ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี : การขับเคลื่อนภาคประชาชนคนปราณบุรี
บทความโดย วันใหม่ นิยม
เข้าชม 1081 ครั้ง
ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี :
การขับเคลื่อนภาคประชาชนคนปราณบุรี
![]() |
การประชุมประชาคมคนปราณบุรีว่าด้วยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ ณ วัดปากคลองปราณ ตำบลปากคลองปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก –ประไพ วิริยะพันธุ์ มีโอกาสได้ร่วมกระบวนการเรียนรู้ภูมิวัฒนธรรมปราณบุรีกับกลุ่มคนปราณบุรี พบว่าระบบนิเวศอันเป็นพื้นฐานสำคัญของภูมิวัฒนธรรมคนปราณที่สั่งสมมาหลายชั่วคน คือป่าชายเลนเพราะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ มีความหมายต่ออาชีพประมงของคนปราณอย่างยิ่ง และยังเป็นแนวกันการกัดเซาชายฝั่ง รวมทั้งช่วยให้แผ่นดินงอก เป็นแหล่งไม้ใช้สอยและเป็นแหล่งอากาศบริสุทธิ์ของท้องถิ่น
แต่ป่าชายเลนที่ปรากฏในท้องถิ่นปราณบุรีปัจจุบันส่วนหนึ่งไม่ใช่ป่าชายเลนธรรมชาติ หากเป็นป่าชายเลนที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ด้วยพลังของท้องถิ่นร่วมกับการสนับสนุนจากภายนอกที่เข้าใจท้องถิ่น หลังจากที่ทางราชการได้เคยนำพื้นที่ป่าชายเลนธรรมชาติผืนนี้ไปทำสัมปทานนากุ้งนานถึง ๑๕ ปี
ช่วงระหว่างปี ๒๕๒๔ จนถึง ๒๕๓๙ กระแสการทำนากุ้งกำลังโลดแล่นในสังคมธุรกิจไทย เกิดการเปิดป่าชายเลนให้สัมปทานแก่กลุ่มธุรกิจนากุ้ง รวมทั้งในพื้นที่ป่าชายเลนในตำบลปากคลองปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๘๔๘ ไร่ นอกเขตวนอุทยานแห่งชาติปราณบุรี ดังนั้น พื้นที่ป่าชายเลนปราณบุรีจึงได้หายไปอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งถามว่า “ป่าชายเลนของฉันหายไปไหน?” ดังนั้นทางกรมป่าไม้จึงได้สนองพระราชปรารภโดยได้ยกเลิกสัมปทานนากุ้ง ทางบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามารับช่วงในการดำเนินงานฟื้นฟูป่าชายเลน ร่วมกับท้องถิ่นอย่างจริงจัง
ในการฟื้นฟูป่านี้จะต้องฟื้นฟูสภาพพื้นที่นากุ้งร้าง ๘๔๘ ไร่นี้ ทั้งชาวปราณบุรีและเจ้าหน้าที่ปตท. ได้ร่วมกันเรียนรู้ ทำความเข้าใจและลองผิดลองถูกในการปลูกป่า หากพบว่ามีความไม่เข้าใจหรือไม่สามารถแก้ปัญหาในจุดใดก็จะไปหานักวิชาการสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้ชักจูงบุคคลหรือองค์กรที่มีความรู้เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานพัฒนานี้ รวมทั้งลงมือลงแรงชำระล้างหน้าดินนากุ้งร้างให้สามารถปลูกต้นไม้ได้ การปรับพื้นที่เพื่อถ่ายเทน้ำทะเล การปลูกไม้ป่าชายเลน และยังได้ร่วมกันศึกษาวิถีชีวิตคนในท้องถิ่นและวางแผนร่วมที่จะใช้ทรัพยากรป่าชายเลนโดยที่ไม่ให้ป่าชายเลนถูกทำลายมากเกินไป โดยที่คนในท้องถิ่นยังสามารถรักษาภูมิวัฒนธรรมของตนเอาไว้ได้ ดังปรากฏในงานวิจัยเรื่อง “ป่าชายเลนปราณบุรี” ว่ามีจำนวนคนปราณ ๔๑ ครัวเรือน จาก ๙๙ ครัวเรือนที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมปลูกป่าครั้งใหม่นี้ จนกระทั่งในปี ๒๕๔๕ จึงปลูกป่าสำเร็จ แล้วทำพิธีถวายป่าแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยที่พระองค์เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงรับถวายป่าชายเลนในปีนั้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนท้องถิ่นได้ใช้ป่าชายเลนต่อไป
นอกจากวัฒนธรรมในการทำมาหากินแล้ว การฟื้นป่าครั้งนี้ยังนำไปสู่การเรียนรู้จิตสำนึกเสียสละแรงปลูกป่าให้ลูกหลาน หรือจิตสำนึก “การให้” ชาวบ้านที่ได้ร่วมปลูกป่าได้พูดไว้ว่า การปลูกป่าพวกเขาเหมือนได้ทำบุญและได้คลายความเห็นแก่ตัวลง เพราะการปลูกป่าครั้งนี้มิใช่เพื่อให้ตนได้ตัดไม้ในอนาคตแต่เป็นไปเพื่อให้ลูกหลานมีป่าชายเลนคู่วิถีชีวิตอย่างยั่งยืน
ชาวบ้านคนอื่นๆ ได้กล่าวว่า การที่ป่าได้ฟื้นกลับมานี้ได้ทำให้ชาวบ้านกลับมามีแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง รวมทั้งคนที่ไม่มีรายได้ประจำก็สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี รวมทั้งถ้าจะให้พวกเขาเลือกระหว่างป่ากับนากุ้ง พวกเขาเลือกป่า เพราะแม้ป่าจะไม่ทำให้พวกเขามีรายได้รวดเร็ว แต่ป่าได้สร้างความมั่นคงทางอาหารไปในระยะยาว ผิดกับนากุ้งแม้จะได้เงินมาเร็ว แต่ก็เสี่ยงกับการขาดทุนหรือหนี้สินเช่นกัน
กระบวนการปลูกฝังทางวัฒนธรรมให้กับเยาวชนในท้องถิ่นเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เช่น การพาเด็กนักเรียนไปศึกษาและทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเรียนรู้ต่างๆ ครูอาจารย์ประจำโรงเรียนในท้องถิ่นได้กล่าวว่า ในป่าชายเลนหนึ่งแห่งสามารถบูรณาการกับการเรียนวิชาต่างๆ ได้ ทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาสารสนเทศ การเรียนรู้จากคนท้องถิ่น ฯลฯ ขณะกลุ่มนักเรียนสะท้อนความคิดว่า การฟื้นป่านี้ได้ทำให้พวกเขาได้พื้นที่ที่แลดูสดชื่นพร้อมกับอากาศบริสุทธิ์และได้แหล่งอาหารที่คนท้องถิ่นสามารถเข้าไปใช้ได้ไม่มีผู้ใดหวงห้าม ต่างจากนากุ้งที่มีคนเฝ้า
ต่อมาท้องถิ่นปราณและปตท.ได้ร่วมกันเปิดศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนในบริเวณป่า เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับจัดทำนิทรรศการถาวรว่าด้วยระบบนิเวศป่าชายเลนและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับป่า เป็นที่สำหรับเข้าไปศึกษาในพื้นที่ป่าและเป็นที่สำหรับอบรมหรือประชุมสัมมนา ทั้งผู้ใหญ่และเด็กสามารถเข้าร่วมเรียนรู้จากป่าชายเลนได้ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี ๒๕๔๗ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อแก่ศูนย์แห่งนี้ว่า “ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”
ทั้งหมดนี้คือกระบวนการทำงานและเรียนรู้ร่วมกันของสังคมท้องถิ่น ในการฟื้นฟูทรัพยากรในท้องถิ่น โดยอาศัยความเข้าใจในภูมิวัฒนธรรมที่สั่งสมมาแต่ในอดีตเป็นพื้นฐาน ในขณะที่ทุนจากภายนอกเช่น ปตท. รวมทั้งองค์กรพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาสนับสนุนท้องถิ่นด้วยการแสวงหาความรู้ วิธีการ เครื่องมือ และเงินทุน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้มากกว่าท้องถิ่นและได้เรียนรู้ร่วมกับท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม
จึงนับว่าเป็นบทบาทอันเหมาะสมยิ่งและนับเป็นเรื่องที่ไม่อาจพบได้ทั่วไปในสังคมไทยที่ทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะร่วมเรียนรู้และพัฒนากับท้องถิ่น ที่สำคัญด้วยบารมีแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่จุดประกายเรื่องการรักษาป่าเพื่อวิถีชีวิตแบบพอเพียงในท้องถิ่น
จากจดหมายข่าว ฉ.๘๒ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)
อ้างอิง
ณิฏฐารัตน์ ปภาวสิทธิ์ และคณะ (บรรณาธิการ) “พลิกป่าฟื้นสู่ศูนย์ฯสิรินาถราชินี” และ.“ป่าชายเลนปราณบุรี...การเกื้อกูลสรรชีวิตชายฝั่ง” บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐
ขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.tatcontactcenter.com/photo_details.php?txtNo=TmpRPQ==&pageP=&page=TWc9PQ==