

 

ทั้งนี้ ลักษณะเมืองในกลุ่มคนไทไม่มีการจำกัดขอบเขตตายตัว อาจมีขนาดเล็กเท่าตำบลหรือหมู่บ้านในปัจจุบันแต่ภายในจะมีระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นเมืองที่ค่อนข้างมีอิสระในการปกครองตนเองพอสมควรแม้จะขึ้นกับเมืองใหญ่โดยเมืองลองได้ขึ้นกับเมืองลำปาง ซึ่งเมืองลองก็มีเมืองเล็กๆขึ้นต่อถอดลงไปอีกคือ เมืองต้า เมืองตรอกสลอบ เมืองช้างสาร

 

 

ภาพเมืองลองในปัจจุบันที่ยังคงรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรมไว้ค่อนข้างสมบูรณ์

 

ลักษณะพื้นที่ทางกายภาพเมืองลองมีการกำหนดขอบเขตค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งโอบล้อมด้วยภูเขาจึงกำหนดเขตแดนได้ง่ายกว่าพื้นที่ราบ โดยเมืองลองถูกแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนหาง ซึ่งถ้ามองพื้นที่ทางจินตภาพซ้อนทับลงไปจะพบว่าเมืองส่วนกลางอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าเมืองและพระพุทธศาสนามีความเข้มแข็ง จึงพบว่ามีการสร้างพระธาตุขึ้นเป็นตัวกำหนดขอบเขต และส่วนหางเมืองถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ของผีที่พระพุทธศาสนาเข้าไปไม่ถึง โดยส่วนหางเมืองนี้พบว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คือแร่และป่าไม้

 

ในการศึกษาเมืองลองนี้อาจารย์ภูเดช ได้แบ่งออกเป็น ๓ ยุค คือ ๑.ยุคเมืองจารีตถึงก่อนปีพ.ศ.๒๔๔๒ (เป็นช่วงก่อนที่สยามเข้ามาจัดการผนวกเมืองในล้านนา) ๒.ยุคการขยายอำนาจของอาณาจักรสยาม ๓.ยุคฟื้นฟูและรื้อฟื้นตัวตน

 

ยุคจารีตเมืองลองพบว่ามีการตั้งถิ่นฐานอย่างช้าในช่วงพุทธศตวรรษที่๑๗ โดยกลุ่มลัวะเป็นชนพื้นเมืองดั่งเดิม เป็นกลุ่มที่ถลุงแร่โลหะใช้เอง เนื่องจากเมืองลองเป็นแหล่งแร่สำคัญหลายชนิดจึงดึงดูดชนกลุ่มอื่นเข้ามาอาศัย เช่น กลุ่มเม็ง ดังนั้นเมืองลองจึงเป็นการผสมผสานอารยธรรมของกลุ่มลัวะและกลุ่มเม็งล้านนา

 

โดยมีตำนานเล่าขานว่า พ่อเฒ่าหลวงได้เข้ามาและนำวิทยาการต่างๆมาให้เมืองลอง ทั้งยังเข้ามาช่วยรักษาโรคระบาดของชนกลุ่มลัวะ ดังนั้นพ่อเฒ่าหลวงจึงได้ขึ้นปกครองเมืองลอง ในปัจจุบันพ่อเฒ่าหลวงได้กลายเป็นผีเมืองที่คนเมืองลองให้การเคารพนับถือสืบมา

 

นับตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของเมืองลองพบว่ามีการย้ายศูนย์กลางของเมือง ๓ ครั้งคือ ยุคเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ เวียงลอง เนื่องจากทำเลตั้งอยู่ที่ราบจึงทำให้หน้าฝนเกิดน้ำท่วม เมืองถูกน้ำล้อมรอบเป็นเกาะ ดังนั้นเมื่อเจ้าเมืองสิ้นและไม่มีคนสืบทอด พระเจ้าติโลกราชจึงแต่งตั้งพระยาเมืองแก้วลงมาปกครองและได้ย้ายศูนย์กลางเมืองมาอยู่ที่เวียงเหล่าเวียง มีสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน และมีที่ราบกว้างกว่าเมืองเดิม แต่เมื่อปีพ.ศ.๒๓๑๘ เกิดโรคระบาดขึ้นภายในเมืองและพื้นที่เริ่มคับแคบจากความหนาแน่นของประชากรที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อเจ้าเมืองสิ้น จึงย้ายศูนย์กลางมาอยู่บ้านฮ่องฮ้อบริเวณพระธาตุศรีดอนคำ ซึ่งใช้เป็นหลักเมืองของเมืองลองกระทั่งปัจจุบัน

 

แผนที่แสดงที่ตั้งเมืองในแอ่งลองและบริเวณรายรอบ ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็กขึ้นต่อเมืองลอง คือ เมืองตอบสลอบ เมืองต้า และเมืองช้างสาร

 

เมืองลองยังมีเมืองย่อยซ้อนทับอีกที ซึ่งมีเมืองสำคัญอยู่ ๓ เมือง คือ เมืองตรอกสลอบ เมืองต้า และเมืองช้างสาร โดยเมืองตรอกสลอบสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่๑๙ สร้างขึ้นเนื่องจากเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ เช่น ของป่าและเครื่องเทศ เป็นต้น ทั้งยังเป็นจุดหยุดพักการเดินทางของพ่อค้าสุโขทัยที่ขึ้นมาเมืองลองอีกด้วย แต่ในภายหลังได้หมดความสำคัญไปเนื่องจากสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง ส่วนเมืองต้าเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่๒๐โดยมีพื้นที่ติดลำน้ำเล็กๆ ทั้งยังเป็นแหล่งบ่อเหล็ก ซึ่งพระเจ้าติโลกราชได้ใช้เมืองต้าด้วยเหตุผลทางการเมืองด้วย โดยตั้งให้เป็นเมืองหน้าด่าน และยังใช้เป็นอุทยานพักผ่อนของเจ้านครลำปางและเมืองช้างสารเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่๒๑ ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นแหล่งที่ขุดแร่สำคัญเช่น แร่ทองแดง ทองคำ และของป่า เป็นต้น

 

ในการสร้างเอกภาพจักรวาลทัศน์เมืองลอง ด้วยลักษณะพื้นที่ของเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมด้วยภูเขา จึงทำให้คนในพื้นที่เกิดจิตสำนึกว่าเมืองลองคือโลกทั้งโลกของพวกเขา และในทางจินตภาพ ตำนานได้ถูกสร้างขึ้นมารับใช้คติพุทธ และใช้ครอบงำผู้คนได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบพระธาตุตามพระพุทธเจ้า ๕ องค์ ที่ได้มีการสร้างพระธาตุขึ้น ๕ องค์และนำพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์มาเป็นตัวกำหนด โดยการสร้างความเชื่อที่ว่า ถ้าอยากพบพระพุทธเจ้าให้อยู่ที่เมืองลองซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของพื้นที่ นอกจากนี้ยังสะท้อนสถานะการคงอยู่ของเมืองลองที่ดำเนินมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะคงอยู่ต่อไปในอนาคตคอยพบกับพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปของพระธาตุองค์ที่๕ คือ พระศรีอริยเมตไตรยซึ่งการมีพระธาตุ ๕ องค์ ก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วในล้านนาว่าเมืองลองเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์

 

ระบบความเชื่อของคนในพื้นที่เมืองลอง คือ ผีและพุทธ โดยผีจะเข้าไปอยู่ในหน่วยปกครองทุกส่วนกระทั่งจิตใจ เช่น ผีปู่ย่าดูแลครอบครัว ผีบ้านควบคุมหมู่บ้าน ผีเมืองใช้ควบคุมดูแลเมือง เป็นต้น ซึ่งสามารถควบคุมคนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

 

ส่วนพระพุทธศาสนาจะเฟื่องฟูบริเวณกลางเมืองที่เจ้าเมืองมีอิทธิพลเท่านั้นส่วนบริเวณหางเมืองชายขอบมีป่าไม้และแร่ธาตุเป็นพื้นที่ของผีปกครอง เป็นแหล่งปลอดพระพุทธศาสนา เช่น มีความเชื่อว่าห้ามพระสงฆ์ขึ้นไปเพราะผีจะกินเป็นต้น

 

ในการปกครองเมืองลองยุคจารีต แบ่งออกเป็น ๔ ยุคคือ

 

 ๑.ยุคสกุลวงศ์เจ้าศรีกุกกุฏฏะ(พุทธศตวรรษที่๑๗-พ.ศ.๒๐๒๐) เป็นยุคของการก่อตั้งเมืองลองโดยเจ้านายที่ปกครองเมืองจะถูกส่งมาจากลำปาง

 

 ๒.ยุคสกุลวงศ์เจ้าหัวเมืองแก้ว(พ.ศ.๒๐๒๐-พ.ศ.๒๐๖๐) เป็นช่วงที่ถูกดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองหลวงเชียงใหม่ มีการจัดการปกครองรัดกุมขึ้นและต้องส่งส่วยอย่างเคร่งครัด 

 

๓.ยุคสกุลวงศ์เจ้าช้างแดงถึงเจ้าช้างปานตอนกลาง(พ.ศ.๒๐๖๐-พ.ศ.๒๒๗๐)เป็นช่วงที่มีอิสระในการปกครองตัวเองสูง เนื่องจากพระเจ้าติโลกราชสวรรคต ดังนั้นส่วนกลางจึงขาดอำนาจในการดูแลเมืองเล็กๆ

 

๔.ยุคสกุลเจ้าช้างปานตอนกลางถึงตอนปลาย(พ.ศ.๒๒๗๐-๒๔๔๒) เป็นช่วงที่นครลำปางเข้าควบคุมเมืองลองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเมืองลองเป็นแหล่งเหล็กที่สำคัญ และเป็นช่วงที่เจ้าล้านนาต้องสร้างความเข้มแข็งจากการโจมตีของพม่า

 

จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนราชวงศ์ในการปกครองถึง๔ ราชวงศ์ ซึ่งในการเข้ามามีอำนาจในเมืองลองนั้นก็มาจากหลายทาง คือ การคัดเลือกจากภายในราชวงศ์ การได้มาซึ่งบรรดาศักดิ์ ทั้งจากการเป็นเครือญาติ บุตรเขย เป็นนาคหลวงของเจ้าเมือง และการมีความรู้ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับ ซึ่งการรักษาเสถียรภาพของอำนาจทำได้โดยการสมรสบุตรหลานกับขุนนางหรือเจ้านครต่างถิ่น

 

ในตอนปลายยุคจารีตความสัมพันธ์ระหว่างเมืองลองกับเมืองศูนย์กลางมีความสัมพันธ์กันแบบหลวมๆ เมื่ออาณาจักรสยามเข้ามาแทรกแซง และทำให้เมืองใหญ่ๆของล้านนาตกเป็นเมืองประเทศราชอย่าง เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน เพื่อรักษาเสถียรภาพของเมืองลองที่มีความเข้มแข็งทางการค้าแร่ธาตุวัตถุดิบและเมืองศูนย์กลางพุทธศาสนา ประกอบกับขัดแย้งกับเจ้านครลำปาง ดังนั้นเมืองลองจึงขอให้สยามรับเป็นเมืองประเทศราชเพื่อยกสถานะให้ทัดเทียมเมืองใหญ่ๆ

 

ต้นไม้เงินและต้นไม้ทองที่เจ้าเมืองลองส่งมาให้สยาม เพื่อรับรองบุตรเป็นเจ้าเมืองสืบทอด

 

โดยเจ้าเมืองลองได้ส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมายังสยาม และขอให้สยามรับรองบุตรเป็นเจ้าเมืองขึ้นสืบทอดต่อไป แต่ไม่สำเร็จด้วยตอนนั้นสยามเกรงว่าจะขัดแย้งกับเจ้าผู้ครองนครเมืองใหญ่ ทำให้ยากแก่การปฏิรูปประเทศ ประกอบกับเมืองลองมีผลประโยชน์น้อยต่อสยาม ดังนั้นเมืองลองจึงยังคงสถานะเป็นเมืองขึ้นต่อนครลำปางตามเดิม กระทั่งสยามทำการปฏิรูปจัดการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลจึงนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของเมืองลองในต่อมา

 

เมื่อเข้าสู่ยุคการขยายอำนาจของรัฐไทยได้นำมาสู่การล่มสลายระบบจารีตของเมืองลอง นับตั้งแต่พ.ศ.๒๔๔๒ เป็นต้นมา โดยพบว่าด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของเมืองลองได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก กล่าวคือ

 

ด้านการปกครองในช่วงแรกสยามได้ส่งข้าราชการสยามขึ้นมาช่วยบริหารประกอบด้วย กรมมหาดไทย กรมทหาร กรมคลัง กรมยุติธรรม กรมวัง และกรมนา โดยเจ้านายบุตรหลานทำหน้าที่ ‘พระยาว่าการกรม ’และมีข้าราชการสยามทำหน้าที่ ‘พระยาผู้ช่วยไทย’ ทำหน้าที่ในการแนะนำบุตรหลานเจ้านายในการปกครองระบบใหม่นี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่ทำให้เจ้าเมืองล้านนาในฐานะเมืองประเทศราชมีอำนาจลดลง โดยเมืองลองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

 

ด้านการเก็บภาษีเดิมล้านนาเก็บในรูปของผลผลิต เช่น ข้าว หมาก พริก เป็นต้น แต่เมื่อสยามเข้ามาปฏิรูปการปกครองและเก็บภาษีในรูปของเงินและเพิ่มชนิดของการเก็บ ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ จึงเกิดเป็น ‘กบฏพระยาผาบ’ ในปีพ.ศ.๒๔๓๒ ซึ่งนำโดยพญาปราบสงคราม และมีบรรดาเจ้านายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นเหตุให้การปฏิรูปการปกครองสะดุดไป

 

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหลัง ในช่วงปีพ.ศ.๒๔๔๒ สยามได้จัดการปกครองล้านนาเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้น โดยทำให้ ๕ นครประเทศราช คือ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่านกลายเป็นหัวเมือง(จังหวัด) ส่วนเมืองอื่นๆที่ขึ้นต่อ ๕ เมืองนี้ได้กลายสถานะเป็นแขวง(อำเภอ) และแคว้น(ตำบล) ตามลำดับ ทำให้เมืองลองกลายสถานะเป็น ‘แขวงเมืองลอง’ เป็นส่วนหนึ่งของนครลำปางไป โดยมีข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ประจำแขวง เรียกว่า ‘กรมการแขวง’ (นายอำเภอ) ซึ่งกำหนดว่าจะต้องเป็นคนที่สยามส่งมา จะเห็นได้ว่าการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลทำให้อำนาจของกลุ่มเจ้าเมืองและขุนนางถูกลดบทบาทลงไปมาก จากเดิมที่มีสถานภาพเป็น ‘เจ้าชีวิต’ กลับกลายเป็นเพียงข้าราชการที่รอรับคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น

 

แผนที่มณฑลพายัพ คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่สยามเข้ามาจัดการเขตแดนของเมืองในล้านนา

 

ในการปฏิรูปการปกครองสงฆ์ที่เมืองลอง สยามได้เข้ามาจัดการให้เป็นไปตามขนบของส่วนกลาง ด้วยเล็งเห็นว่าวัดจะเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ออกสู่สังคมได้ ดังนั้นสยามจึงดึงพระสงฆ์จากจารีตเดิมที่ขึ้นต่อเจ้าครองนครมาขึ้นต่อมหาเถรสมาคมที่ส่วนกลาง มีลำดับจัดการปกครองเหมือนทางโลก คือ มหาเถรสมาคม เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะเมือง(จังหวัด) เจ้าคณะแขวง(อำเภอ) เจ้าคณะหมวด(ตำบล) และเจ้าอาวาส

 

ด้านการคลังและภาษีอากร ระบบที่ส่วนกลางนำเข้ามาทำให้ผลประโยชน์ที่เจ้าเมืองเดิมได้รับหมดไปโดยปริยาย เช่น ค่าไม้ขอนสัก ค่าตอไม้ ค่าล่องสินค้าผ่านเมือง เป็นต้น นอกจากเงินค่าต่างๆที่ต้องส่งให้ส่วนกลางแล้วยังมีค่าอื่นๆตามมาอีก ดังเช่น เงินค่าแทนเกณฑ์แรงงานที่เก็บปีละ๔บาทต่อปีแลกกับการไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน ภาษีอากรจากเดิมเก็บตามความเหมาะสมโดยมองที่คนและพื้นที่เป็นหลัก ได้ถูกเปลี่ยนให้มาเป็นการเก็บเงินเหมือนกันหมด เป็นผลให้เมืองเล็กๆและชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ซึ่งค่าต่างๆที่เรียกเก็บได้สร้างรายได้ให้กับท้องพระคลังอย่างมหาศาล ดังที่กงสุลฝรั่งเศสได้รับฟังจากชาวล้านนาว่า

 

“แม้ภาษีต่างๆที่เรียกเก็บ ไม่ได้มีอะไรเป็นประโยชน์แก่เมืองเลย เงินถูกไหลลงท่อส่งไปกรุงเทพหมด การปกครองแบบใหม่จะเริ่มใช้มา๒ปีแล้วก็ตาม ก็ยังไม่กระทำการใดๆ ในรูปงานของสาธารณะประโยชน์เลย เงินในพื้นบ้านก็มีน้อยลงยากจนลงทุกปี”

 

จากการเบียดเบียนเก็บภาษีจากส่วนกลางทำให้เกิด‘กบฏเงี้ยว’ลุกขึ้นต่อต้านสยามในเวลาต่อมา แต่เดิมกบฏเงี้ยวในการรับรู้ของคนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวของคนเมืองแพร่ แต่ในความเป็นจริงกบฏเงี้ยวมีจุดเริ่มต้นที่เมืองลอง คือ กลุ่มกบฏได้ส่องสุมกำลังอยู่ที่บ้านบ่อแก้วหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ฝั่งหนึ่งของภูเขาเมืองลองติดกับจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นกลุ่มเชื้อสายญาติพี่น้องเมืองลอง โดยเจ้าเมืองลอง เจ้าเมืองต้า และขุนนาง ต่างให้การสนับสนุน

 

สาเหตุที่เมืองลองถูกใช้เป็นแหล่งต่อต้านสยาม เพราะเป็นเมืองที่ปลอดจากข้าราชการสยาม มีวัตถุดิบใช้ในการผลิตอาวุธ เช่น แร่ตะกั่วใช้ทำกระสุนปืน นอกจากนี้เมืองลองยังเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างรัฐล้านนา ซึ่งสะดวกต่อการกระจายกำลัง โดยกบฏเงี้ยวเลือกบุกเข้าทำลายสถานที่ราชการต่างๆของสยามและฆ่าเฉพาะคนสยามที่ขึ้นมารับราชการเท่านั้น แต่ในภายหลังถูกสยามเข้าปราบปรามอย่างหนัก ดังนั้นบรรดาหัวเมืองล้านนารวมถึงเมืองลองเห็นว่าไม่อาจต่อสู้กับสยามได้ จึงรวมตัวกันอยู่ฝ่ายสยามช่วยปราบกบฏเงี้ยว ซึ่งหลังจากกบฏเงี้ยวถูกปราบบทบาททางการเมืองของเมืองลองก็จบลง

 

ด้านเศรษฐกิจและสังคมของเมืองลองได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเส้นทางรถไฟตัดผ่านในปีพ.ศ.๒๔๕๗ โดยสิ่งแรกที่เปลี่ยนไปคือการเดินทางค้าขาย จากแต่เดิมในการค้าขายจะเป็นการเดินทางโดยทางน้ำและทางบก เช่น วัวต่าง ม้าต่าง ล่อต่าง เป็นต้น ได้เปลี่ยนมาเป็นการเดินทางโดยรถไฟ ซึ่งทำการขนส่งได้รวดเร็วกว่า ไม่ว่าจะค้าขายกับรัฐล้านนาด้วยกันเอง หรือจะเป็นการส่งมาขายยังกรุงเทพ ทำให้เมืองลองหลีกเหลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าสู่ยุคทุนนิยมแบบเต็มตัว

 

 โดยในอดีตการปลูกข้าวของคนเมืองลองจะเป็นแบบพอเพียง ใช้กินอยู่ในครอบครัวถ้าเหลือค่อยส่งออกขายหรือแลกเปลี่ยน แต่เมื่อมีทางรถไฟเข้ามาทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนมาทำการปลูกแบบเน้นส่งออก โดยมีพ่อค้าคนกลางเดินทางมารับซื้อถึงที่ ทั้งยังเกิดอาชีพใหม่ตามมา เช่น การแปรรูปไม้แผ่นส่งขายทางรถไฟ เกิดโรงงานบ่มยาสูบ โรงเลื่อย โรงต้มเหล้า เป็นต้น แต่การขยายตัวของทางรถไฟก็กระทบต่ออาชีพทำเหล็กลอง เนื่องจากเหล็กลองผลิตได้ช้ากว่า ในขณะที่เหล็กนำเข้าจากต่างประเทศที่นำมาขายในพื้นที่เป็นแบบสำเร็จรูปใช้การได้เลย ประกอบกับในปีพ.ศ.๒๔๖๑ พื้นที่บ่อเหล็กกลายเป็นเขตหวงห้าม ดังนั้นเหล็กลองจึงถูกลดความสำคัญลง

 

ด้านสภาพสังคมของเมืองลองก็ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเมืองลองเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่สำคัญ เมื่อการค้าขายเฟื่องฟู จึงดึงดูดให้คนต่างถิ่นย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เช่น ชาวจีน ชาวไทย ทำให้เมืองลองเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และเกิดการขยายตัวของชุมชนในเมืองลอง

 

ด้านสำนึกความเป็นเมืองลองก็เริ่มเลือนหายไปเพราะรัฐไทยพยายามสร้างสำนึกใหม่ คือ ความสำนึกร่วมในความเป็นไทยที่ต้องมีความรักชาติและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยดังที่รัชกาลที่๖ได้กราบทูลรัชกาลที่๕ว่า

 

“ถ้าประสงค์ให้พวกลาวเชื่อง จะหัดทางอื่นได้ไม่ดีเท่ากวาดเด็กเข้าโรงเรียน จะได้ดัดสันดานและความคิดเสียตั้งแต่เยาว์”

 

พระสงฆ์ต้องรับหน้าที่ในการสอนหนังสือ มีการกำหนดหลักสูตรการสอนให้เป็นแบบเดียวกัน โดยให้ภาษาพูด ภาษาเขียน ความรู้ และทัศนคติเป็นแบบสยามเป็นหลักซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการสอนที่วัด ต่อมาในยุคหลังๆได้เกิดโรงเรียนตามมา

 

แต่สิ่งที่ทำให้เมืองลองเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่รัฐไทยตั้งขึ้น โดยในช่วงแรกฉบับที่๑ถึงฉบับที่๕ เป็นการเข้ามาพัฒนาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนด้านสาธารณูปโภค เช่นการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ไฟฟ้า เป็นต้น และเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ ๒ ระบบทุนนิยมได้เข้ามาสู่เมืองลองอย่างเข้มข้น กลายเป็นเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด ทำให้วิถีชีวิตของชาวเมืองลองเปลี่ยนแปลงไปกระทั่งปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตามถึงแม้เมืองลองจะได้รับการพัฒนาจากส่วนกลาง แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานของการพัฒนาแล้วเมืองลองก็ยังเป็นอำเภอที่มีสภาพแบบ ‘สังคมชนบท ’เท่านั้นเป็นผลให้ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อต่างๆไม่ถูกแทรกแซงมากนักทั้งยังเหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ยุคการสร้างและรื้อฟื้นความเป็นเมืองลอง ผ่านมรดกทุนวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อที่ถูกแช่แข็งอยู่ในจิตสำนึกของคนเมืองลองมาเป็นเวลานานได้ถูกผลิตซ้ำถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นตกทอดถึงปัจจุบัน โดย ๓ สิ่งหลักที่ใช้หยิบยกมารื้อฟื้น คือ เจ้า พุทธ และผี ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของเมืองลองในอดีต ซึ่งการสำนึกรักท้องถิ่นเป็นเหตุผลสำคัญทำให้เกิดการรื้อฟื้นตัวตนของเมืองลอง โดยมีปัจจัยภายนอก ๓ ประการ คือ

 

๑.ประเพณี พิธีกรรม และคติความเชื่อ เช่น คติพระธาตุ ๕ องค์ และคติผีบ้าน ผีเมือง ที่ยังถือสืบทอดต่อกันมา ประกอบลักษณะของแอ่งลองเป็นเมืองปิด จึงทำให้ยังคงพลังเครือข่ายท้องถิ่นได้เหมือนยุคจารีต

 

๒.การเปลี่ยนแปลงทางการปกครองและเศรษฐกิจของเมืองลอง จากเดิมที่ข้าราชการสยามเป็นชนชั้นปกครอง ต่อมาในยุคหลังได้เปลี่ยนอำนาจมาเป็นข้าราชการคนท้องถิ่น ซึ่งต่อมาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในเมืองลอง

 

๓.การเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย หลังปีพ.ศ.๒๔๗๕ มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ได้ยกเลิกระบบเทศาภิบาล ทำให้จังหวัดกลายเป็นหน่วยใหญ่ที่สุดของท้องถิ่น และรองลงมาคืออำเภอ โดยผู้บริหารงานได้กลายมาเป็นคนในท้องถิ่น โดยมีกลุ่มพ่อค้าในท้องถิ่นเป็นกลุ่มหลักในการฟื้นฟูเมืองลอง

 

โดยการรื้อฟื้นเมืองลองแบ่งออกเป็น ๒ ช่วงหลัก คือ ในช่วงแรกในปีพ.ศ.๒๔๙๕-๒๕๓๘ ที่กลุ่มพระสงฆ์เป็นแกนนำหลัก และช่วงที่สองคือในปีพ.ศ.๒๕๓๘-ปัจจุบันที่มีการจัดตั้งองค์กรทำหน้าที่เกี่ยวกับประเพณีและศิลปวัฒนธรรมของเมืองลองโดยตรง ซึ่งมีสภาวัฒนธรรมเมืองลองเป็นผู้นำหลัก กล่าวคือ

 

ในช่วงแรกพุทธศาสนาได้ถูกหยิบยกมาใช้ในการฟื้นฟู วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของเมืองลอง ซึ่งทุนทางวัฒนธรรมที่ถูกหยิบยกมาใช้ในในช่วงนี้ คือ พระธาตุศรีดอนคำ ตำนานพระธาตุ พระพุทธรูป ครูบามหาเถระ ฯลฯ

 

พระธาตุศรีดอนคำ ตัวแทนของคติพุทธ และศาลเจ้าพ่อเลาคำ ตัวแทนของคติผี ตัวอย่างที่ชาวบ้านเลือกหยิบมาใช้ฟื้นฟูเมืองลอง

 

ต่อมาได้เกิดการเขียนประวัติศาสตร์ของเมืองลอง และนำตำนานพระธาตุศรีดอนคำแปลจากอักษรธรรมล้านนาเป็นภาษาไทย โดยจัดทำเป็นหนังสือเพื่อมอบให้ผู้บริจาคเงินบูรณะพระธาตุในงานประเพณีไหว้พระธาตุศรีดอนคำเมื่อวันที่๒ พฤศจิกายนในปีพ.ศ.๒๔๙๕ ถือได้ว่าเป็นการสร้างตัวตนของเมืองลองที่ชัดเจนที่สุด เพราะพระธาตุศรีดอนคำเป็นสิ่งที่เน้นย้ำความเก่าแก่ที่สุดของเมืองลองที่คนล้านนาโดยทั่วไปรับรู้นับตั้งแต่ยุคจารีต

 

การเน้นย้ำความเก่าแก่ของเมืองโดยการสร้างอนุสาวรีย์พระนางจามเทวีที่หน้าลานพระธาตุศรีดอนคำ ซึ่งเป็นแสดงถึงความเชื่อในตำนานที่กล่าวว่าพระนางจามเทวีได้เดินทางมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่บริเวณดังกล่าวและยังมีการชูเมืองลองผ่านสัญลักษณ์ของพระพุทธรูป พระเครื่อง และวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการรื้อฟื้นชื่อเมืองเก่าของเมืองลอง คือ เมืองศิริกุกกุฏไก่เอิ๊ก เมืองเววาทภาษิต เมืองเชียงจืน และเมืองลองขึ้นมาเพื่อเป็นการเน้นย้ำความเก่าแก่ของพื้นที่และความมีตัวตนของเมืองลองอีกด้วย

 

ส่วนในยุคที่สองนับตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๘-ปัจจุบัน เป็นช่วงที่มีการรื้อฟื้นเมืองลองอย่างจริงจัง โดยนำเอาสิ่งยึดถือของคนเมืองลองในอดีตมาขับเคลื่อน คือ พระพุทธศาสนา ผีบ้านผีเมืองและเจ้าเมือง

 

โดยด้าน ‘พระพุทธศาสนา’มีประเพณีไหว้พระธาตุ ๕ พระองค์ขึ้น ซึ่งเดิมไม่ได้ถูกเน้นในยุคฟื้นฟูในช่วงแรก แต่กลับได้รับความสำคัญในยุคนี้ โดยพบในคำขวัญประจำอำเภอลองที่มีขึ้นก่อนปีพ.ศ.๒๕๓๐ คือ

 

“พระธาตุศรีดอนคำเป็นสง่า ลือชาผ้าตีนจก มรดกล้านนา ส้มพุทราหวานฉ่ำ งามล้ำถ้ำเอราวัณ สุขสันต์ล่องแก่ง แหล่งเทียวสวนหิน ถิ่นคนใจงาม”

 

                แต่พอเข้าปีพ.ศ.๒๕๔๐ ข้าราชการ องค์กรส่วนท้องถิ่น พระสงฆ์ และประชาชนต่างมีมติเอกฉันท์ให้เปลี่ยนเป็น

 

                “งามพระธาตุล้ำค่า ส้มพุทราเลิศรส แหล่งกำเนิดผ้าจก มรดกสวนหิน ถิ่นชาวเมืองลอง”

 

จากคำขวัญจะเห็นได้ว่าในยุคหลังต่อมาพระธาตุ๕องค์ได้ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น จากเดิมที่ให้ความสำคัญเฉพาะพระธาตุศรีดอนคำเท่านั้น

 

ด้าน ‘ผีบ้านผีเมือง’ตับเหล็กลองและขมิ้นหิน ซึ่งเป็นวัตถุมงคลและเครื่องรางใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในพื้นที่ เป็นทุนวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ถูกผูกติดกับระบบเศรษฐกิจจึงเกิดกระแสนำผีบ้านผีเมืองนำมาสร้างให้เป็นวัตถุมงคล เช่น ตับเหล็กลองและขมิ้นหิน ซึ่งเชื่อว่าอยู่ภายใต้การปกครองของพ่อเฒ่าหลวงเป็นที่เคารพนับถือของคนในท้องถิ่น โดยผู้ที่มีพกพาไว้ติดตัวจะอยู่ยกคงกระพัน

 

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี และอนุสาวรีย์พญาขัณฑสีมาโลหะกิจ(เจ้าเมืองลองคนสุดท้าย)ถูกใช้รื้อฟื้นเมืองลองในยุคแรก

 

นอกจากนี้ยังมีการสร้างอนุสาวรีย์ผีเมืองและเจ้าเมืองลองต่างๆ เช่น พ่อเฒ่าหลวงที่อยู่ในตำนานเมืองลองตั้งแต่ยุคจารีตได้ถูกนำมาสร้างให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้เด็กรุ่นหลังมีจิตสำนึกในความเป็นคนเมืองลอง โดยถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ.๒๕๔๐ แต่อย่างไรก็ตามอนุสาวรีย์เจ้าพ่อหลวงก็ยังไม่สร้างอัตลักษณ์ของเมืองลองได้อย่างชัดเจนนัก ดังนั้นในเวลาต่อมาจึงมีการสร้างอนุสาวรีย์พญาขัณฑสีมาโลหะกิจซึ่งเป็นเจ้าเมืองลองคนสุดท้ายที่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองลองขึ้นในปีพ.ศ.๒๕๔๑ นั่นเอง

 

ส่วนด้านของ ‘เจ้า’สิ่งที่ชาวเมืองลองนำมาเป็นทุนวัฒนธรรมในการฟื้นฟูพื้นที่คือ ‘ผ้าซิ่นตีนจกเมืองลอง’ที่เกิดการผสมผสานระหว่างตีนจกของท้องถิ่นเมืองลองกับเมืองลำปาง และต่อในภายหลังได้ผสมผสานกับตีนจกเมืองเชียงแสนในพุทธศตวรรษที่๒๔ โดยผ้าซิ่นตีนจกได้กลายมาเป็นที่รู้จักในช่วงทศวรรษ๒๕๔๐มากขึ้น เมื่ออาจารย์โกมล พานิชย์พันธ์ ปราชญ์ท้องถิ่นและพ่อค้าผ้าจกในเมืองลอง ได้นำผ้าไปใช้แต่งชุดพระมหาเทวีจิรประภากษัตริย์ของล้านนา ในภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย นอกจากนี้ส่วนราชการท้องถิ่น ยังมีนโยบายประชาสัมพันธ์ผ้าติดจกในหลายๆทาง เช่น มีการจัดมหกรรมผ้าตีนจกและขบวนแห่ผ้าซิ่นตีนจกประจำทุกปีในวันเสาร์แรกของเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น ทำให้คนในท้องถิ่นและคนนอกหันมาแต่งกายด้วยผ้าซิ่นตีนจกมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเน้นย้ำความมีรากเหง้าของคนในเมืองลองนั่นเอง

 

ภาพงานประเพณีท้องถิ่นเมืองลอง

 

ในส่วนของเจ้ากลุ่มทายาทเจ้าเมืองเดิมของเมืองลอง มีกระแสที่ค่อนข้างแตกต่างจากเมืองใหญ่ล้านนาอื่นๆที่ในยุคหลังบรรดากลุ่มทายาทเจ้านายได้พยายามรวมกลุ่มกันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อสร้างความมีตัวตนในสังคมของราชวงศ์เดิม แต่ในส่วนเมืองลองบรรดาเชื้อสายเจ้าเมืองได้กลายฐานะมาเป็นเพียงคนธรรมดา พระสงฆ์ ครู อาจารย์ ซึ่งไม่ได้ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้อยากกลับมาเรียกร้องเพื่อมายืนในสังคมอีกครั้ง แต่จะเป็นการรวมตัวในรูปแบบของการฟื้นฟูเมืองลอง ทั้งในด้านพิธีกรรม และศูนย์กลางความเชื่อเป็นหลัก เช่น การสร้างอนุสาวรีย์พญาขัณฑสีมาโลหะกิจ การทำหนังสือประวัติเมืองลอง เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามการรื้อฟื้นเมืองลองก็ไม่ได้ยกเอาเมืองลองในยุคจารีตกลับมาทั้งหมด แต่เป็นการรื้อฟื้นขึ้นมาเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตของคนเมืองลองในปัจจุบันที่ได้ผสมผสานขนบความเชื่อต่างๆจากส่วนกลาง ทำให้เมืองลองมีลักษณะเป็น ‘เมืองลองท้องถิ่นไทย’

 

จากเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมืองลอง เป็นตัวอย่างของเมืองขนาดเล็กในล้านนาที่มีประวัติศาสตร์การก่อตั้งที่ยาวนาน มียุคของการต่อสู้กับอำนาจภายนอกที่เข้ามาคุกคาม และยุคการรื้อฟื้นตัวตนรวมถึงขนธรรมเนียม ประเพณีที่บรรพบุรุษท้องถิ่นได้สอดแทรกควบคู่มากับขนบส่วนกลาง ทำให้เมืองลองยังรักษาความเป็นตัวตนในยุคจารีตให้เหลือสืบทอดมาสู่ลูกหลานในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเมืองลองจะเป็นเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนา และถูกรับรู้น้อยมากจากการศึกษาของส่วนกลาง แต่เมืองลองก็เป็นอู่อารยธรรมล้านนาที่มีคุณค่าไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ ซึ่งงานศึกษาของอาจารย์ภูเดชเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการกลับไปเรียนรู้และศึกษาท้องถิ่น ทำให้งานวิชาการรับรู้ความสำคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และยังเป็นการปลุกกระแสให้คนหันกลับไปตระหนักในคุณค่าของท้องถิ่นที่ตนอาศัยอีกครั้ง

 

 

 

 

 

เครดิต : ภาพทั้งหมดจากคุณภูเดช แสนสา

เนื้อหาเพิ่มเติม

ภูเดชแสนสา.วิทยานิพนธ์ ‘เมืองลอง ความผันแปรของเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนาจากรัฐจารีตถึงปัจจุบัน ’,๒๕๕๒

http://search.lib.cmu.ac.th/search~S0?/a{u0E20}{u0E39}{u0E40}{u0E14}{u0E0A}+{u0E40}{u0E40}{u0E2A}{u0E19}{u0E2A}{u0E32}/a|c0d9b4e0aa+e0e0cab9cad2/-3%2C0%2C0%2CB/frameset&FF=a|c0d9b4e0aa+cae1b9cad2&4%2C%2C7/indexsort=-

วันใหม่ นิยม. สรุปงานบรรยายสาธารณะ เรื่องเมืองลอง ประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองขนาดเล็กในรัฐล้านนา.http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=42