ภูมิวัฒนธรรมภาคใต้ตอนกลาง จากตำนานนางเลือดขาว
บทความ       ขนาด   

ภูมิวัฒนธรรมภาคใต้ตอนกลาง จากตำนานนางเลือดขาว

บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เข้าชม 2364 ครั้ง

 

ภูมิวัฒนธรรมภาคใต้ตอนกลาง

จากตำนานนางเลือดขาว

 

 “นางเลือดขาว”คือตำนานเรื่องเล่าสืบต่อกันมาและผูกพันกับสถานที่สำคัญและประเพณี พิธีกรรมตามท้องถิ่นต่างๆ บริเวณคาบสมุทรภาคใต้ตอนกลางทั้งสองฝั่งทะเลบอกเล่าปากต่อปากแพร่กระจายในเรื่องเล่าที่เหมือนและต่างกัน จนกลายเป็นตำนานท้องถิ่นในแถบจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพรสงขลา ตรัง และภูเก็ตไปจนถึงเกาะลังกาวีในมาเลเซีย สะท้อนภูมิวัฒนธรรมของเส้นทางการเดินทางติดต่อของบ้านเมืองต่างๆ สมัยโบราณ ตลอดจนถิ่นที่อยู่ ผู้คน ญาติวงศ์ ความศรัทธาในศาสนา ตลอดจนบารมีและอำนาจในท้องถิ่น

 

ตำนานนางเลือดขาวนอกจากเป็นการบอกเล่าปากต่อปากแล้ว ยังถูกบันทึกไว้ใน “เพลา” หรือ “หนังสือเพลา” จากธรรมเนียมในบ้านเมืองทางคาบสมุทร หมายถึงสมุดข่อยหรือสมุดโผจีนเย็บเล่มแบบฝรั่งและจารเรื่องราวของวัด ตำนาน สถานที่ พระ กัลปนาวัด เป็นสมุดพระตำราหรือเพลาพระตำราซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานสำหรับวัดนั้น ๆ คนทั่วไปจะนำหนังสือเพลาหรือกัลปนาวัดมาอ่านโดยพลการไม่ได้ ผู้ที่อ่านได้คือ ผู้ที่ถือเพลาหรือผู้รักษาเพลาเท่านั้น การอ่านเพลา ผู้อ่านต้องนุ่งขาวห่มขาว เป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ในศีลธรรม ก่อนอ่านจะต้องจำลองรูปช้างเผือกขึ้นมาแล้วให้ผู้ถือเพลานั่งอ่านเพลาบนหลังช้าง การเก็บรักษาหนังสือเพลา นิยมเก็บรักษาไว้ในกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถป้องกันแมลง ดูแลรักษาง่าย และสามารถสะพายติดตัวได้สะดวก 

 

เนื้อหาหลักของการบอกเล่าในตำนานนางเลือดขาว กล่าวถึงศรัทธาในพระพุทธศาสนาของนางเลือดขาวและกุมารผู้สามีที่ได้สร้าง กุฏิ วิหาร อุโบสถ พระธรรมศาสนา พระพุทธรูปและพระมหาธาตุ ไว้ตามท้องถิ่นต่างๆ มากมาย จนเกิดคำร่ำลือถึงความดีงามในศรัทธาต่อพระศาสนาของเธอเมื่อเดินทางไปที่ใดก็มีเรื่องเล่าติดพื้นที่ในทุกแห่งที่นางเลือดขาวเดินทางไปถึงและอุปถัมภ์พระศาสนาและสาธารณูปโภคท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ

 

เวลาในตำนานมักเกี่ยวพันอยู่กับเวลาในตำนานทางศาสนาที่ย้อนกลับไปไกลโพ้น ช่วงเวลาในเพลานางเลือดขาวจะเล่าเรื่องย้อนกลับไปถึงต้นพุทธกาล หลังสงครามที่พระเจ้าอโศกฆ่าฟันชาวชมพูทวีปจนทำให้ผู้คนในถิ่นนั้นอพยพหนีลงเรือมาตั้งบ้านเรือนในแถบคาบสมุทรเป็นอันมาก กล่าวถึงศักราชในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และการเกิดบ้านเมืองที่ฝั่งทะเลนอกเขตสทิงพระก่อนที่จะมีการตั้งมั่นบ้านเมืองที่พัทลุง

 

เหตุการณ์และสถานที่ในตำนานนางเลือดขาวนั้น สัมพันธ์กับความทรงจำที่เกี่ยวเนื่องกับการสืบพุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา การตั้งมั่นพระศาสนาวงศ์ลังกาที่พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และการสร้างพระพุทธสิหิงค์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ซึ่งร่วมสมัยกับศาสนาพุทธแบบลังกาวงศ์ที่แพร่เข้าสู่บ้านเมืองภายในทวีปที่หัวเมืองมอญ เช่น สะเทิมและเมาะตะมะไปสู่แคว้น “สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย” ในช่วงพญารามคำแหงและพญาลิไทและที่พระบรมธาตุเมืองนครฯ จึงเกิดคณะสงฆ์เฝ้าพระบรมธาตุรูปทรงแบบลังกาทั้ง ๔ ทิศ คือ คณะกาแก้ว คณะกาเดิม คณะกาชาด และคณะการาม (กาที่มาจากคำว่าลังกา)

 

อีกทั้งตำนานเพื่อการกัลปนาบำรุงวัดและพระสงฆ์ท้องถิ่นในยุคต่อมาสะท้อนรูปแบบของคณะสงฆ์เช่นนี้ไปในบ้านเมืองที่ตั้งมั่นคงแล้ว เช่นในลุ่มทะเลสาบสงขลา การไปสืบทอดพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ โดยการอัญเชิญพระบรมธาตุ การไปนมัสการพระเขี้ยวแก้วโดยพระสงฆ์และคณะผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้าในเขตคาบสมุทร ถือสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลหลังสมเด็จพระนารายณ์ ลงมา มาจนกลายเป็นคณะป่าแก้วขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง

 

เหตุการณ์และสถานที่ในตำนานยังปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมือง ตลอดจนการบอกเล่าสืบทอดแบบมุขปาฐะอยู่ตลอดมา และสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้สถานที่ต่างๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไปไม่น้อยก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ การบอกเล่าเส้นทางเดินทางสมัยโบราณ สภาพแวดล้อมแบบป่าเขาที่มีการล้อมจับช้างป่ามาเป็นช้างใช้งานและส่งขาย อันเป็นการสร้างฐานะและอำนาจบารมีให้กับนายกองส่วยช้างผู้ทรงภูมิ จนกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคมในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบ การทำมาหากิน และการนับถือผู้ที่ปฏิบัติงาม ประพฤติชอบ สนับสนุนสืบทอดพระพุทธศาสนา เกียรติยศตามคำร่ำลือดังกล่าว เมื่อไปปรากฏที่ใดก็มีแต่ผู้คนสรรเสริญและบันทึกไว้ในความทรงจำจนกลายเป็นคำบอกเล่าสืบต่อเรื่อยมา

 

          สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่ยังไม่มีผู้วิเคราะห์กันมากนักใน ตำนานนางเลือดขาว คือ การสะท้อนภูมิวัฒนธรรมของเส้นทางการเดินทางติดต่อกับบ้านเมืองต่างๆ สมัยโบราณในคาบสมุทรสยาม-มลายูทั้งสองฝั่งทะเล ตลอดจนถิ่นที่อยู่ ผู้คน ญาติวงศ์ และความศรัทธาในศาสนา โลกทัศน์ดังกล่าวนี้ เมื่อถูกวิเคราะห์ค้นหาความหมาย ก็จะทำให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใจความเป็นมาและการที่มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิศาสตร์แวดล้อม สังคม ขนบประเพณีในแถบคาบสมุทรรอบทะเลสาบ เมื่อแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองจากตำนานดังกล่าว

 

ตำนานหรือเพลาในแถบนี้ที่ถูกรวบรวมไว้มีสำนวนแตกต่างกัน เพราะมีการคัดลอกต่อมาหลายฉบับ ปรากฏในเอกสารของรัฐส่วนกลางคือ “ประชุมพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนา” จัดพิมพ์โดยสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๑๐ ถือเป็นเอกสารที่มีการลงตราประทับเพื่อยืนยันเอกสิทธิ์ที่ท้องถิ่นต่างๆ ได้รับจากการเป็น “ข้าพระโยมสงฆ์” หรือ “ข้าโปรดคนทานพระกัลปนา” โดยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระราชทานกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อดูแลรับใช้วัดในท้องถิ่นนั้นๆ โดยไม่ควรมีผู้ใด ใคร แม้จะเป็นขุนนางหรือเจ้าเมืองจะล่วงละเมิดถือสิทธิ์เพื่อประโยชน์ในชาวข้าพระส่วนตนมิได้

 

ห้องพระที่แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนเสมือนยังคงรักษาพระเพลาไว้ แม้จะไม่มีเอกสารสำคัญนั้นแล้วก็ตาม

 

และในเวลาต่อมา เมื่อเพลาหรือพระตำราต่างๆ ถูกส่งทอดเก็บรักษาไว้ในชุมชนต่างๆ คนทั่วไปจะนำหนังสือเพลาหรือกัลปนาวัดมาอ่านโดยพลการไม่ได้ ผู้ที่อ่านได้คือ ผู้ที่ถือเพลาหรือผู้รักษาเพลาเท่านั้น การอ่านเพลา ผู้อ่านต้องนุ่งขาวห่มขาว เป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ในศีลธรรมจนเมื่อระบบการกัลปนาเริ่มหายไปจากสังคม ชาวบ้านผู้รักษานั้นก็ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ตามที่เคยปฏิบัติมา เช่น ห้ามฝ่ายหญิงแตะต้องหากจะนำมาเปิดต้องเป็นผู้ชายผู้เป็นที่เคารพ ในปัจจุบันชาวบ้านที่สืบเชื้อสายมาจากผู้รักษาเพลาในอดีตยังคงมีการจัดพิธีสมโภชเพลา หรือ “สมโภชทวดเพลา” ในวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี

 

ที่พบและได้พูดคุยคือ คุณพิกุล ไชยชนะ บ้านอยู่ห่างจากวัดเขียนบางแก้วไม่ไกลนัก สืบทอดคำบอกเล่าของการเก็บพระเพลามาทางสายแม่ เริ่มทำพิธีบูชาหลังเลิกราไปหลายปี คุณพิกุลเพิ่งกลับบ้านหลังจากไปทำงานในเมืองมานาน และริเริ่มรื้อฟื้นประเพณีในกลุ่มสายตระกูลผู้ดูแลรักษาพระเพลาขึ้นมาใหม่ ถือเอาวันสมโภชปู่เพลานี้เป็นงานรวมญาติและทำบุญให้แก่บรรพบุรุษ เช่นเดียวกับกลุ่มตระกูลที่เป็นครูหมอโนราและจัดพิธีสมโภชโนราโรงครูเช่นกัน

 

 คุณพิกุลสร้างห้องแยกทวดเพลาไว้ต่างหาก ในอดีตกล่าวว่าจะต้องไม่รวมกับพื้นที่ใดๆ ในบ้าน แต่ปัจจุบันไว้รวมกับห้องพระ ปูที่นอนกางกลดไว้ให้เสมือนพระเพลาฉบับเดิมนั้นยังคงอยู่ คุณพิกุลทราบเพียงแต่ว่ามีผู้นำพระเพลาฉบับจริงนั้นไปไว้ที่อื่น แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าหน้าตาเป็นเช่นไร ดังนั้นในจินตนาการ “พระเพลา” คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตระกูล เสมือนปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษที่จากไปแล้วมากกว่าจะเป็นเอกสารสำคัญใดๆ

 

ตายายทวด บรรพบุรุษของคุณพิกุล ไชยชนะ ผู้รักษาพระเพลาที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพขอมาไว้ ณ หอสมุดวชิรญาณ

 

ตาและยายทวดของคุณพิกุลคือผู้รักษาพระเพลาคนสุดท้าย ก่อนที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนำไปมอบให้หอสมุดวชิรญาณ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒

 

เพลานางเลือดขาวจากวัดเขียนบางแก้วถือว่าเป็นสำนวนสำคัญ เพราะถูกนำมาเขียนขึ้นใหม่ในพงศาวดารเมืองพัทลุงฉบับ พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) ใช้ต้นฉบับจากวัดเขียนบางแก้วนี้เขียนเป็นภาคเมืองพัทลุงยุคดึกดำบรรพ์ 

 

เพลานางเลือดขาว ฉบับวัดเขียนบางแก้ว นี้เป็นกระดาษเพลาจารหรือเขียนด้วยเส้นดินสอดำ อักษรไทยย่อและอักษรขอมภาษาไทยจำนวน ๓๐ หน้า ๑๗๑ บรรทัด ใช้คำประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว น่าจะเริ่มบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในราวแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะพระครูอินทเมาลี เจ้าคณะป่าแก้ว บูรณะวัดเขียนบางแก้ว วัดสทัง และวัดสทิงพระ ช่วง พ.ศ. ๒๑๐๙-๒๑๑๑ และคงมีการคัดลอกต่อกันมาอีกหลายฉบับ จนฉบับสุดท้ายราว พ.ศ.๒๒๗๒ ในรัชสมัยพระเพทราชา ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันเนื้อหาแบ่งออกเป็นสองตอน คือเล่าเรื่องนางเลือดขาวช่วงหนึ่ง และตำนานพระราชูทิศของพระมหากษัตริย์ การกัลปนาอุทิศที่ดินไร่นา ถวายข้าพระโยมสงฆ์ให้เป็นประโยชน์ของวัดอย่างเด็ดขาดเรื่องหนึ่ง

 

เนื้อเรื่องกล่าวถึงเมืองพัทลุงเริ่มจากมีบ้านเมืองทางฝั่งตะวันออกฝั่งสทิงพระชื่อ “กรุงสทิงพาราณศรี” เจ้าเมืองชื่อพระยากรงทองส่วนตาสามโมกับยายเพชร สองสามีภรรยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลปละท่า ทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลา บริเวณบ้านพระเกิด อำเภอปากพะยูนทุกวันนี้ เป็นหมอสดำหรือนายกองส่วยช้าง ต้องจับช้างส่งส่วยพระยากรงทองปีละเชือก

 

วันหนึ่งหมอช้างสองคนผัวเมียไปเจอเด็กทารกที่เกิดในกระบอกไม้ไผ่ เด็กชายได้จากไม้ไผ่เสรียง มีเลือดสีเขียว ขาว เหลือง ดำ แดง ส่วนเด็กหญิงได้จากไม้ไผ่ตงเลือดสีขาว จึงเรียกกันว่านางเลือดขาว หมอช้างนำเด็กทั้งสองมาเลี้ยงจนโต ได้แต่งงานอยู่กินกันสืบต่อมา หลังจากที่ตายายหมอช้างตายก็นำอัฐิไปไว้ที่ถ้ำคูหาสวรรค์ เมืองพัทลุงปัจจุบันนี้

 

นางเลือดขาวและกุมารได้มรดกเป็นนายกองช้างแทนตาสามโมและยายเพชร มีฐานะดีมากขึ้น จึงเรียกบริเวณนั้นว่า “พระเกิด”และเป็น“ที่คช”  ต่อจากนั้นก็อพยพผู้คนมาอยู่ที่ “บางแก้ว” สละทรัพย์สร้างพระพุทธรูปและพระอุโบสถไว้ที่วัดสทังและวัดเขียนบางแก้ว สร้างพระมหาธาตุที่วัดสทิงพระร่วมกับพระยากรงทองในเวลาเดียวกัน 

 

นางเลือดขาวและพระกุมารได้จาริกแสวงบุญไปอีกหลายเมือง เช่นที่เมืองตรังและนครศรีธรรมราชเมื่อเดินทางถึงที่ใดก็สร้างวัดที่นั่น เช่น เดินทางไปลังกากับคณะทูตเมืองนครศรีธรรมราช ก็ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่วัดเขียนบางแก้ว สร้างวัดพระพุทธสิหิงค์ วัดพระงาม วัดถ้ำพระพุทธที่เมืองตรัง  สร้างวัดแม่อยู่หัวที่อำเภอเชียรใหญ่ นครศรีธรรมราช สร้างวัดเจ้าแม่ (ชะแม) วัดเจดีย์งาม วัดท่าคุระ ทางฝั่งสทิงพระ เป็นต้น

 

ความใจบุญของนางร่ำลือไปถึงสุโขทัย มีรับสั่งให้นำตัวนางเลือดขาวเข้าไปอยู่ในวัง แต่บังเอิญนางตั้งครรภ์เสียก่อน จึงไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสนม ต่อมาเมื่อนางเลือดขาวคลอดกุมารแล้ว เจ้ากรุงสุโขทัยขอกุมารนั้นไว้ นางจึงทูลลากลับมาอยู่กับกุมารผู้สามีดังเดิมจนถึงแก่กรรมเมื่อวัยชรา ภายหลังบุตรนางเลือดขาวได้กลับมาเป็นคหบดีอยู่ที่บ้านพระเกิด เมืองพัทลุง ชาวเมืองเรียกว่า เจ้าฟ้าคอลาย เพราะสักแบบทางเมืองเหนือไปถึงคอ

 

ส่วนต่อที่เกี่ยวกับเรื่องการกัลปนากล่าวถึง เมื่อเวลาผ่านไปกว่าพันปี วัดวาอารามต่างๆ ที่นางเลือดขาวสร้างไว้ก็ทรุดโทรม กล่าวถึง “เจ้าอินท์” ชาวบ้านวัดสทัง ที่ต่อมาเป็น “พระครูอินทเมาลี” ดูแลวัดต่างๆ ในเขตรอบทะเลสาบ นครฯ ไปจนถึงเมืองตรัง และกล่าวถึงการกัลปนาที่ดิน ผู้คน สิ่งของ ซึ่งน่าจะร่วมสมัยกับการเขียนข้อความในพระเพลา ฉบับวัดเขียนบางแก้ว ที่ขอพระราชทานการกัลปนาแก่วัดเขียนอีกครั้งหนึ่งในช่วง พ.ศ. ๒๑๐๙-๒๑๑๑

 

แต่ตำนานคำบอกเล่าที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร กลับแพร่กระจายไปทั่วบ้านเมืองทั้งสองฟากสมุทร และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวัฒนธรรมและประเพณีความเชื่อของชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ อีกหลายแห่ง 

 

เช่น นางเลือดขาวอีกสำนวนหนึ่งทางแถบนครศรีธรรมราช นางเป็นบุตรีของคหบดีย่านบ้านป่าล้อ ปัจจุบันอยู่ในตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ เป็นหญิงที่เพียบพร้อมด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี อุปนิสัยเยือกเย็นสุขุม มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีจิตใจเป็นกุศล ชอบการทำบุญทำทาน ช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลต่างๆ ต่อมาได้เป็นมเหสีเอกของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ตำแหน่งเป็น “แม่อยู่หัว” และเดินทางแสวงบุญสร้างวัดวาอาราม พระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ปรากฏเป็นชื่อนามสถานที่และเส้นทางต่างๆ มากมาย

 

ส่วนตำนานนางเลือดขาวที่เกี่ยวกับเมืองภูเก็ตนั้นเล่ากันว่า นางเลือดขาวเป็นมเหสีของเจ้าเมืองหนึ่ง ถูกเสนาบดีใส่ร้ายว่ามีชู้กับมหาดเล็ก จึงถูกให้ประหารชีวิต แม้จะแสดงความบริสุทธิ์อย่างไรก็ไม่เป็นผล นางจึงขอร้องว่า ก่อนตายขอให้ได้เดินทางไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ลังกา ระหว่างทางในทะเลพบภยันตรายต่างแทบเอาชีวิตไม่รอด จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า หากมีบุญวาสนาได้ไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุอย่างที่ตั้งใจ กลับมาจะสร้างวัดก่อนที่จะรับโทษทัณฑ์ ในที่สุดก็ไปถึงลังกา ขากลับแวะที่เกาะภูเก็ต เห็นเป็นชุมชนมีผู้คนอาศัย จึงสร้าง “วัดพระนางสร้าง” ขึ้นเป็นแห่งแรก พร้อมทั้งปลูกต้นประดู่และต้นตะเคียนไว้เป็นเครื่องหมาย เมื่อกลับถึงบ้านเมืองของตนจึงได้รับข่าวการสูญเสียพระสวามีในการแย่งชิงราชสมบัติภายในเมืองนั้น นางจึงคิดจากไป โดยตั้งใจว่าชีวิตที่เหลือจะสร้างวัดให้มากเท่าที่จะทำได้ แต่ยังไม่ทันหนีก็ถูกเจ้าเมืองใหม่จับไปประหารชีวิตเสียก่อน เลือดของนางที่ไหลออกมาเป็นสีขาว จึงเป็นที่มาของชื่อ “นางเลือดขาว””

 

ตำนานที่เกาะภูเก็ตนี้มีเค้าโครงคล้ายคลึงกับตำนาน “นางมะซูรี” ที่เกาะลังกาวี เพียงแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาของเจ้าเมืองชาวมุสลิมกับนางมะซูรีผู้เป็นคนภูเก็ต เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีเลือดเป็นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงความบริสุทธิ์ของเธอ และคำสาปที่ตกแก่ท้องถิ่นจนกลายเป็นความเชื่อ ที่แม้คนรุ่นปัจจุบันก็ยังนำมาปรุงแต่งจนกลายเป็นคำสาปและการพัฒนาเกาะลังกาวีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังจากคำสาปนั้นหมดสิ้นลง

 

นอกจากนี้ยังมีตำนานนางเลือดขาวที่บ้านท่าคุระ ในตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลาเล่ากันว่า  นางเลือดขาวกับกุมารสามีไปเที่ยวเมืองสทิงพาราณสีทางเรือ โดยขึ้นฝั่งที่บ้านท่าทองหรือบ้านท่าคุระในปัจจุบัน แล้วสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งคือ วัดท่าคุระ และประดิษฐานพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัวหนึ่งองค์ ตามตำนานว่า หล่อขึ้นที่วัดท่าคุระ ตรงกับวันพุธแรกของเดือน ๖ ข้างแรม ซึ่งวันนี้ชาวบ้านท่าคุระถือเป็นวันรวมญาติ ชาวบ้านท่าคุระและผู้ที่ย้ายภูมิลำเนาไปยังถิ่นอื่นจะกลับมาชุมนุมพร้อมกัน ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ เป็นวันชุมชาติหรือ“ชุมนุมญาติ”แสดงความกตัญญูต่อ“เจ้าแม่อยู่หัว ทำพิธีแก้บนต่างๆ ตามที่ได้บนไว้ การแก้บนที่นิยมทำคือ บวชพระ บวชสามเณร หรือบวชชีถวาย นอกจากนี้ยังมีการถวายข้าวตอก ดอกไม้ ปัจจัยไทยทาน หรือ “รำโนราถวายมือ”

 

พิธีกรรมโนราโรงครูและการบูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แม่เจ้าอยู่หัวที่วัดท่าคุระ คาบสมุทรสทิงพระ ฝั่งสงขลา

 

การแสดง “โนรา” เนื่องจากชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นการแสดงที่เจ้าแม่อยู่หัวโปรดปรานเป็นพิเศษ ในงานประเพณีตายายย่านทุกปีจะต้องมีการรำโนราโรงครูต่อเนื่องกันสามวันสามคืน เริ่มวันพุธไปสิ้นสุดวันศุกร์ แต่งานประเพณีตายายย่านจะเสร็จตอนบ่ายวันพฤหัสบดี ส่วนชาวบ้านที่รำแก้บน เพียงแต่รำเป็นพิธีเช่น บนว่ารำเป็นตัวใดก็ให้รำตัวนั้นคนละท่าสองท่ามีธรรมเนียมของชาวบ้านท่าคุระว่า ลูกชายหัวปีของครอบครัวและมีอายุเกิน ๑๔-๑๕ ปี ต้องทำขนมโคมาถวายวัดและเลี้ยงญาติมิตร แต่ถ้าเป็นลูกสาวคนหัวปีต้องทำขนมพองหรือขนมลา หากไม่ปฏิบัติตาม เจ้าแม่อยู่หัวจะให้โทษถึงเป็นบ้า ง่อยเปลี้ยพิกลพิการหรือประสบทุกข์ต่างๆ

 

ในตำนานนางเลือดขาวที่เล่าสืบต่อกันมาในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มักกล่าวถึง วัด หมู่บ้าน ที่แสดงถึงเส้นทางติดต่อต่างๆ เมืองพัทลุงและสงขลาน่าจะนับเนื่องว่าเป็นเขตภูมิวัฒนธรรมเดียวกันได้ สภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นมีเทือกเขาบรรทัดอยู่ทางตะวันตก และทะเลสาบสงขลาทางตะวันออก ก่อนจะถึงชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย การเดินทางข้ามไปสู่ฝั่งอันดามันจากตำนานนางเลือดขาว ใช้เส้นทางสองสามทาง คือ เส้นทางด้านบนผ่านควนขนุน เข้าเขตชะอวดไปออกห้วยยอดที่ชายฝั่งทะเลเมืองตรัง แม้จะสะดวกแต่ระยะทางไกล ท่าเรือนี้เป็นท่าเรือทางฝั่งอันดามันของเมืองนครศรีธรรมราชใช้เป็นประจำ

 

อีกเส้นหนึ่งต้องข้ามเขาทางช่องเขาบริเวณเทือกเขาบรรทัดซึ่งเป็นเทือกเขาสูง มีช่องเขาตัดผ่านไปสู่บ้านเมืองทางฝั่งตะวันตกติดกับฝั่งทะเลอันดามัน ผ่านคลองปะเหลียนออกทะเลที่ปากน้ำกันตัง ดังนั้น บ้านเมืองทั้งสองฟากฝั่งทะเลจึงสามารถติดต่อข้ามผ่านกันได้ โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ และช่องทางไปออกทางไทรบุรีโดยเดินทางผ่านสงขลาโดยไม่ต้องผ่านภูเขาสูง

 

ตำนานนางเลือดขาวจึงสามารถชี้ให้เห็นสภาพแวดล้อมและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนแต่แรกเริ่มได้อย่างเข้าใจ และเห็นความเคลื่อนไหวติดต่อของบ้านเมืองทั้งสองฟากทะเลและสองฟากเขาในอดีตอันห่างไกลของบ้านเมือง ทั้งที่คาบสมุทรสทิงพระต่อเนื่องจนถึงเมืองนครฯ และแผ่นดินภายในใกล้เทือกเขาบรรทัดของเมืองพัทลุงได้อย่างชัดเจน

 

ตำนานนางเลือดขาวจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ ที่ยังเล่าลือถึงความดีงาม ความใจบุญมีกุศลในการบำรุงศาสนาของหญิงผู้มีบุญ โดยเปรียบเทียบความดีความบริสุทธิ์ของเธอกับการมีเลือดเป็นสีขาวแตกต่างจากผู้อื่น จนกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนหมู่บ้านและท้องถิ่นต่างๆ ตลอดทั่วคาบสมุทรภาคใต้ตอนกลางทั้งสองฝั่งทะเลทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๑ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๕๔)