ดงแม่นางเมือง แกนหลักแห่งการสร้างสำนึกและประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่น
บทความ       ขนาด   

ดงแม่นางเมือง แกนหลักแห่งการสร้างสำนึกและประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่น

บทความโดย สโรชา สิรวิชยกุล

เข้าชม 2396 ครั้ง

 

ดงแม่นางเมือง

แกนหลักแห่งการสร้างสำนึกและประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่น

 

ผู้รู้ท้องถิ่นนำชมแหล่งโบราณคดี เมืองโบราณดงแม่นางเมือง

 

“ดงแม่นางเมือง” เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงทางทิศตะวันตกกับแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ในพื้นที่รอยต่อของตำบลบรรพตพิสัย ตำบลตาสัง และตำบลเจริญผล ในอำเภอบรรพตพิสัย เป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๕๐๐ x ๖๐๐ เมตร มีคลองคดซึ่งมีต้นกำเนิดจากเขากะล่อนที่อยู่ในอำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร ไหลผ่านตัวเมืองทางด้านเหนือมาลงคลองตะเคียนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนไปออกแม่น้ำเกรียงไกรหรือแม่น้ำเชิงไกรในอดีต แล้วจึงไหลไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์  เมืองโบราณดงแม่นางเมืองจึงอยู่ในภูมินิเวศของลุ่มน้ำเกรียงไกร-น่านตอนปลาย ที่มีลำน้ำ หนองบึง มาบ เช่น หนองปลาไหล มาบมะขาม คลองคด รวมทั้งเขากะล่อนเป็นองค์ประกอบหลัก ปัจจุบันสภาพพื้นที่ของอาณาบริเวณเมืองโบราณแห่งนี้เป็นท้องไร่ท้องนาสลับกับทุ่งร้างและป่าละเมาะ

 

จากซากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ขุดพบบ่งบอกว่า เมืองโบราณแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดีและสมัยลพบุรีตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๘ ดังปรากฏหลักฐานที่พระสถูปที่เพิ่งขุดพบใหม่ เป็นพระสถูปสมัยทวารวดี และใต้ฐานพระสถูปไม่ลึกนัก พบโครงกระดูกจำนวนมากฝังอยู่ในท่านอนหงายเหยียดยาว และท่านอนหันข้างงอเข่า อันเป็นวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปและพระพิมพ์สมัยทวารวดีตอนปลายต่อสมัยลพบุรี ไหขอม เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง

 

ที่สำคัญคือ บริเวณนี้เคยพบจารึกหินชนวนเขียนด้วยอักษรอินเดียและขอม ซึ่งกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นจารึกหลักที่ ๓๕ ระบุนามเมืองแห่งนี้ว่า “ธานยปุระ” อีกทั้งกล่าวถึง กษัตริย์ศรีธรรมาโศกราช (องค์ที่ ๒) โปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าสุนัติแห่งธานยปุระกัลปนาที่ดิน ผู้คน สัตว์แรงงาน และพืชผล ถวายแด่พระสถูปอันบรรจุพระบรมอัฐิของ “กมรเตงชคตศรีธรรมาโศก” (องค์ที่ ๑) ผู้เป็นพระราชบิดาเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๑๐ 

 

อันแสดงให้เห็นว่า เมืองธานยปุระหรือดงแม่นางเมืองเคยเป็นบ้านเมืองมาแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แล้ว อีกทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีรัฐอิสระ รับนับถือพุทธศาสนาเถรวาท ดังเห็นได้จากการเรียกนามพระมหากษัตริย์ว่า ศรีธรรมาโศกราช อันเป็นประเพณีนิยมในวัฒนธรรมพุทธศาสนาแบบเถรวาท แตกต่างจากที่เคยปลูกฝังตามประวัติศาสตร์กระแสหลักมาแต่เดิมว่า ดินแดนสยามประเทศก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั้นตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอม ทั้งเมืองธานยปุระน่าจะสัมพันธ์กับเมืองเจนลีฟูที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ รวมถึงมีการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองโบราณหลายแห่งที่พบในเขตนครสวรรค์ เช่น เมืองบน (เขาโคกไม้เดน) เมืองล่าง (หางน้ำสาคร) เมืองท่าตะโก เมืองไพศาลี ฯลฯ ซึ่งเมืองเหล่านี้เกาะกลุ่มกันในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำน่าน รวมถึงลุ่มน้ำเกรียงไกรที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำน่านด้วย

 

บรรดาเมืองโบราณในเขตนี้มีร่องรอยแสดงถึงการติดต่อกับบ้านเมืองในดินแดนภาคอีสานตอนบน ดังปรากฏประเพณีการปักหินตั้งหรือเสมาแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถาน เช่นที่รอบพระสถูปของดงแม่นางเมือง บริเวณท้องถิ่นนี้เป็นแหล่งที่อุดมด้วยแร่เหล็กอันเป็นทรัพยากรสำคัญทางการค้า จึงพบตะกรันที่หลงเหลือจากการถลุงแร่กระจายอยู่ทั่วไป

 

เมืองธานยปุระมีพัฒนาการสืบเนื่องเป็นเวลานานกว่า ๒,๐๐๐ ปี ก่อนร้างราไปในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จนเกิดการตั้งชุมชนใหม่รอบดงอีกครั้งเมื่อไม่เกิน ๑๐๐ ปีลงมานี้ โดยเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากอุทัยธานีและชาวลาวอีสาน กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๖ คณะเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร นำโดยอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้มาสำรวจขุดค้นที่ดงแม่นางเมือง พบหลักฐานโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ จึงมีการทำผังเมืองโบราณไว้เป็นเบื้องต้น แต่ยังขาดการขุดสำรวจและบูรณะอย่างจริงจัง ทำให้โบราณสถานหลายแห่งถูกปกคลุมด้วยดงไม้ในเวลาต่อมา และมีไม่น้อยที่ถูกลักลอบขุดทำลายเพื่อหาโบราณวัตถุ

 

แหล่งหลุมศพที่พบใต้ฐานพระสถูปแบบทวารวดีในเขตดงแม่นางเมือง

 

จนเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ผู้นำองค์กรท้องถิ่นนำโดยนายมานิตย์ ผาสุขขี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเจริญผล นายสุเมธ นภาพร นายกเทศมนตรีตำบลบรรพตพิสัย นายนัทธี พุคยาภรณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ นายชัยวัฒน์ วงษ์ขมทอง ประธานสภาอำเภอบรรพตพิสัย และกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ ได้ร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อวางแผนในการอนุรักษ์เมืองโบราณดงแม่นางเมือง โดยมีการสำรวจพื้นที่ รวบรวมโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ชาวบ้านพบมาเก็บรักษาไว้ ดำเนินการขุดแต่งและอนุรักษ์โบราณสถานเองในบางส่วน เก็บข้อมูลท้องถิ่นจากเอกสาร หลักฐานทางโบราณคดี และคำบอกเล่าของชาวบ้านเบื้องต้น ยื่นเสนอต่อกรมศิลปากรให้เข้ามาดำเนินการขุดค้นและบูรณะเมืองโบราณแห่งนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะนำไปสู่การจัดทำพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ รวมถึงการก่อสร้างสถูปตามรูปแบบที่ได้หลักฐานจากการขุดค้น เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาของชาวบ้านในละแวกนั้น พร้อมกันนั้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เชิญอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ไปให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเมืองโบราณดงแม่นางเมือง ตลอดจนข้อเสนอแนะในการจัดทำพิพิธภัณฑ์และแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต  

 

หลังจากสำรวจพื้นที่ดงแม่นางเมืองร่วมกับบรรดาผู้นำองค์กรท้องถิ่น อาจารยศรีศักรซึ่งเคยมาร่วมสำรวจกับบิดา (อาจารย์มานิต วัลลิโภดม) เมื่อ ๔๗ ปีที่แล้ว มีความเห็นว่า แม้พื้นที่เมืองโบราณดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนหมู่บ้านและไร่นาของราษฎรไปแล้ว แต่เนินดินที่เป็นแหล่งโบราณสถานในหลาย ๆ ที่ยังไม่ถูกทำลาย และชาวบ้านซึ่งจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นก็พร้อมจะสละอาณาบริเวณที่มีโบราณสถานให้เป็นสมบัติของส่วนรวม หากมีการขุดค้นและจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ของท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมและความภาคภูมิใจต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน ซึ่งผู้นำในท้องถิ่นยิ่งจะต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อเรื่องราวของดงแม่นางเมืองและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นตน เพื่อให้ชาวบ้านเกิดสำนึกร่วมที่จะรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณดงแม่นางเมือง ตลอดจนท้องถิ่นของตนเอง

 

                นอกจากนี้ในการจัดประชุมเสวนา “กรุงเก่าดงแม่นางเมือง” ที่สภาวัฒนธรรมอำเภอบรรพตพิสัย ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดนครสวรรค์ จัดขึ้น ณ วัดสี่แพ่ง ตำบลเจริญผล เพื่อระดมความคิดเห็นของชาวบ้านต่อแนวทางการดำเนินงานอนุรักษ์เมืองโบราณดงแม่นางเมือง อาจารย์ศรีศักรยังได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ไม่ควรศึกษาเพียงประวัติศาสตร์โบราณคดีของดงแม่นางเมืองเท่านั้น แต่ควรจะขยายการศึกษาไปสู่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อันเป็นประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าถึงพัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ในลักษณะเขตปกครองของทางการเท่านั้น เช่น พื้นที่เก้าเลี้ยว บรรพตพิสัย ชุมแสง เกยไชย ฯลฯ โดยทำการศึกษาลักษณะภูมิประเทศของบ้าน เมืองหรือท้องถิ่นนั้น ๆ อันจะแลเห็นได้จากการกำหนดชื่อภูเขา แม่น้ำลำคลอง ลำห้วย หนองบึง ศึกษาภูมิปัญญาในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ในการใช้และจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน รวมไปจนถึงกำหนดแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมร่วมกัน 

 

นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญต่อโครงสร้างสังคม ความเป็นเครือญาติ ชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ลาว (อีสาน) ไทย จีน ฯลฯ การรวบรวมเรื่องเล่า ตำนาน นิทานท้องถิ่น ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน พื้นที่ และความเชื่อ เช่น ตำนานดงแม่นางเมือง รวมถึงท้องถิ่นอาจสร้างพื้นที่เพื่อสร้างสำนึกร่วม ดังเช่น การฟื้นฟูพระมหาธาตุแห่งดงแม่นางเมือง การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างสำนึกร่วมของคนในท้องถิ่นให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนนำพาสังคมท้องถิ่นให้สามารถอยู่รอดและพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

                “หัวใจสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดงแม่นางเมืองให้มีชีวิตชีวาได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันจากคนในท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะคนในท้องถิ่นจะเป็นตัวสำคัญในการเข้าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์กันในสังคมท้องถิ่น รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน รู้จักว่าใครเป็นใคร รวมถึงเรื่องเล่า ตำนานของชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้คนในท้องถิ่นเกิดสำนึกร่วมและอยากปกป้องหวงแหนในสิ่งที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมา

 

“หากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเก่าดงแม่นางเมืองให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มีสำนึกร่วม การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องอาศัยความค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากคนในท้องถิ่น แล้วจึงนำมาสังเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างคนในชุมชนรอบๆ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วย เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน และสามารถถ่ายทอดสืบต่อไปยังรุ่นหลัง ก็จะช่วยให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้อย่างยั่งยืน”

 

                หลังจบการประชุมเสวนา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปพูดคุยสอบถาม คุณโภษี ขวัญตา อดีตประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเจริญผล (พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๕๑) ซึ่งกล่าวถึงสภาพโดยรวมของท้องถิ่นดงแม่นางเมืองว่า ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับ อบต. เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเอาใจใส่ดูแลและรู้สึกหวงแหนเมืองโบราณดงแม่นางเมือง หรือช่วยบริจาคเงินเพื่อจะสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นต้น นอกจากนี้คุณโภษียังเสนออีกว่า ควรมีการขยายองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ดงแม่นางเมืองให้กว้างขวางมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงตำบลเจริญผลหรืออำเภอบรรพตพิสัย แต่ให้ขยายไปถึงเมืองโบราณอื่น ๆ ที่พบทั่วทั้งจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้คนเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับบ้านเมืองตนเอง

 

                อย่างไรก็ตาม การจะสร้างประวัติศาสตร์หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมาให้มีชีวิตชีวาและมีความมั่นคงยั่งยืนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถ หากให้พื้นที่แก่คนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความทรงจำและภูมิปัญญาของพวกเขาสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน อันสามารถนำมาสู่การต่อรองเพี่อกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้

 

 

 

 

 

 

สโรชา สิรวิชยกุล

นักศึกษาฝึกงาน ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จับกระแสพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  ฉ.๘๔ (พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๓)

 

เทวมนตรา เมื่อ  ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๐:๐๑:๕๐
ความคิดเห็นที่ #1
เคยได้ยินตำนานดงแม่นางเมืองมานานแล้วค่ะ เห็นเขาว่ามีตำนานศึกชิงนางด้วยควรจะยกเอาตำนานนี้ขึ้นเสนอ ให้รับรู้จะช่วยสร้างบรรยากาศความรู้สึกและแรงจูงใจให้ดูน่าท่องเที่ยว ยังสถานที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น