“ล่องแพ” จากขุนยวมสู่แม่สะเรียง
บทความ       ขนาด   

“ล่องแพ” จากขุนยวมสู่แม่สะเรียง

บทความโดย พลธรรม์ จันทร์คำ

เข้าชม 745 ครั้ง

 

“ล่องแพ” จากขุนยวมสู่แม่สะเรียง 

  

ในตอนเช้าตั้งแต่ตีห้าที่เริ่มมีเสียงกึงกังจากท้องถนนในบ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากแม่ค้าพ่อค้าต่างขมีขมันมายังตลาดท้องถิ่นในบ้านเมืองปอน ส่วนพวกเราตระเตรียมตัวกันพร้อมเพรียงราวเจ็ดโมงจึงพากันมุ่งไปสู่น้ำแม่ยวม โดยผ่านไปทางบ้านแม่กิ๊ ใช้เวลาราว ๑๕ นาทีด้วยรถมอเตอร์ไซค์

 

ในอดีตเกือบศตวรรษมาแล้ว ชาวบ้านเมืองปอนต้องเดินจากหมู่บ้านราวแปดกิโลเมตร ก่อนที่จะบุกป่าฝ่าดงเข้าไปตัดไม้ไผ่เพื่อใช้ต่อแพ ยานพาหนะอันเรียบง่ายแต่ยากเย็นแสนเข็ญในการขับเคลื่อนและน่าทึ่ง แต่ก็เป็นภาพปกติที่จะพบเห็นโดยทั่วไปในสมัยนั้น การบุกป่าผ่าดงไปตัดไม้ไผ่เพื่อทำแพมีหลายแห่ง เช่น บ้านแม่กิ๊ บ้านหนองแห้ง บ้านแม่เงา บ้านห้วยฟาน เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดริมน้ำแม่ยวม ตัดเสร็จแล้วก็ลากไม้ลำเลียงลงสู่ลำน้ำเพื่อต่อแพ

 

            การตัดไม้นั้นต้องเลือกไม้ไผ่ข้าวหลามลำใหญ่แข็งแรงทนทาน ในอดีตแรกเริ่มไม่ได้ขึ้นเขาบุกป่าไปไกลนัก แต่เมื่อไผ่ข้าวหลามที่ได้ขนาดลดน้อยลงตามกาลเวลา การตัดไม้ไผ่ก็ต้องไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้หายากแต่อย่างใด ทุกวันนี้แม้ไม้ไผ่ที่ต้องการจะลดน้อยและลำขนาดเล็กกว่ามากจนเทียบกันไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังหาได้ การตัดไม้ไผ่นอกจากขนาดที่เหมาะสมแล้ว จุดที่ตัดนั้นก็ไม่ควรห่างไกลจากลำน้ำนัก เพราะจะได้สะดวกในการลากลงลำน้ำเพื่อทำแพต่อไป

 

การต่อแพเพื่อสาธิตสำหรับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นในอำเภอขุนยวม

 

           เมื่อเราพบไม้ไผ่ข้าวหลามลำงามตามต้องการ ชาวแพทั้งสามคนที่อาสามาสาธิตการล่องแพให้เห็นกันนั้นก็ช่วยกันตัดไม้ไผ่ซึ่งต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันที่จะได้ไม้ไผ่ราว ๒๗ ต้น แม้อากาศในป่าจะเย็นสบาย แต่หยาดเหงื่อที่ไหลท่วมตัวตลอดเวลานั้นบอกว่าพวกเขาต้องออกแรงมากมายเพียงไร กว่าจะเสร็จก็ต้องหยุดพักไปสามรอบ แต่เสียงกึกก้องจากไม้ที่ถูกตัดก็ดังผสมผสานไปกับเสียงหัวเราะเบิกบานอยู่เกือบตลอดเวลา เหมือนชายสูงอายุทั้งสามอย่างพวกเขากำลังมีความสุขกับการได้ย้อนอดีตอันแสนไกล เนื่องจากเป็นช่วงหน้าแล้งน้ำน้อย การลำเลียงไม้ไผ่มาตามน้ำเพื่อมารวมกันยังจุดที่เหมาะสมสำหรับการต่อแพก็ต้องใช้เวลาอีกเกือบครึ่งวัน กว่าสี่โมงเย็น ไม้ไผ่ทั้งหมดจึงลอยมาถึงจุดที่เหมาะ คือเป็นจุดที่ต่อแล้วแพพอจะล่องลงไปได้นั่นเอง เพราะก่อนจุดนี้มีโขดหินอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการล่องแพ ที่สำคัญเมื่อน้ำมีระดับต่ำจึงทำให้เป็นอุปสรรคมาก แต่ในอดีตนั้น แน่นอนย่อมเทียบกันไม่ได้

 

การต่อแพแม้ต้องใช้พละกำลังมหาศาลที่ต้องตรากตรำ คงเช่นเดียวกับบ้านต่อแพที่หลายชั่วอายุคนเคยเป็นพื้นที่มีน้ำเพียงพอต่อการล่องแพ จึงเป็นท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องต่อแพ แต่ช่วงยุคหลังๆ ที่เริ่มมีน้ำน้อย การต่อแพก็ต้องย้ายไปต่อที่น้ำห้วยฟาน

 

            การต่อแพเริ่มขึ้นในวันที่สองของเช้าวันต่อมา ชาวแพทั้งสามช่วยกันตัดไม้ซางซึ่งเป็นไม้ไผ่ขนาดเล็กเพื่อนำมาผ่าเป็นเส้นเล็กๆ ที่เรียกว่า “ตอก” เพื่อใช้ต่างเชือกผูกไม้แต่ละช่วง กว่าจะได้ตอกในปริมาณเพียงพอก็ใช้เวลาราวสองชั่วโมง การต่อแพจึงได้เริ่มขึ้นท่ามกลางแดดจ้ากลางลำน้ำใสเย็นกว่าจะเสร็จก็เย็นย่ำแต่ก่อนกลับพวกเขาก็พากันงมหาหอยจาร (หอยชนิดหนึ่ง ตัวยาว ก้นแหลม) จากแม่น้ำไปเป็นอาหารมื้อเย็นด้วย แต่มองไม่เห็นปลางามๆ เลยสักตัว มีแต่ปลาเล็กปลาน้อย ชายสูงวัยซึ่งกำลังงมหอยอย่างมีความสุขบอกว่าจะมีคนเอาไฟฟ้ามาช็อร์ตปลาเป็นประจำ

 

วันต่อมาจึงต่อหลังคาและทำชั้นวางของหรือที่เรียกว่า “คอกหมู” โดยแพที่ได้มาตรฐานนั้นต้องวางข้าวสารได้อย่างน้อย ๑ จอ หรือ ๒๘ ถัง ส่วนในอดีตหลังคาใช้ใบตองตึงมุงเพื่อกันแดดกันฝน จากนั้นจึงล่องแพที่ทำสำเร็จแล้วไปที่จุดซึ่งในอดีตวัวต่างจะขนข้าวสารมารอไว้แล้ว บริเวณจุดรวมข้าวสารนี้มักจะมีกระท่อมหลังเล็กๆ ที่สร้างไว้สำหรับพักและเก็บของ

 

การล่องแพนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะแพมีสินค้าคือข้าวที่ผู้รับหน้าที่ต้องนำสินค้าไปให้ถึงจุดหมาย การจ้างควบคุมแพไปนั้น แพลำหนึ่งต้องมีสองคน ค่าจ้างคนละ ๑๐๐ บาท คนที่มีความเชี่ยวชาญจะต้องอยู่ท้ายเพื่อบังคับไม่ให้แพคว่ำ ถ้าคว่ำ ค่าจ้างก็จะไม่ได้ ซึ่งเป็นการเสียเปล่า และถ้าคว่ำบ่อย คนจ้างก็จะเลิกจ้าง โดยใช้เวลาในการล่องประมาณ ๓-๔ วัน ขึ้นอยู่กับความชำนาญและดินฟ้าอากาศ ซึ่งนับว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าที่สำคัญและรวดเร็วที่สุดของคนขุนยวมในอดีต ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณ มุ่งตรงไปยังแม่สะเรียงซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้านานาชนิด เสร็จแล้วคนแพก็จะขายแพเสีย ก่อนที่จะพากันเดินเท้ากลับบ้านตน โดยใช้ระยะเวลาเดินกลับราว ๕-๖ วัน

 

ชีวิตของคนล่องแพจึงวนเวียนไปแบบนี้ พวกเขาคือสารถีผู้เชี่ยวชาญแห่งน้ำแม่ยวมที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อค้าแม่ค้าหรือนายจ้างในสมัยนั้น

 

แพที่ต่อเสร็จแล้วพร้อมใช้งาน  

 

เมื่อขายข้าวสารหมดแล้ว คนแพก็จะซื้อน้ำมันงา น้ำมันก๊าด เกลือ ด้าย เสื้อ ฯลฯ กลับมาด้วย เดินสวนทางกับเส้นทางการค้าวัวต่างที่ทยอยกันไปเป็นฝูงๆ ซึ่งผ่านความยากลำบากไม่ต่างกันคือ คนค้าวัวต่างเมืองปอน จะเดินทางผ่านหมู่บ้านต่างๆ ได้แก่ หางปอน ท่าหินส้ม หนองแห้ง แม่ลาหลวง แม่ปาง แม่ลาน้อย ท่าผาภูมิ แม่ตอบ ท่าข้าม สบหาญ แม่สะเรียง บ้างก็ขายของระหว่างทางไปด้วย แต่ส่วนมากแล้วจะขายกันที่แม่สะเรียง โดยใช้เวลาในการเดินทางราว ๑๐ วันในหน้าแล้ง แต่หน้าฝนก็ต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก

 

เสียงหัวเราะของชายผู้อาสาทำแพยังคงดังก้องไปทั้งหุบเขา ขณะที่สาธิตการล่องแพผ่านลำน้ำเล็กๆ ที่อ้อมช่องเขา เสียงสนทนาและบทเพลงที่ร้องคือความเบิกบานของคนเดินทาง บอกว่าคนล่องแพกำลังจะมา

 

 

 

 

 

พลธรรม์  จันทร์คำ

บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๙ (มี.ค.-เม.ย.๒๕๕๔)

 

เกศรา เมื่อ  ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๐:๐๘:๑๖
ความคิดเห็นที่ #1
สมัยนั้น ของหรือสินค้าที่ได้จากแม่สะเรียง เหมือนกับสินค้าที่ซื้อจากพม่าหรือเปล่าคะ