ภูพระหน้าพรรษา
บทความ       ขนาด   

ภูพระหน้าพรรษา

บทความโดย วิชญดา ทองแดง

เข้าชม 688 ครั้ง

 

ภูพระหน้าพรรษา

                                                                                     

 

            ในวิถีชีวิตของคนเมืองหลวงอาจมองเห็นวันเข้าพรรษาเป็นเพียงตัวแดงในปฏิทินที่จะได้หยุดงานอีกหนึ่งวัน แต่อีกหลายชุมชน วันเข้าพรรษามักเป็นกำหนดนัดของบุญประเพณีหรืองานเทศกาลสำคัญ

 

            บ่ายแล้วที่คนเมืองกลุ่มหนึ่งมาถึงชัยภูมิดินแดนที่ความเชื่อเรื่องลำผีฟ้ารักษาโรคยังมีอยู่ พวกเรารู้กันมาว่าช่วงเข้าพรรษาเป็นอีกวาระหนึ่งที่คณะลำผีฟ้าหรือที่เรียกว่า “ลำทรง”จากหลายๆ หมู่บ้านจะไปค้างคืนกันบน “ภูพระ”

 

            ภูพระอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไม่ถึง ๒๐ กิโลเมตร ขึ้นกับตำบลนาเสียว มีพื้นที่ราว ๑๕๐ ไร่ เล่ากันมาแต่เดิมว่า  หลายร้อยปีก่อนบนภูพระเป็นป่าทึบ มีเนื้อทราย กวาง และสัตว์ป่าหลายชนิด แต่เมื่อพรานตามรอยสัตว์ป่ามาแถวนี้แล้วกลับพบว่าหายไปอย่างไร้ร่องรอย นานเข้าก็เกิดสงสัยเลยรื้อเอาต้นไม่ใบไม้ที่ปกคลุมหนาแน่นออกดูก็พบรูปสลักพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชรหน้าตัก ๕ ฟุต สูง ๗ ฟุตซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนท้องถิ่นในเวลาต่อมา และเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่เกษียณแล้วท่านหนึ่งมีศรัทธาสร้างศาลาจัตุรมุขกันแดดกันฝนให้ ชาวชัยภูมิเชื่อกันว่าพระเจ้าองค์ตื้อศักดิ์สิทธิ์นัก คนที่ต้องการสอบเลื่อนยศปลดย้ายหากมาบนบานศาลกล่าวแล้วมักได้ผลตามประสงค์ หรือคนเจ็บไข้ได้ป่วยถ้าได้มาบนบานไหว้ก็จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

 

            นอกจากรูปสลักพระเจ้าองค์ตื้อแล้ว บนภูพระยังมีถ้ำพญานาคและสระแม่แอกไต้อยู่ด้วย มีเรื่องเล่าต่อกันมาหลายรูปแบบ เช่น ว่าก่อนที่จะรู้ว่ามีถ้ำอยู่นั้นมีพวกหมอลำทรงและคนที่มาบวงสรวงพระเจ้าองค์ตื้อเห็นมีแมลงหมาไนเป็นแสงเรืองรองสีมรกตเท่าหัวเทียนไฟฉายเป็นกลุ่มใหญ่ สงสัยกันว่าจะเป็นหมายบอกเหตุอะไรสักอย่าง จึงได้ขุดตามทางแมลงหมาไนนำทาง เลยพบว่าพื้นดินข้างล่างเป็นถ้ำที่มีทางเดินทะลุไปหลายร้อยเมตรถึงระแม่แอกไต้ บางตำนานมีรายละเอียดต่อไปอีกว่าแม่แอกไต้เป็นลูกของขุนเจืองกับพญานาคที่ชื่อแม่หมอฮู แต่บางเรื่องเล่ากลับบอกว่าแม่แอกไต้เป็นลูกของพ่อพญานาคก็มี

 

            พ่อใหญ่วัย ๗๐ ปี คนบ้านช่อระกาที่มาในวันนี้ขยายความว่า บนภูระนี้นอกจากจะมีรูปสลักพระเจ้าองค์ตื้อเป็นประธานแล้วยังมีรูปสลักพระอีก ๗ องค์ ที่พ่อใหญ่จำได้ก็มีอาจารย์ (พิ)รุณ อาจารย์กระจาย เณรสี  เณรมีและอีกหลายๆ เณร ส่วนหมอลำทรงกลุ่มใหญ่ที่เห็นในวันนี้ก็มีกลุ่มบ้านห้วยหวัง บ้านห้วยบง อำเภอคอนสวรรค์ ซึ่งคณะหนึ่งๆ มีราว ๕๐ คน แต่ละคณะจะมีลูกศิษย์หมอแคนที่เรียกว่า”หมอผี”มาด้วย และแต่ละคนที่มาก็จะเตรียมบายศรีมาบูชาพระเจ้าองค์ตื้อ ตามที่ถือปฏิบัติกันต่อๆ มาว่า หมอลำทรงจะต้องมาไหว้และค้างคืนที่ภูพระ ๔ ครั้งในรอบปี คือ ขึ้น ๑-๒ ค่ำ เดือน ๓ ขึ้น ๑๓-๑๕ ค่ำ เดือน ๕ เข้าพรรษาและออกพรรษา โดยถือว่างานนมัสการพระเจ้าองค์ตื้อที่ใหญ่ที่สุดคืองานเดือน ๕

 

 

            วันนี้คณะลำทรงที่ทยอยกันมาตั้งแต่เช้าต่างกราบไหว้ถวายบายศรีและรำฟ้อนอยู่หน้าพระเจ้าองค์ตื้อ ปากถ้ำพญานาค และสระแม่แอกไต้ เฉพาะสระแม่แอกไต้นั้นดูจะมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะมีการเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ไหว้ครูเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเสียงแคนจะดังขึ้นพร้อมๆ กันการขึ้นทรงด้วยการลุกขึ้นฟ้อนรำเช่นเดียวกับการทำพิธีหน้าพระเจ้าองค์ตื้อและปากถ้าพญานาคแล้ว ก็จะชักชวนกันลงไปเล่นน้ำในอากัปกิริยาของปลา(หรือพญานาคด้วยความสนุกสนาน จนความมืดมิดเข้าครอบคลุมภูพระคณะลำทรงทั้งหมดจึงได้กลับมารวมกับคณะอื่นๆ ที่ศาลาการเปรียญ

 

            ดึกมากแล้ว แต่เสียงแคนจากหมอม้าต่างคณะยังคงประชันกันอย่างไม่มีเว้นวรรค หมอลำทรงคณะต่างๆ หลายร้อยชีวิตยังสลับกันร้องและรำอย่างต่อเนื่อง  เมื่อคนทั้งหมดมารวมกันอยู่ใต้ถุนศาลาการเปรียญท่ามกลางเสบียงที่เตรียมกันมา ทั้งกระติบข้าวเหนียว ผักสด ปลาย่าง หน่อไม้ต้ม ตะกร้าหมาก เครื่องใช้ในพิธี กระเป๋าเสื้อผ้าและเครื่องนอน ฯลฯ ทำให้ดูแออัด มองผ่านสายตาคนเมืองแล้วช่างละม้ายม็อบหน้าทำเนียบที่ย้ายครัวมาปักหลักกันอยู่ แต่ที่ต่างกันไกลก็คือ วันเข้าพรรษาภูพระแห่งนี้เป็นช่วงเวลาของความศรัทธา ความสุข ความรื่นเริง ฯลฯ ที่มีรอยยิ้มและเสียงทักทายแลกเปลี่ยนข่างสารกันตลอดเวลา ตลอดค่ำคืนนี้จะพูดจาถามไถ่ก็ต้องตะโกนคุยกันทั้งคนถามและคนตอบ จนดูเหมือนว่าไม่ใช่จังหวะและเวลาของการซักถามตามความอยากรู้อยากเห็นของคนนอกวัฒนธรรม

 

            ถึงแม้ความตั้งใจเบื้องหลังที่แอบแฝงมาตั้งแต่ออกจากกรุงคือหวังจะได้รู้จักและพูดคุยกับหมอลำทรงถึงเรื่องราวของการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแต่ในโอกาสและเวลาเช่นนี้ การได้เฝ้าสังเกตการประกอบพิธีกรรมตลอดวันตลอดคืนต้องรวมความเชื่อและศรัทธาในสิ่งเดียวกันของผู้คนหลายร้อยดูจะมีเรื่องให้น่าสนใจมากกว่า

 

            เมื่อขอบฟ้าฝากตะวันออกเริ่มไขแสงแรกแห่งวันอีกครา คณะลำทรงต่างทยอยลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา เพื่อเตรียมตัวไปทำพิธีบูชาพระเจ้าองค์ตื้ออีกครั้ง ก่อนจะแยกย้ายกันลงจากภูพระในตอนสาย หมอลำทรงคณะหนึ่งที่คุ้นเคยกับบางคนในกลุ่มพวกเรามาก่อนชวนให้ไปคุยกันต่อที่บ้านในอำเภอคอนสวรรค์

 

            เพราะคุ้นเคยกับคนนอกที่แวะเวียนมาถามไถ่เรื่องราวของหมอลำทรงหรือหมอลำผีฟ้าสารพัดรูปแบบ วันนี้หมอลำทรงแห่งบ้านคอนสวรรค์จึงต้อนรับพวกเราด้วยคำอธิบายเพื่อให้เห็นถึงความหมายแห่งความเชื่อ ศรัทธา และการบูชา

 

 

 

 

 

บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๓๑ (ก.ค.-ส.ค.๒๕๔๔)