บรรยายสาธารณะ : ดุซงญอ กรือเซะ ตากใบ และการยอมรับความจริงในสังคมไทย
บทความ       ขนาด   

บรรยายสาธารณะ : ดุซงญอ กรือเซะ ตากใบ และการยอมรับความจริงในสังคมไทย

บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช

เข้าชม 2387 ครั้ง

 

บรรยายสาธารณะ :ดุซงญอ กรือเซะ ตากใบ และการยอมรับความจริงในสังคมไทย

 

 

 

       เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ทางมูลนิธิเล็กประไพ-วิริยะพันธุ์ ได้จัดบรรยายสาธารณะขึ้นในหัวข้อ ‘ดุซงญอ กรือเซะ ตากใบ และการยอมรับความจริงในสังคมไทย’ โดยมีพลตำรวจตรีจำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ เป็นวิทยากรบรรยาย และคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นผู้ดำเนินรายงาน

 

พลตำรวจตรีจำรูญ เด่นอุดม

      ‘สมานฉันท์’เป็นคำที่อยู่ในวงวิชาการมาหลายปีและมักถูกอ้างใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเหตุการณ์ความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เสมอ เมื่อภาครัฐนำไปใช้ในทางปฏิบัติจึงเกิดการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ของภาคใต้ขึ้น แต่ที่ผ่านมากลับยังไม่เห็นผลงานเป็นที่น่าพอใจนัก กลายเป็นว่าหนทางการยุติความรุนแรงที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้กลับยิ่งห่างไกลออกไปทุกที 

 

      เนื่องด้วยการสร้างสมานฉันท์ต้องประกอบร่วมกับการนำเสนอความจริงให้ปรากฏและทำให้สังคมไทยยอมรับ ซึ่งเมื่อสร้างกระบวนการสัจจะนี้ออกมาได้แล้วสิ่งที่ควรกระทำต่อไปเป็นอย่างยิ่ง คือ การขออภัยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญอันจะนำไปสู่การเกิดสมานฉันท์ขึ้นจริงได้บ้าง เพราะในการจะเยียวยาบาดแผลความขัดแย้งไม่อาจขจัดหมดได้ในคราวเดียว 

 

      ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐศูนย์กลางกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมายาวนานแล้ว แต่เริ่มต้นปรากฏชัดเจนในประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๑๙ เป็นต้นมา เมื่อรัฐปัตตานีได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม แต่ปัญหาความต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากอำนาจศูนย์กลางเกิดขึ้นตลอดมากระทั่งท้ายที่สุดในปี พ.ศ.๒๔๔๕ มีการปลดเจ้าเมืองปัตตานี คือ ตวนกู อับดุลมารุดดิน ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยลงไปปกครอง ทำให้ปัญหาความขัดแย้งคุกกรุ่นเรื่อยมา

อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสร้างความจริงให้ปรากฏคือรากฐานสำคัญที่อาจเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสมานฉันท์ได้ โดยพลตำรวจตรีจำรูญ เด่นอุดม ซึ่งเป็นคนเชื้อสายปัตตานีโดยกำเนิด อดีตเคยสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนพลัดถิ่นและหลังจากเหตุการณ์กรือเซะเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมเข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในวันดังกล่าว จึงได้เลือกที่จะเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด และกลายมาเป็นผู้ที่ทำงานด้านประชาสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการบรรยายสาธารณะครั้งนี้จึงได้เลือกหยิบยกพื้นที่ดุงซงญอ กรือเซะ และตากใบขึ้นมาเป็นตัวอย่างการบอกเล่าเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งอาจได้ข้อเท็จทางประวัติศาสตร์ในอีกมุมมองที่เหมือนหรือต่างกับที่เคยรับรู้มาก่อนโดยข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากในพื้นที่ ทั้งจากบทความในประเทศและต่างประเทศ หรือจากการบอกเล่าของชาวบ้าน ซึ่งเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยความพยายามตอบคำถามที่ว่าปัญหาในพื้นที่สามชายแดนภาคใต้นั้นมีมูลเหตุมาจากอะไรซึ่งมูลเหตุต่างๆ เหล่านั้นได้นำมาสู่การแก้ไขหรือไม่และอย่างไร

ความจริงหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว และเริ่มต้นปรากฏชัดเจนในประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๑๙ เป็นต้นมา เมื่อรัฐปัตตานีได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม แต่ปัญหาความต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากอำนาจศูนย์กลางเกิดขึ้นตลอดเรื่อยมากระทั่งท้ายที่สุดในปี พ.ศ.๒๔๔๕ มีการปลดเจ้าเมืองปัตตานีคนสุดท้าย คือ ตนกู อับดุลกาเดร กามารุดดิน ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยลงไปปกครอง จึงทำให้ปัญหาในพื้นที่คุกกรุ่นเรื่อยมา ประกอบกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองที่ภาครัฐได้นำพาคนในพื้นที่ก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม เป็นผลให้คนจากต่างถิ่นเคลื่อนตัวเข้าไปลงทุนทำกิจกรรมในพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตของมุสลิมเป็นจำนวนมาก ด้วยทางการได้อ้างการนำความเป็นสมัยใหม่เข้ามาเพื่อพัฒนาพื้นที่ ทำให้ชาวมุสลิมบางส่วนต้องปรับตัวจากสภาพสังคมแบบชาวนามาสู่สังคมอุตสาหกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับชาวมุสลิมบางกลุ่มที่เคร่งครัดในวิถีจารีตแบบเดิมแล้วกลับยิ่งเพิ่มความเกลียดชังต่อส่วนกลาง และนับตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นต้นมาเหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่

 

พื้นที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ดุซงญอ กรือเซะ และตากใบ

 

โดยปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเริ่มต้นปรากฏชัดที่หมู่บ้านดุซงญอเมื่อพ.ศ.๒๔๙๑ สืบเนื่องมาจากหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ จบลง เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้และอังกฤษได้เข้ามาในพื้นที่มลายาเพื่อปลดอาวุธฝ่ายญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากพวกอังกฤษแล้วยังมีชาวมลายู ชาวจีน ชาวอินเดียในมาลายาร่วมกันปลดอาวุธพวกญี่ปุ่นในครั้งนี้ด้วย แต่ปัญหาในพื้นที่เกิดขึ้นเมื่ออังกฤษยังขอให้ชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์วางอาวุธด้วยเมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับชาวจีนคอมมิวนิสต์ในมลายา ผลจากการต่อสู้ทำให้กลุ่มชาวจีนนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์บางส่วนได้หนีเข้ากลบดานยังฝั่งไทย และได้เข้าไปเคลื่อนไหวที่บริเวณหมู่บ้านดุซงญอในเขตอำเภอจะแนะและระแงะ เพื่อให้กลุ่มคนไทยมุสลิมเข้ารวมด้วย แต่ปรากฏว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีคนเข้าร่วมไม่มากนัก เพราะในการเข้าร่วมกับกลุ่มนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์จีนมลายาทำให้มุสลิมสูญเสียวิถีอันเคร่งครัดในศาสนาอิสลาม เช่น ต้องกินหมูได้ เลิกทำละหมาด ฯลฯ  อีกทั้งกลุ่มนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์จีนบางกลุ่มยังได้เข้ามาสร้างความวุ่นวายให้ชาวบ้าน เช่น การเผาบ้าน การเข้าปล้นสะดม การสังหารชาวบ้าน เป็นต้น

      

 

กองกำลังจีนคอมมิวนิสต์มลายู กรม๑๐ กำลังเดินสวนสนามแสดงพลังกองกำลังนี้ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ด้านจังหวัดนราธิวาสจนลึกเข้าไปถึงบ้านดุซงญอ และขัดแย้งกับชาวบ้านจนเกิดเหตุดุซงญอ

จินเปง หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา อับดุลเลาะห์ ซีดี หัวหน้ากรม๑๐ และนางซูรียานี ภรรยาอับดุลเลาะห์ ถ่ายภาพร่วมกันในป่าที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

 

      หลังเกิดเหตุการณ์กำนันดุซงญอได้แจ้งทางอำเภอแต่กลับไม่มีการตอบสนองใดๆจากทางราชการ ทำให้ชาวบ้านต้องเข้าปรึกษาโต๊ะแปเลาะห์ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่แต่เป็นชาวมลายูจากเมืองเประ ทำให้เกิดการตั้งกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์จีนมลายาขึ้น โดยมีการรวมกลุ่มกันไปนั่งสวดภาวนาและฝึกอาวุธกันที่ภูเขากูวาลือมู แต่ต่อมาได้เกิดเหตุบังเอิญขึ้นว่ามีชาวจีนคนหนึ่งเข้ามาขายสินค้าที่ดุซงญอและถูกฟันได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นเหตุไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่ทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบความเพื่อจับตัวหาคนร้าย แต่เมื่อพบว่ามีการรวมกลุ่มของชาวบ้านกันจำนวนหลายร้อยคนที่เขากูวาลือมู ทำให้ทางการตีความว่าเป็นการรวมกลุ่มเพื่อก่อเหตุ

 

หะยี มูฮัมหมัดสุหรง อับดุลกอเดร์

      เมื่อประกอบกับก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ทางการได้จับกุมหะยีสุหรงและพรรคพวก ในข้อหากบฏและดูหมิ่นประเทศไทย อันเนื่องมาจากการกระทำหลายๆอย่างที่ทางการเชื่อมโยงและตั้งข้อสงสัยว่าหะยีสุหรงและพวกเป็นกบฏไม่ว่าจะเป็นการพบปะติดต่อกับนักข่าวต่างชาติ การติดต่อกับลูกชายเจ้าเมืองปัตตานีคนสุดท้ายที่อยู่ในมาเลเซีย และท้ายที่สุดคือข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ๗ ข้อ[i]  โดยเสนอรัฐบาลผ่านทางคณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ในสี่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเนื้อหาเรียกร้องในแต่ละขอค่อนข้างมีนัยยะออกไปในทางกบฏเพื่อแบ่งแยกดินแดน  ทำให้ในครั้งนั้นชาวบ้านกว่า๓๐๐ คนได้รวมตัวกันประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวฮะยีสุหรงเป็นจำนวนมาก

 

      เหตุการณ์ที่ดุซงญอเริ่มบานปลายยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่และปลัดฯมนูญได้พยายามเข้าตรวจพื้นที่เขากูวาลือมู  แต่ชาวบ้านไม่ยอมและได้ขับไล่ทางการออกไป จึงเกิดเหตุปะทะกันขึ้นนับตั้งแต่วันที่๒๕-๒๘ เมษายน ๒๔๙๑ เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเป็นตำรวจไทยจำนวน ๕ คน แต่สำหรับตัวเลขการบาดเจ็บและเสียชีวิตของชาวบ้านยังไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากข้อมูลจากหลายแหล่งไม่ตรงกัน เช่น

 

      คุณวรมัย กบิลสิงห์ ได้ระบุว่า “ตำรวจไทยเสียชีวิต ๕ นาย บาดเจ็บ ๑ นาย มลายูตายประมาณ ๓๐ คน บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน”  ส่วนนายหะยีอิสมาเอลเล่าว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้ก่อการจริงๆ เพียง ๒๐๐ กว่าคน และชาวบ้านเสียชีวิตประมาณ ๗-๘ คน” ในขณะที่วัน หาเดร์ เจ๊ะมัน ระบุว่ามี “ชาวบ้านเสียชีวิต ๔๐๐ คน” อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วข้อมูลจำนวนชาวบ้านที่เสียชีวิตไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด แต่ที่สำคัญคือมีการหลบหนีของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจนกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง และชาวบ้านที่กลับมามีจำนวนไม่ถึงครึ่ง ในระหว่างเดินทางกลับบางคนเกิดปะทะกับตำรวจแถบชายแดนเสียชีวิต ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับรู้ว่ามีการเสียชีวิตแต่จำนวนนั้นไม่ทราบ หลังสิ้นสุดเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีการทำอนุสาวรีย์กระสุนปืนหน้าสถานีตำรวจ อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอนุสาวรีย์แห่งความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปรากฏชัดเจน

 

ภาพกระสุนปืนตั้งอยู่หน้ากองร้อยตำรวจปฏิบัติการพิเศษ อำเภอเมืองนราธิวาส สถานที่ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถาน (เล่ากันว่าเป็นที่เก็บกระดูกตำรวจ)ของการต่อสู้และเสียชีวิต ๕ นาย

         

      จากเหตุการณ์ที่ดุซงญอ เกิดจากความผิดพลาดในการตีความข้อมูลข่าวสาร ซึ่งหากทราบตั้งแต่ต้นหาข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้น เพราะแทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าร่วมช่วยชาวบ้านในการต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่บรรยากาศทางการเมืองสมัยนั้นดูจะต่อต้านผู้นิยมคอมมิวนิสต์มาก กลับกลายเป็นว่าชาวบ้านต้องมาต่อสู้กับตำรวจเอง ในขณะที่ปัญหาคอมมิวนิสต์กว่าจะแก้ไขได้ก็ล่วงเลยมากว่า๔๐ ปีให้หลัง ในปีพ.ศ. ๒๕๓๐ มานี้เองเมื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เสนอให้พวกคอมมิวนิสต์เข้ามอบตัว โดยจะได้ที่ดินและสิ่งของต่างๆจากรัฐเป็นการตอบแทน

 

      จากเหตุการณ์ดุซงญอ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาศึกษาและเห็นว่าโศกนาฏกรรมที่ดุซงญอนั้นเกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมในพื้นที่ สรุปคือ ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลเอง แต่ข้อพิพาทนี้ยังไม่มีการระบุให้กระจ่าง  กลายเป็นความผิดพลาดบนกระดาษ ซึ่งไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์และแก้ปัญหาจริงไม่ได้เลย

 

      ในส่วนของเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากกรือเซะเดิมเคยเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการปกครองของรัฐปัตตานีในอดีต ก่อนปัตตานีจะตกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามเมื่อพ.ศ. ๒๓๒๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ กรือเซะเป็นที่ตั้งของสำนักพระราชวัง และมีมัสยิดกรือเซะซึ่งมีความเก่าแก่อยู่หลังหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยตนกูสุหลง

 

  

มัสยิดกรือเซะเมื่อประกาศขึ้นต่อกรมศิลปะฯแล้ว ได้ถูกทิ้งให้รกร้างโดยไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์

ฮวงซุ้ยเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยย้ายจากชายทะเลมาตั้งอยู่ใกล้มัสยิดกรือเซะ ถ่ายเมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๑

 

      มัสยิดกรือเซะมีการเขียนตำนานที่เขียนขึ้นมาในสมัยหลังค่อนข้างแปลกโดยระบุว่าเป็นมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยชาวจีนชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีน้องสาวชื่อลิ้มกอเหนี่ยวได้เดินทางมาเมืองปาตานีและตอนหลังได้ชวนพี่ชายกลับเมืองจีน แต่พี่ชายไม่ยอมกลับเนื่องจากเข้ารับอิสลามแล้ว ดังนั้นน้องสาวจึงสาปให้มัสยิดที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมสร้างไม่เสร็จ ถูกฟ้าผ่าถึงสองหรือสามครั้ง และสาปให้เป็นมัสยิดร้าง ซึ่งในความจริงกรือเซะไม่ได้สร้างโดยลิ้มโต๊ะเคี่ยมแต่อย่างใด เพราะลิ้มโต๊ะเคี่ยมเข้ามาทีหลัง ซึ่งในตอนนั้นมัสยิดกรือเซะได้สร้างอยู่ก่อนแล้ว

 

       มัสยิดกรือเซะมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากที่มัสยิดถูกเผาเป็นผลให้ประชาชนไม่ไปละหมาด ดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศเป็นโบราณสถานขึ้นกับกรมศิลปากร ซึ่งห้ามคนบุกรุกเข้าไปใช้พื้นที่ ประกอบกับเมื่อนำเรื่องกรือเซะไปเกี่ยวข้องกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งความเป็นจริงฮวงซุ้ยของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดิมอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล แต่หลังจากย้ายมาไว้บริเวณมัสยิดกรือเซะ จึงมีตำนานเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเกิดขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ

 

      กระทั่งช่วงประมาณพ.ศ.๒๕๓๐ มีหมอดิง (นายศรายุทธ สกุณาสันติศาสตร์) ที่ชื่นชมในนิกายชีอะห์ของอิหร่านได้ระดมพาชาวบ้านเข้าไปปัดกวาด ทำความสะอาดพื้น ซ่อมแซม และไปละหมาด ซึ่งหมอดิงได้นำเรื่องกรือเซะมาเผยแพร่จนมีคนมามากขึ้นจนกลายเป็นการประท้วงในท้ายที่สุด โดยทางกลุ่มได้ขอให้รัฐบาลคืนมัสยิดกรือเซะให้ชาวบ้าน ไม่ให้ประกาศเป็นของกรมศิลปากร แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล โดยการประท้วงมัสยิดกรือเซะเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคมปีพ.ศ. ๒๕๓๒ และดำเนินเรื่อยมากระทั่งมาสิ้นสุดเดือนมิถุนายนปีพ.ศ. ๒๕๓๓  เมื่อเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการทุบตีทำร้ายกันเกิดขึ้น และต่อมามีการออกหมายจับกุมหมอดิงและพรรคพวก สุดท้ายได้การดำเนินคดีและสั่งจำคุกเป็นเวลาเจ็ดปี โดยหมอดิงถูกจับกุมที่มาเลเซียในปีพ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากครั้งหนึ่งปัจจุบันหมอดิงได้เสียชีวิตลงแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๐ พ.ย.๒๕๕๔ หลังจากหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน

 

      คุณจรูญได้เสนอความเห็นต่อเหตุการณ์ว่า “แทนที่รัฐบาลจะประกาศยกให้ชาวบ้านดูแล และเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ ก็ไม่ประกาศยังคงฝืนอยู่ มีการแข็งขืนกันแบบไม่มีเหตุผล ผมคิดไปในแง่รัฐศาสตร์เท่านั้น ถ้ารัฐบาลต้องการดูแลมัสยิดทำไมไม่เข้าไปช่วยชาวบ้านทำความสะอาด ไปช่วยดูแล แต่รัฐบาลประกาศห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปเพราะถือว่าเป็นพื้นที่โบราณสถานของกรมศิลปากรที่รัฐบาลประกาศห้าม นี่คือ ความผิดพลาดอย่างหนึ่งเช่นกัน”

 

      แต่ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ประท้วงขึ้นในกรณีการเสียชีวิตของชาวบ้านเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๘ แล้ว โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกลับจากทำธุระที่นราธิวาสถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปสอบสวนที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง และวันรุ่งขึ้นพบกลุ่มชาวบ้านกลุ่มนี้อยู่ใต้สะพานกอตอจำนวนห้าคน แต่เด็กคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้ชื่อ “สือแม บราเซะ” อายุประมาณสิบสี่ปีเท่านั้น  นอกนั้นเสียชีวิตทั้งหมด  จากนั้นได้มีการนำเด็กคนนี้มายังกรุงเทพฯ ไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษากลุ่มสลาตันรามคำแหงพร้อมเพื่อนนักศึกษาได้ลงไปประท้วงเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่หน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี  ต่อมาการชุมนุมประท้วงได้ย้ายจากศาลากลางไปประท้วงต่อที่หน้ามัสยิดกลางปัตตานีอีกหลายวัน แต่ตลอดระยะเวลาการประท้วงมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนครั้งสุดท้ายรัฐบาลได้ส่งรัฐมนตรีสำนักนายกฯลงไปต่อรองและรับปากว่า จะรับฟังโดยใช้คำว่า “จะชดใช้ค่าเสียหาย จะแก้ปัญหาด้วยการถอนทหารต่างๆ เหล่านี้ออก” การประท้วงจึงยุติลง

 

      จากการประท้วงปีพ.ศ. ๒๕๑๘ และพ.ศ.๒๕๑๙ ในครั้งนี้ได้เกิดขบวนการพูโลขึ้น มีการติดอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับทหารไทย โดยพูบิเลาะห์ อัลพูบิเลาะห์  ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียได้ตั้งกลุ่มประท้วงทหารอังกฤษ และตั้งขบวนการต่อต้านรัฐไทยขึ้น จากข้อมูลของรัฐบาลไทยระบุว่า การประท้วงมัสยิดกรือเซะความจริงเกิดจากขบวนการพูโล คือ ข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงจากการประท้วงที่ปัตตานีห้าศพที่สะพานกอตอ และการโยนระเบิดที่หน้าศาลากลางจังหวัด โดยเฉพาะเหตุการณ์การประท้วงมัสยิดกรือเซะของกลุ่มหมอดิง คือ หนึ่งในการชี้นำของขบวนการพูโล เป็นการโยงประเด็นเหตุการณ์ความรุนแรงช่วงปลายทศวรรษ ๒๕๒๐ มาเชื่อมกับการประท้วงในช่วงต้นทศวรรษ ๒๕๔๐

 

      และเหตุการณ์ความรุนแรงในมัสยิดกรือเซะครั้งต่อมาที่สร้างความสนใจให้คนในปัจจุบันมาก คือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๗ เริ่มต้นจากมีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปพักนอนที่มัสยิดกรือเซะไม่ทราบจำนวน ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ๒๗ และ๒๘ และในตอนเช้าของวันที่ ๒๘ ได้เข้าโจมตีป้อมยามตำรวจที่อยู่ใกล้กับมัสยิดและแย่งอาวุธปืนตำรวจไป ซึ่งมีปืนเอ็มสิบหกจำนวนสามกระบอก ปืนยิงลูกระเบิดหนึ่งกระบอก และปืนเอ็มสิบเก้าอีกหนึ่งกระบอก รวมทั้งหมดห้ากระบอก แล้วหนีเข้าไปที่มัสยิดกรือเซะ จากการปะทะกันระหว่างผู้ก่อการและเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าคนที่อยู่ในมัสยิดกรือเซะเสียชีวิตทั้งหมด และเมื่อดูศพจำนวนของตัวประกันหรือเป็นคนร้ายยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าคนร้ายมีจำนวนไม่ถึงสิบคน เพราะคนร้ายมีการสวมชุดดำมีปืนห้ากระบอกที่ยึดมาจากป้อมยาม นอกจากนั้นพบเพียงมีดและไม้ ส่วนคนที่เสียชีวิตอีกจำนวนเหลือไม่ทราบว่าเป็นคนร้ายหรือไม่

 

      นอกจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในมัสยิดกรือเซะแล้ว ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ได้มีกลุ่มผู้ก่อการชาวมุสลิมประมาณ ๓๐๐ คน บุกเข้าโจมตีสถานที่ราชการตามจุดต่างๆทั่วยะลา ปัตตานี และสงขลา ผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้นปรากฏว่ามีชาวมุสลิมเสียชีวิตจำนวน ๑๐๖ ราย ขณะที่ตำรวจเสียชีวิต ๕ นาย โดยหลายคนเชื่อว่าชาวมุสลิมเหล่านี้มีความหาญกล้ามากเนื่องจากอาวุธที่ใช้ปะทะกับเจ้าหน้าที่มีเพียงมีดพร้าเท่านั้น ทั้งยังพบหนังสือสีแดงเล่มหนึ่งในตัวผู้ก่อการบางคน เมื่ออ่านดูพบว่าเป็นหนังสือปลุกระดมที่พลเอกชวลิตบอกว่าเป็นคัมภีร์มรณะ แต่ความจริงไม่ใช่คัมภีร์แต่เป็นหนังสือปลุกระดมที่เขียนด้วยภาษายาวี

 

      ผลจากเหตุการณ์กรือเซะคณะกรรมการจึงสรุปความเห็นว่าปัญหาที่กรือเซะเป็นการใช้การกระทำที่เกินกว่าเหตุเพราะเราเจรจาได้แต่ไม่เจรจา แต่ทางฝ่ายทางการบอกว่าเจรจาแล้วทำให้ทหารเสียชีวิตหนึ่งคน เนื่องจากระหว่างที่เจรจาคนร้ายได้ยิงทหาร เพราะฉะนั้นโอกาสในการเจรจาจึงไม่มีเพราะเมื่อจะเจรจาคนร้ายได้ยิงออกมา แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่าการเจรจานั้นน่าจะยุติได้ดีกว่านี้ การยิงเข้าไปโดยใช้ลูกระเบิดทั้ง อาร์.พี.จี.ทั้ง เอ็ม.๗๙ จนเห็นภาพคนแขนขาด ขาขาดนั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และท้ายที่สุดรัฐบาลได้จ่ายค่าทำศพให้ผู้เสียชีวิตรายละตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาทแต่ไม่ได้ทั้งหมด ซึ่งคดีความก็ยังไม่คืบหน้ากระทั่งปัจจุบัน

 

      และตัวอย่างกรณีสุดท้าย คือ เรื่องตากใบ ซึ่งมูลเหตุของคดี คือ ปัญหาภาคใต้ในหมู่บ้านต่างๆ ทางราชการหรือกระทรวงมหาดไทยต้องการให้ชาวบ้านดูแลบ้านเมืองของตนเอง เพราะมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอ ก่อนหน้านี้ ได้เกิดเหตุการณ์การปล้นปืนขึ้นเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ทางราชการจึงมีนโยบายให้ชาวบ้านคุ้มครองตนเอง คือ ให้ปืนแก่ชาวบ้านไปฝึก และให้ชาวบ้านรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านมีชื่อย่อว่า ‘ชมบ.’ในหมู่บ้านหนึ่งมีการให้ปืนตั้งแต่ ๕-๑๒ กระบอกเพื่อฝึกรวมทั้งนำปืนลูกซองยาวมาดูแลหมู่บ้าน

 

      แต่ที่อำเภอตากใบ เมื่อเดือนตุลาคมประมาณวันที่ ๑๒ ๑๓ และ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ชาวบ้านที่รับผิดชอบปืนของอำเภอจึงไปแจ้งตำรวจว่าปืนสูญหายไปจำนวน ๖ กระบอก แต่ตำรวจไม่เชื่อ เพราะปืนจะสูญหายครั้งเดียวหกกระบอกได้อย่างไร ดังนั้นจึงได้มีการนำชาวบ้านหกคนที่ทำปืนหายส่งไปให้ทหารทำการสอบสวน  สรุปชาวบ้านยอมรับว่านำปืนไปให้คนร้าย ดังนั้นจึงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ทหารจึงนำชาวบ้านหกคนนี้ไปให้ตำรวจดำเนินคดี ในวันที่ต้องส่งตัวดำเนินคดี ชาวบ้านมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวและขอประกันตัว แต่ตำรวจไม่สามารถให้ประกันตัวได้ ในที่สุดชาวบ้านจึงรวมกลุ่มกันบีบให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นมูลเหตุของวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ จากข่าวรายงานว่าจากคนจำนวนสองพันคน เพิ่มเป็นหกพันคนจนกระทั่งมีจำนวนผู้ร่วมชุมนุมเป็นหมื่นคนในเวลาไม่นานมารวมกลุ่มกันที่ตากใบ

 

      จากการชุมนุมที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานาน พลโทพิศาล วัฒนวงษ์คีรี ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคที่ ๔  ตกลงให้สลายการชุมนุมโดยที่ให้มีการฉีดน้ำ ยิงปืนขู่ และยิงแก๊สน้ำตา สามขั้นตอนนี้ให้ทำพร้อมกัน การสลายการชุมนุมในวันนั้น ปรากฏว่ามีการใช้อาวุธปืนยิงขู่ แต่กลับพบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากวางแผนให้มีการยิงแล้วยังมีการจับกุมเพื่อคัดแยกว่าคนไหนเป็นคนก่อเหตุยั่วยุในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ดังนั้นมีการจับกุมผู้ชุมนุมจำนวน ๑,๒๙๘  คน เพื่อจะคัดแยกจับและเปรียบเทียบกับวีดิโอที่ถ่ายไว้โดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นการประท้วง จึงมีการจับกุมทั้งหมด และต้องจับกุมให้ได้มากที่สุด แล้วนำผู้ชุมนุมไปคัดแยกที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

 

 

ภาพกรณีตากใบ ที่จับผู้ชุมนุมประท้วงถูกถอดเสื้อ นอนคว่ำหน้า และมัดมือไขว้หลัง ก่อนนำขึ้นรถบรรทุกเดินทางไปค่ายอิงคยุทธเพื่อคัดแยกผู้ก่อเหตุ

 

      โดยการนำผู้ชุมนุมขึ้นรถบรรทุก เนื่องจากจำนวนรถไม่ที่เพียงพอต่อจำนวนคน ทำให้ผู้ชุมนุมแทนที่จะให้ยืน แต่กลับมัดมือไขว้หลังและให้นอนคว่ำหน้าทับกันลงไปเหมือนการเรียงฟืนจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตหลายราย เพราะขาดอากาศหายใจ โดยคุณจำรูญได้เล่าข้อเท็จจริงจากเด็กคนหนึ่งชื่อพิทักษ์ที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนค่อนข้างละเอียดว่า เจ้าหน้าที่ได้นำถุงดำคลุมศีรษะระหว่างเดินทางจากตากใบไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ระยะทางหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรนั้นระหว่างทางเขาได้เล่าว่า

 

       “ผมรู้สึกกระหายน้ำมาก จึงตะโกนบอกทหารว่า ขอน้ำหน่อย ก็มีเสียงตวาดว่า เอาน้ำหรือเอาเท้าดีกว่า พูดจบ ได้นำเท้าเตะมาที่หลังผม ผมจึงต้องเงียบ คนอื่นที่ขอน้ำก็ถูกกระทำแบบเดียวกันหรือไม่ก็ถูกตีด้วยพานท้ายปืน รถเคลื่อนออกจากบริเวณนั้นประมาณสิบแปดนาฬิกาออกจากตากใบ ผมร้อนมาก เหงื่อเต็มตัว อึดอัดมาก หายใจไม่ออก และเหนื่อยมาก แต่ยังไม่สลบเพียงแต่ไม่มีแรง ผมไม่รู้ตัวว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆ กับคนที่อยู่ข้างบนตัวผมเสียชีวิตตั้งแต่ตอนบ่าย”

 

       “มีคนที่ถูกจับมาด้วยกันเชือกที่มัดมือเขาหลุด จึงช่วยถอดถุงดำที่คลุมศีรษะผมออกให้ และช่วยแก้เชือกที่มัดมือไขว้หลังและแก้เชือกที่มัดเท้าของผม เมื่อถอดถุงดำออก ผมมองอะไรไม่ชัด ตาพร่าไปหมด ผมถามว่า เราอยู่ที่ไหน เขาบอกเราอยู่ที่บ้านปาเละ จังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ผมถามคนที่ถูกจับมาด้วยกันว่า พวกเขาทำอะไรอยู่ มีคนบอกว่าทหารกินข้าวอยู่ ทหารลงไปกินข้าว จึงจอดรถไว้ก่อน ส่วนคนที่เสียชีวิตในรถ เพื่อนๆ ด้วยกันจัดศพให้เรียบร้อย มีคนเสียชีวิตแล้วเพราะเป็นเวลานานตั้งแต่สิบแปดนาฬิกาจนถึงยี่สิบสองนาฬิกา ทหารลงไปกินข้าว บางคนไปดื่มเหล้า”  นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตากใบ

 

      สรุปว่าเหตุการณ์ตากใบเป็นการตัดสินใจของแม่ทัพภาคที่ ๔ ด้วยคิดว่าขณะที่เกิดเหตุการณ์เริ่มต้นได้ถ่ายวีดิโอไว้เสร็จ โดยใช้วิธีการสลายการชุมนุมและจับตัวมาเทียบว่าคนไหนที่ก่อเหตุยั่วยุทหารและตำรวจ  แต่ปรากฏว่าทหารจับคนเหล่านั้นถอดเสื้อทั้งหมดจำนวนกว่าหนึ่งพันคน จึงไม่สามารถแยกได้ว่าคนไหน คือ คนที่ต้องการจับกลายเป็นความผิดพลาดในการบริหาร ท้ายที่สุดพนักงานสืบสวนสรุปว่ามีความผิด เพราะเจ้าหน้าที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่เข้าไปดูแล ฉะนั้นจึงลงโทษย้ายออกจากพื้นที่ค่ายอิงคยุทธบริหารไปอยู่ที่กองทัพบก แต่ตำรวจที่อยู่ในเขตรับผิดชอบนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้การนราธิวาสก็ดี หรือทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงก็ดีไม่มีการลงโทษแต่อย่างใด

 

      จากตัวอย่างข้อเท็จจริงกรณีดุซงญอ กรือเซะ และตากใบ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากถามหาความเป็นไปได้ในการปรับให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปสู่กระบวนการสร้างสัจจะให้ปรากฏอันจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นจริง คุณจรูญได้ให้ความเห็นดังนี้ว่า ท่านอานันท์ ปันยารชุน มองปัญหาภาคใต้ว่าเป็นสงครามประชาชนแย่งชิงมวลชน มีคนกลุ่มหนึ่งเห็นด้วยกับกลุ่มที่ก่อความไม่สงบ และคนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาช่วยทางการ ฉะนั้นตัวชี้วัดว่า“เราจะได้หรือจะเสีย จะแพ้หรือชนะคือประชาชน” เพราะถ้าประชาชนเข้าช่วยเหลือทางการมากก็จะเป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้าประชาชนไม่ช่วยเหลือจะไม่มีโอกาสแก้ปัญหาภาคใต้ได้เลย แต่ปัจจุบันนี้ดูแล้วเป็นเรื่องยากมากที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่จะเห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่ได้นำผลสรุปของคณะกรรมการมาแก้ปัญหาแม้แต่เรื่องเดียว ท่านอานันท์บอกว่า “สงครามนี้ประชาชนขาดทุน” แต่การที่ประเทศชาติจะได้มาก็ต้องมีความยุติธรรม

 

      อย่างปัญหาความยุติธรรมของไม่ได้ดำเนินการในภาคใต้เลย อย่างกรณีสังหารคนมุสลิมเสียชีวิตห้าคนที่สะพานกอตอ อำเภอสายบุรี เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นมูลเหตุของการประท้วงชาวบ้าน มีผู้เสียชีวิตอีกสิบสามคนก็ไม่มีการดำเนินคดี เพราะว่าสรุปสำนวนสั่งฟ้องไปหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้คดีก็จบไป เพียงแต่มีการจ่ายเงินจำนวนห้าหมื่นบาทให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และคดีความก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

 

      ส่วนคดีที่มัสยิดกรือเซะ ศาลสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ทั้งหมด มีเพียงพล.เอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่ถูกกล่าวหา ส่วนนายทหารและนายตำรวจคนอื่นๆอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องได้ และถือว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นพอสมควรแก่เหตุ ทั้งที่คณะกรรมการเห็นแย้งว่าเกินกว่าเหตุ แต่เมื่อพนักงานสอบสวนส่งให้อัยการกลับบอกว่า เป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุ  เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่ตากใบเช่นกัน ในสมัยที่พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ สั่งให้พนักงานศาลถอนฟ้องห้าสิบเจ็ดคนที่เป็นผู้ก่อเหตุประท้วงที่ตากใบ ศาลได้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยหมดและผู้กระทำผิดก็ไม่ถูกดำเนินคดีเพราะไม่ทราบว่า ใครผิด ไม่ทราบว่าจะดำเนินคดีกับใคร ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า “คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้นั้น สันติภาพไม่เกิดเพราะความยุติธรรมไม่เกิด”

 

      นอกจากนี้คุณอานันท์ยังคิดโครงการครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองที่ต้องเจรจากันก่อนจึงจะยุติ แต่ปัญหาภาคใต้ยังไม่มีการเจรจา แม้กระทั่งพลเอกขวัญชาติ กล้าหาญ สมัยที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๔ ได้ไปเจรจาเรื่องนี้ถึงประเทศอินโดนีเซียว่าขอให้อินโดนีเซียช่วยเรียกหัวหน้าขบวนการมาพูดกันว่าจะทำอย่างไร ปรากฏในท้ายที่สุดรัฐบาลให้การปฏิเสธว่าการเดินทางไปของพลเอกขวัญชาติ กล้าหาญ ไม่ได้ไปในนามของรัฐบาลเพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายในการเจรจากับผู้ก่อการร้าย เพราะฉะนั้นพลเอกขวัญชาติ กล้าหาญ ต้องเสียชื่อเสียง เพราะได้ตกลงกับรองประธานาธิบดีอินโดนีเซียแล้ว แต่รัฐบาลปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือ นโยบายของรัฐบาล ที่ไม่สามารถหาข้อยุติปัญหาภาคใต้ได้ ดังนั้น “สงครามไม่ยุติลงเนื่องจากไม่มีการเจรจา”

 

       “ทหารและตำรวจปัจจุบันทำให้ได้บทเรียนจำนวนมาก เขาต้องปรับปรุง เพราะไม่เช่นนั้นในทางยุทธวิธีแพ้ทุกรูปแบบ ด้านการเมืองนั้นแพ้ไปนานแล้ว ในเชิงวัฒนธรรมตามประเพณีแพ้ทุกอย่าง สามหวัดภาคใต้แทบจะไม่มีพื้นที่เหลือให้ยึดคนคืนมา เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ต้องช่วยกันทำ”คุณจำรูญกล่าวทิ้งท้าย

 

      ปัจจุบันในปีพ.ศ.๒๕๕๕ นี้ได้เกิดข่าวที่เหมือนว่าพอจะมีความหวังอยู่บ้าง คือ กรณีที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ ๒,๐๘๐ ล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตัวแทนผู้สูญเสียได้ออกมาแสดงความคิดเห็นดังนี้ เช่น น.ส.คอลีเยาะ หะหลี ที่สูญเสียบิดา คือ นายมะแอ หะหลี จากเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะได้กล่าวความเห็นว่า“จำนวนเงินตามที่เป็นข่าว ๗.๕ ล้านบาทก็เยอะนะ ล้วนแต่เป็นเงินภาษีจากประชาชนทั้งนั้น ล่าสุดทราบมาว่าผ่านมติครม.แล้ว แต่มีบางฝ่ายตั้งคำถามว่ามีกฎหมายรองรับการจ่ายเงินหรือไม่ และจะเอาเงินจากที่ไหนมาให้ สรุปคือมันยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง ญาติผู้สูญเสียหลายคนไม่ได้ค่อยติดตามข่าวสาร รู้เพียงแต่ว่ารัฐจะจ่ายให้แน่นอน หลายคนก็เฝ้ารอมีความหวัง ขณะที่อีกหลายคนเริ่มจะทำใจ เบื่อกับกระแสโจมตีต่างๆนานาว่าคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ไม่สมควรได้รับ เพราะไปโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐก่อน”จึงอาจกล่าวได้ว่าเงินอาจไม่สำคัญเท่าความเป็นธรรมและข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านหลายคนในพื้นที่ต่างเฝ้ารอ

 

      ในขณะที่รอซียะห์ บาซา ญาติของผู้เสียชีวิตจากบ้านส้ม ต.ควนโนรี ในเหตุการณ์กรือเซะ แสดงความเห็นว่า “กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่กรณีกรือเซะ ตากใบ และไอร์ปาแยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่โดนกระทำจากเหตุร้ายรายวันด้วย ทั้งครู ตำรวจ ทหาร และข้าราชการหน่วยอื่น ซึ่งพวกเขาก็สูญเสียเหมือนกัน” ดังนั้นจึงอย่าให้ผู้ได้รับผลกระทบมาทะเลาะกันเอง ระซียะย้ำว่ารัฐต้องทำให้เกิดความเท่าเทียม เสมอภาค มิฉะนั้นจะกลายเป็นการสร้างปัญหาจากการเยียวยา

 

      และแม้แต่ซีตีนอร์ เจ๊ะเลาะ ซึ่งสามีคือ นายอับดุลรอนิง เจ๊ะเลาะ ถูกจับกุมดำเนินคดีจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ และถูกตัดสินประหารชีวิต กล่าวว่า สามีทำงานขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถูกจับกุมหลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี โดยศาลล่าง ๒ ศาล คือ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาประหารชีวิต โดยซีตีนอร์เล่าว่าในวันเกิดเหตุมีคนจ้างให้สามีขี่รถไปส่งที่สภ.แม่ลาน โดยไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุขึ้น สามีก็ไปจนตัวเองได้รับบาดเจ็บ สุดท้ายกลับถูกดำเนินคดี ทุกวันนี้ติดคุกอยู่ที่บางขวางในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งสามีก็ยืนยันตลอดว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่ง เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำ การจะแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องไกลมาก“คนที่ก่อเหตุและเสียชีวิตไปแล้วก็คือจบ แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องถูกดำเนินคดี ถือเป็นเรื่องทรมาน ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังก็ต้องลำบาก ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ต้องดิ้นรนทุกอย่างเมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไปจึงถือเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก ส่วนเรื่องเงินเยียวยาไม่หวังจะได้ เพราะสามีถูกจับในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่  ซึ่งรัฐอย่าคิดว่าจ่ายเงินแล้วจะจบง่ายๆ ลูกของผู้เสียชีวิตยังอยู่ เหตุเกิดเมื่อตอนที่เขายังเด็ก เขาอาจไม่ค่อยเข้าใจ แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาย่อมรับรู้ในสิ่งที่เกิดกับครอบครัวของเขา จึงมีโอกาสสูงมากที่เด็กๆเหล่านั้นจะโกรธแค้นรัฐ แล้วสถานการณ์จะสงบได้อย่างไร โดยเฉพาะความจริงของเหตุการณ์ก็ยังไม่ชัดเจน”  ซีตีนอร์ได้กล่าวทิ้งท้าย (แวลีเมาะ ปูซู , ๒๕๕๕ :ข่าวอิสรา ๒๙/๐๔/๕๕)

 

      จากเสียงของผู้ได้รับผลกระทบแสดงให้เห็นว่ากระทั่งปัจจุบันนี้การจะสร้างกระบวนการทางสัจจะออกมาเพื่อให้สังคมไทยเข้าใจปัญหาและยอมรับความจริงอันจะนำไปสู่การเกิดความสมานฉันท์ขึ้นจริงได้บ้างนั้นยังไม่อาจปรากฏขึ้นได้แน่นอน ตราบใดที่ทางการเองยังไม่สร้างการยอมรับให้เกิด และถ้ามองไปถึงการขออภัยอย่างเป็นทางการยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะแค่ยอมรับยังไม่มี และแม้จะให้เงินเป็นเครื่องเยียวยาโดยที่ไม่คิดสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงแล้วจะมองเห็นสันติภาพในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างไร

 

       **การสร้างสมานฉันท์ในที่นี้คือระหว่างทางการกับชาวบ้านเท่านั้น อันจะทำให้ชาวบ้านมีทัศนคติต่อทางการในมุมที่ดีขึ้นบ้างเพราะการเยียวยาบาดแผลไม่อาจขจัดหมดลงได้ภายในคราวเดียวและในระยะเวลาอันใกล้ ในขณะเดียวกันเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่างๆ และกลุ่มได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมความไม่มั่นคง ทำให้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่วาระแค่ระดับประเทศเท่านั้น แต่กลายเป็นวาระระหว่างชาติที่หลายประเทศต่างให้ความสนใจ แล้วทางการจะจัดการกับปัญหาอย่างไร ซึ่งดูเหมือนว่าทางการจะเลือกหยิบการเจรจามาใช้ในขณะนี้ แต่เหตุการณ์ระเบิดที่สงขลาและยะลาในช่วงเมษายนที่ผ่านมาดูจะเป็นการเตือนของคนบางกลุ่ม และอาจเป็นผลของการเจรจาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิงเนื้อหาเพิ่มเติม

พล.ต.ต จำรูญ เด่นอุดม , อุดม ปัตนวงศ์, ศรีศักร วัลลิโภดม.เล่าขานตำนานใต้.กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ , ๒๕๕๓.

แวลีเมาะ ปูซู. 8ปีกรือเซะ(2) เสียงจากญาติผู้สูญเสียในกระแสเยียวยา.ข่าวอิสรา : วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน ๒๐๑๒ เวลา ๐๙:๓๘ น.): http://www.isranews.org/south-news/documentary/39-2009-11-15-11-15-13/6506-8-2-.html

สื่อและสิ่งพิมพ์เพิ่มเติม

ปัตตานีในมิติชาติพันธุ์สัมพันธ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: http://www.lek-prapai.org/lifesouth.php

เสวนาเล่าขานตำนานใต้: http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=461

สารคดีพอเพียงแผ่นดินเกิด ตอนวิกฤตบ้านเมืองในสามจังหวัดชายแดนใต้: http://www.lek-prapai.org/porpeang_view.php?week=6

ภาพเหตุการณ์กรณีตากใบ: http://www.youtube.com/watch?v=hb9L-SueMzM

เทปบรรยายสาธารณะ: http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=LTEUT4iKtD8