เปิดประเด็น : กองทุนชุมชน : จากกองทุนเป็นกองกระดูก
บทความ       ขนาด   

เปิดประเด็น : กองทุนชุมชน : จากกองทุนเป็นกองกระดูก

บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม

เข้าชม 538 ครั้ง

 

กองทุนชุมชน : จากกองทุนเป็นกองกระดูก

 

 

            ความลิงโลดของคนไทยยุค IMF อย่างหนึ่งก็คือ ความหวังที่จะได้เงินจากกองทุนต่างๆ ที่ทางรัฐบาลจัดสรรให้ มาฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน โดยมีนักวิชาการทางสังคมศาสตร์บ้าง ทางสภาพแวดล้อมบ้างต่างอาสาเป็นหน้าม้าดำเนินการ  โดยสามารถหว่านล้อมจนกระทั่งรัฐบาลเห็นจริงเห็นจัง ไปกู้เงินเวิล์ดแบงค์มาสนับสนุนกว่าสี่พันล้านบาท แล้วให้จัดตั้งองค์กรขึ้นดำเนินงานอย่างค่อนข้างอิสระ เช่น กองทุนชุมชน เป็นต้น มีการแจกเอกสารแผ่นพับและออกข่าวผ่านสื่อมวลชนอยู่เนืองๆ  ทำให้ทั้งชาวบ้าน ปัญญาชนท้องถิ่น ตลอดจนบรรดานักวิชาการทางสังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมตามองค์กรเอกชนทั้งหลายเห็นดีเห็นงาม พากันสนับสนุนช่วยเหลือให้ชาวบ้านตามชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศ  รวมตัวกันวางแผนเพื่อสร้างกิจกรรมในการฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรมของตน ทำให้มีการเสนอขอทุนกันอย่างมากมายและคึกคัก

 

            นับตั้งแต่กองทุนชุมชนตั้งขึ้นมาแล้วกว่าแปดเดือน มีโครงการจากชุมชนตามที่ต่างๆ ของประเทศ เสนอขอมาแล้วกว่า ๕,๐๐๐ โครงการ  แต่ได้รับการสนับสนุนจริงเพียง ๒๑๕ โครงการ โดยใช้เงินไปเพียง ๗๙ ล้านบาทกว่าๆ เท่านั้น  ดูแล้วหดหู่ใจในความอาภัพของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่คือกลุ่มชนด้อยโอกาส เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่รัฐบาลทุ่มเงินอัดเงินเข้าไปช่วยเหลือบรรดาคนมีโอกาสและฉวยโอกาสในหมู่ชนชั้นกลาง เพียงราคาหุ้นตกไม่เท่าใดก็อัดเงินเข้าไปเป็นหมื่นล้าน อีกทั้งยังอัดฉีดกันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จนหนี้ของคนไทยทั้งแผ่นดินทับถมเพิ่มพูนไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานก็ใช้กันไม่หมด ดูแล้วพอเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ว่า  ถ้าเป็นเรื่องของคนรวยแล้ว ต่างก็แย่งกันป้อนเนื้อให้เสือกิน  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของคนจนเมื่อใด  ก็เป็นเพียงเขี่ยกระดูกให้สุนัขรับประทานเท่านั้นเอง  แต่ที่เจ็บแสบก็คือ บรรดาผู้ที่ทำหน้าที่เขี่ยกระดูกหรือเตะกระดูกเหล่านั้น คือพวกนักวิชาการใหญ่น้อยทั้งหลายที่เคยออกมาปวารณาตัวที่จะทำเพื่อประชาชนผู้ด้อยโอกาสทั้งสิ้น

 

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมจะขอยกกรณีตัวอย่างไว้ ณ ที่นี้  ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ได้ช่วยชุมชนตามท้องถิ่นต่างๆ จัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมากว่า ๕ ปีแล้ว  ความมุ่งหวังที่เข้าไปช่วยนั้นก็เพื่อปลูกสำนึกร่วมของคนในท้องถิ่นในด้านจิตวิญญาณเป็นสำคัญ  เพราะเป็นรากฐานที่จะทำให้คนร่วมมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกัน  พวกเราจะเข้าไปช่วยเฉพาะมีการขอร้องมาจากคนภายในชุมชนโดยตรง และชุมชนที่ว่านี้จะต้องมีชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกัน รวบรวมสิ่งของที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากของส่วนตัวให้เป็นของส่วนรวม พร้อมทั้งร่วมกันหาเงินมาจัดตั้ง เพราะทางมูลนิธิฯ ไม่มีเงินทุนพอที่จะสนับสนุน  เพียงให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการเป็นสำคัญ เช่น การจัดทำทะเบียนสิ่งของ และวิเคราะห์เนื้อหาและความหมายทางการด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ฯลฯ  เพื่อนำมากำหนดเป็นเรื่องราวที่จะจัดแสดง ตลอดจนช่วยเหลือในการดำเนินการออกแบบและจัดแสดง รวมทั้งการพิมพ์เอกสารทางวิชาการตั้งแต่ต้นจนแล้วเสร็จ เพื่อให้ชาวบ้านดูแลด้วยตนเองตามลำพังได้  ก็ได้ดำเนินการอย่างได้ผลดีมาแล้วหลายแห่ง

 

มีชุมชนแห่งหนึ่ง คือ ชุมชนตำบลเขายี่สารในเขตอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นชุมชนเก่าแก่มาแต่สมัยอยุธยาและรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕   เมื่อการคมนาคมทางน้ำหมดไป ชุมชนนี้โรยราและกลายเป็นท้องถิ่นที่โดดเดี่ยว  ชาวบ้านต้องพึ่งตัวเองด้วยการประกอบอาชีพแบบยั่งยืน เช่น การทำถ่านไม้โกงกางแบบปลูกต้นไม้ทดแทน และการทำประมงอย่างพอเพียง รวมทั้งการไปล่มน้ำเพื่อเอาน้ำจืดจากลำน้ำเพชรบุรีมาใช้บริโภคอุปโภคในการดำรงชีวิต  เพราะจนบัดนี้ท้องถิ่นที่เป็นเขตน้ำกร่อยนี้ยังไม่มีน้ำประปาเข้ามาถึง  เมื่อไม่นานมานี้ท้องถิ่นนี้ถูกรุกรานจากการทำนากุ้งขายนายทุน ซึ่งทำอยู่ไม่ได้กี่ปีก็ล่มจมไป  ส่งผลกระทบทางสภาพแวดล้อมด้านมลพิษแก่ชาวบ้านอย่างมาก 

 

 

ได้มีผู้นำชุมชนที่เป็นลูกสาวชาวบ้านที่มีโอกาสได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ได้เรียกร้องชาวบ้านให้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาท้องถิ่น  จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อการรู้จักตัวเองและเป็นสถานที่ที่จะชักนำการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพเข้ามาเพื่อให้เกิดรายได้แก่คนในท้องถิ่น  เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือที่รวมของมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นในเขตป่าชายเลนแถวอ่าวบางตะปูนอย่างแท้จริง

 

ทุกสิ่งที่เริ่มได้รับการสนองตอบและร่วมมือจากชาวบ้าน ตลอดจนผู้นำท้องถิ่นที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและพระสงฆ์องค์เจ้าแล้ว  ซึ่งก็เห็นได้จากการที่ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างพากันนำเอาโบราณวัตถุที่เป็นทั้งหลักฐานทางโบราณคดีและชาติพันธุ์มาให้กับทางวัด โดยอาศัยใต้ถุนของอาคารปฏิบัติธรรมของวัดเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงชั่วคราวก่อนที่จะมีการจัดแสดงอย่างมีระบบในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้น  มีการตั้งคณะกรรมการของชุมชนที่ร่วมมือกับนักวิชาการจากภายนอกเข้าดำเนินงานทั้งในด้านการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อมของวัดให้เป็นสถานที่สำคัญในการท่องเที่ยวประชาสัมพันธ์ให้คนภายนอกมาเที่ยวและร่วมมือกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรในการจัดสัมมนาทางวิชาการ รวมทั้งชักชวนให้บริษัทยางสยาม จัดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพทั้งในด้านสภาพแวดล้อมธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมขึ้น ซึ่งมีคนหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักข่าวสื่อมวลชนได้เข้ามาเที่ยวและซื้อของทะเลแห้ง ขนมในท้องถิ่นและรับประทานอาหารท้องถิ่นกันอย่างครึกครื้น ผลที่ตามมาก็คือการเกิดส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นที่กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาชีวิตวัฒนธรรม

 

เพื่อให้เกิดการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นในเวลาอันสมควร คณะกรรมการชุมชนได้เสนอขอทุนจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมมาช่วยในด้านการก่อสร้าง เพราะเห็นว่ามีระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างชัดเจน แต่ผลออกมาก็คือ ทางกองทุนปฏิเสธไม่ยอมช่วยเหลืออะไร เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาประเมินแล้วและเห็นว่าไม่สมควรให้ เหตุผลที่สำคัญก็คือ โครงการนี้มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมจัดการให้  พิพิธภัณฑ์ที่จัดขึ้นก็มีสภาพเหมือนโกดังเก็บของ ไม่มีการอบรมให้ชาวบ้านทำขนม ขอเงินมากมายเกินไป รวมทั้งชาวบ้านไม่ใคร่มีส่วนร่วม เป็นต้น ผู้รับผิดชอบโครงการของชุมชนกล่าวว่า ผู้ที่ทางกองทุนส่งไปประเมินนั้น เพียงเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านไม่กี่คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ไม่มีการติดต่อมาทางกรรมการที่จัดการ และมาเพียงเวลาเล็กน้อย เดินดูรอบๆ แล้วกลับไป

 

 

 

ข้าพเจ้ารับทราบเรื่องนี้อย่างเสียความรู้สึก เพราะได้เคยเข้าไปทำงานวิจัยอย่างมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน และได้เห็นทั้งพลังความพร้อมเพรียง และสำนึกร่วมของความเป็นท้องถิ่นของชาวบ้าน ซึ่งถ้าได้รับการสนับสนุนแล้วจะเป็นตัวอย่างเพื่อการอ้างอิงที่ดีในการพัฒนาชีวิตวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้  แต่ที่ทำให้ต้องมีอารมณ์และต้องบริภาษณ์มาในที่นี้ก็คือ การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประเมินของกองทุนชุมชนระบุว่า "พิพิธภัณฑ์ที่ชาวบ้านเก็บของไว้มีสภาพเหมือนโกดังเก็บของ"  ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  ผู้รับผิดชอบของกองทุนชุมชนไม่ได้อ่านโครงการที่เสนอขอทุนจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แต่อย่างใด จึงสรุปเอาว่าการรวบรวมสิ่งของที่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นคือ โกดัง  ถ้าหากมีสำนึกก็คงจะคิดได้ว่า  สิ่งของที่รวมอยู่ในโกดังนั้น คือสิ่งแสดงถึงสำนึกร่วมทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และเป็นพื้นฐานทางจิตวิญญาณที่ดีในการที่จะกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวกันในการพัฒนาที่วัดความเป็นอยู่แบบยั่งยืน ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวง

 

            การที่ข้าพเจ้าเขียนมา ณ ที่นี้ ไม่มีความประสงค์ที่จะเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบของกองทุนชุมชนมาช่วยเหลือให้ทุนแก่ชาวบ้านตำบลยี่สารแต่อย่างใด  แต่อยากแสดงความรู้สึกที่หดหู่และสมเพชถึงความสิ้นหวังของแผ่นดิน

 

 

 

 

 

 

ศรีศักร   วัลลิโภดม

เปิดประเด็น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๘ (พ.ค.-มิ.ย.๒๕๔๒)