“ความสำคัญของยุคเหล็กในประเทศไทย” ตอนที่ ๑
บทความ       ขนาด   

“ความสำคัญของยุคเหล็กในประเทศไทย” ตอนที่ ๑

บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม

เข้าชม 6485 ครั้ง

 

“ความสำคัญของยุคเหล็กในประเทศไทย”

ตอนที่ ๑. ภูมิหลังการศึกษาทางโบราณคดีในประเทศไทยที่นำไปสู่ความเข้าใจในพัฒนาการของยุคเหล็ก

(จากงานวิจัยในโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. พ.ศ.๒๕๔๐)

 

“ยุคเหล็ก” คือยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่เป็นจุดเริ่มเข้าสู่พัฒนาการเป็นรัฐแรกเริ่มในดินแดนประเทศไทยและมีการติดต่อกับบ้านเมืองโพ้นทะเลทั้งทางตะวันออกและตะวันตกตั้งแต่ช่วงเวลา ๕๐๐ BC.ลงมา ถือว่าเป็นยุคก่อนประวัติศาสตรที่ร่วมสมัยกับช่วงต้นพุทธกาล ซึ่งทำให้เห็นถึงความสำคัญของดินแดนแถบนี้ที่ถูกเรียกว่า “สุวรรณภูมิ” ที่มีพื้นฐานคือการเป็นผู้ผลิตเครื่องมือเหล็กที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบุกเบิกพื้นที่ในการทำเกษตรกรรม จนสามารถผลักดันให้เกิดบ้านเมืองและสังคมที่ซับซ้อนขึ้นในเวลาต่อมา

 

๑. ภูมิหลังการศึกษาทางโบราณคดีในประเทศไทยที่นำไปสู่ความเข้าใจในพัฒนาการของยุคเหล็ก

ศรีศักร วัลลิโภดม

 

-๑-

การศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดีในประเทศไทยนั้น มีพัฒนาการมาแล้วอย่างน้อย ๓ ยุคสมัย ตามเนื้อหาและวิธีการ  คือ 

๑. ยุคสมัยที่เน้นการศึกษาจากรูปแบบศิลปะของโบราณสถานวัตถุ 

๒. ยุคสมัยที่ศึกษาผ่านการขุดค้นทางโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์

๓. ยุคสมัยของการสำรวจและขุดค้นชุมชนโบราณ 

 

สมัยแรกมีความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ อันเนื่องมาจากความต้องการที่จะสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติขึ้น เห็นได้จากการประชุมนักปราชญ์ราชบัณทิตรวบรวมเอกสารโบราณ เช่น ตำนานและจารึกมาเขียนพงศาวดารขึ้น มีการค้นพบแหล่งโบราณสถานตามเมืองสำคัญที่สามารถอ้างอิงถึงความเก่าแก่และความรุ่งเรืองของชาติได้ เช่น พระปฐมเจดีย์ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ร่องรอยของศาสนสถานและศิลปกรรมครั้งกรุงสุโขทัย เป็นต้น 

 

สิ่งเหล่านี้ได้มีการสานต่ออย่างมากมาย จนเกิดองค์กรและหน่วยราชการทางด้านพิพิธภัณฑ์และการค้นคว้าทางโบราณคดีขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา ซึ่งในยุคนี้ได้มีการรับเอาแนวคิด วิธีการสอบค้น และการเขียนประวัติศาสตร์จากพวก “นักปราชญ์ฝรั่งเศส” เป็นสำคัญ

 

สิ่งที่โดดเด่นก็คือ การใช้รูปแบบทางศิลปกรรมของบรรดาโบราณสถานวัตถุที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากำหนดอายุและประเมินความหมายความสำคัญ

 

บรรดาโบราณสถานวัตถุเหล่านั้น เกือบทั้งหมดเป็นของเรื่องในศาสนาและปราสาทราชวัง เลยทำให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบความเชื่อ การเมือง การปกครองของรัฐ และอาณาจักร ที่พัฒนาขึ้นแต่สมัยที่ได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียและจีน ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงราว ๑,๗๐๐ ปีมาแล้วเป็นอย่างมาก

 

ผลของการค้นคว้าและศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีในสมัยแรกที่กล่าวมานี้ ทำให้เกิดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ หรืออีกนัยหนึ่ง “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เกี่ยวกับพัฒนาการของวัตถุและอาณาจักรที่มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ลงมา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในพุทธศตวรรษ ๑๙-๒๐

 

โดยแบ่งประชาชนในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นเป็น ๒ กลุ่มเชื้อชาติใหญ่ ๆ  คือ “พวกมอญ-เขมร” กลุ่มหนึ่งและกลุ่มที่เป็น “คนไทย” อีกกลุ่มหนึ่ง

 

ตามรูปแบบของศิลปกรรมและภาษาที่พบในศิลาจารึก “กลุ่มมอญ-เขมร” เป็นผู้ที่ปกครองดินแดนประเทศไทยมาก่อน รัฐแรกที่เป็นใหญ่ในดินแดนประเทศไทย คือ ทวารวดีมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนครปฐม (โดยอาศัยพระปฐมเจดีย์และบรรดาโบราณวัตถุที่มีขนาดใหญ่ หลากหลายและสวยงามเป็นสิ่งกำหนด)ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพวกมอญ ได้แพร่อิทธิพลทั้งด้านวัฒนธรรมและการเมืองไปทั้งภาคกลางและภาคอีสาน รวมทั้งบางส่วนของภาคเหนือและภาคใต้ด้วย                    

                                                

“อาณาจักรทวารวดี” พัฒนาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ แต่พอพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ลงมาก็มีคู่แข่งคือ “อาณาจักรศรีวิชัย” ทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นอาณาจักรที่มีอิทธิพลทั้งบนคาบสมุทรมลายู หมู่เกาะสุมาตรา และชวาในประเทศอินโดนีเซีย

 

ศูนย์กลางของอาณาจักรนี้ยังเป็นที่ถกเถียงและยื้อแย่งกันอยู่จนทุกวันนี้ ระหว่าง “เมืองไชยา” ที่อ่าวบ้านดอนในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีของประเทศไทย กับ “เมืองปาเล็มบัง” ในเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ความแตกต่างกันระหว่างทวารวดีและศรีวิชัยในเรื่องเชื้อชาติก็คือ ทวารวดีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มอญ-เขมร แต่ศรีวิชัยน่าจะเป็นพวกมลาโย-โพลีนีเซียน เหตุที่ใช้คำว่า“น่าจะ”ก็เพราะกลุ่มชนในหมู่เกาะเป็นพวกมาเลย์แน่ แต่บนคาบสมุทร เช่น ที่ไชยานั้น นักปราชญ์ที่สร้างประวัติศาสตร์ในสมัยนี้ไม่กล่าวถึง หากใช้คำว่าพวกศรีวิชัยไปอย่างกว้าง ๆ โดยเน้นที่รูปแบบทางศิลปกรรมที่มีลักษณะแตกต่างไปจากแบบทวารวดีเป็นสำคัญ

 

แต่สิ่งที่เห็นว่าศรีวิชัยแตกต่างไปจากทวารวดีที่ชัดเจนก็คือ "ลัทธิศาสนา"ศรีวิชัยเน้นพุทธศาสนานิกายมหายานและศาสนาฮินดู ในขณะที่ทวารวดีเน้นพุทธศาสนานิกายหินยานหรือเถรวาทและจากความแตกต่างในลัทธิศาสนานี้เอง ที่แลเห็นความสัมพันธ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมระหว่างศรีวิชัยและทวารวดี นั่นก็คือ มีการแพร่หลายของโบราณวัตถุที่เป็นศิลปกรรมแบบศรีวิชัยมายังภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ

 

สิ่งที่โดดเด่นของศิลปวัตถุดังกล่าวนี้ก็คือ “เทวรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” และ “นางปรัชญาปารมิตา” จากการแพร่หลายทางศิลปกรรมในพุทธศาสนานิกายมหายานที่เรียกว่าแบบศรีวิชัยนี้ ทำให้มีการตีความไปถึงการแพร่อำนาจทางการเมืองของศรีวิชัยมาครอบงำทวารวดีจึงเป็นเหตุให้มีการกำหนดสมัยเวลาทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองเป็นสมัยศรีวิชัยต่อจากสมัยทวารวดี               

                                

พอประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางศิลปกรรมเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการแพร่หลายของศิลปะขอมทั้งสมัยก่อนเมืองพระนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย รูปแบบศิลปกรรมดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่เป็นของในลัทธิศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน และเมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับลักษณะอักษรและภาษาในศิลาจารึกที่เป็นภาษาขอมหรือเขมรแล้ว ก็ทำให้มีการตีความไปว่า ทั้งภาคกลางและภาคอีสานถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชาของพวกขอมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนครในประเทศกัมพูชา

 

อาณาจักรทวารวดีของพวกมอญก็มีอันสิ้นสุดไป พวกขอมจากเมืองพระนครเข้ามามีอำนาจแทนและตั้งเมืองละโว้หรือลพบุรีเป็นศูนย์กลางการปกครองในดินแดนภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งก็เห็นได้จากการที่เมืองนี้มีแหล่งโบราณสถานวัตถุที่เป็นศิลปะแบบขอมมากมาย รวมทั้งศิลาจารึกที่เป็นภาษาขอมด้วย บรรดาศิลปะแบบขอมที่พบในดินแดนประเทศไทยจึงเรียกว่าศิลปะสมัยลพบุรี ตามเมืองลพบุรีที่เป็นศูนย์กลางการปกครองไป

 

โดยจากหลักฐานดังกล่าวทำให้เชื่อกันว่า สมัยลพบุรีคือสมัยที่ดินแดนประเทศไทยทั้งภาคกลางและภาคอีสานเป็นเมืองขึ้นพวกขอมในประเทศกัมพูชา และอำนาจของพวกขอมก็ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ก็ได้เสื่อมลงอันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายของชนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาจากทางเหนือของประเทศไทย คือ ชนชาติไทย ที่เคยเป็นใหญ่อยู่ในแคว้นน่านเจ้า มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน ชนกลุ่มนี้ได้เข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองในลุ่มแม่น้ำโขงทางภาคเหนือของประเทศไทยก่อน เกิดเมืองสำคัญขึ้นที่เมืองเชียงแสน แล้วต่อมาก็มีการเคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มน้ำปิง ยม น่าน ตอนล่างที่อยู่ในเขตจังหวัดตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก บริเวณนี้มีเมืองสำคัญของพวกขอมอยู่ก่อนแล้ว คือ เมืองเชลียงและเมืองสุโขทัย คนไทยที่เคลื่อนย้ายลงมาต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพวกขอมก่อน ต่อมามีกำลังกล้าแข็งขึ้นในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ก็สามารถขับไล่ขอมจากเมืองสุโขทัยและเชลียงไปได้

 

และผู้นำของคนไทย คือ “พ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางหาว” ก็สถาปนาเมืองสุโขทัยขึ้นเป็นเมืองหลวงของชนชาติไทย ในรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงสุโขทัยมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือดินแดนประเทศไทยทั้งหมด โดยเห็นได้จากรูปแบบทางศิลปะของบรรดาโบราณสถานวัตถุที่เปลี่ยนมาเป็นของในพุทธศาสนาเถรวาท และมีลักษณะเป็นแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากศิลปะขอมในสมัยลพบุรี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสมัยลพบุรีมาเป็นสมัยเชียงแสน-สุโขทัย ที่เป็นศิลปะของชนชาติไทย

 

ควบคู่ไปกับศิลปกรรมเหล่านี้ก็คือ การพบจารึกที่เป็นอักษรไทยและภาษาไทยที่กล่าวถึงผู้นำไทยที่เป็นกษัตริย์ เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเมืองและกิจกรรมทางพุทธศาสนา เกิดชุมชนทั้งในระดับบ้านและเมืองที่มีวัดทางพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางขึ้นอย่างแพร่หลาย นับเป็นการเริ่มต้นของสมัยประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง แต่นั้นมาการกระจายตัวของคนไทยก็แพร่ไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ คนไทยทางภาคกลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีอำนาจเหนือเมืองละโว้หรือลพบุรี และสร้างเมืองสำคัญของรัฐหรืออาณาจักรไทยขึ้นที่อยุธยาและสุพรรณบุรี โดยมีพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลงมา

 

1. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

2. พระปฐมเจดีย์ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาที่เข้ามาสู่สุวรรณภูมิแห่งแรก

3. ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงฯ

4. เจดีย์แบบทวารวดีที่เมืองอู่ทอง 

 

 

-๒-

ตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การสร้างประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองจากเนื้อหาและรูปแบบทางศิลปะของโบราณสถานวัตถุนี้ใช้รูปแบบทางศิลปกรรมที่มีพื้นฐานมาจากอารยธรรมอินเดียนั้น ทำให้แลเห็นพัฒนาการของบ้านเมืองที่ผูกพันกับการติดต่อจากภายนอกเป็นสำคัญ ไม่อาจทราบได้ว่าก่อนหน้าจะมีการติดต่อกับภายนอกนั้นมีพื้นเพมาอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมีพัฒนาการแรกเริ่มจากภายในอย่างไร เพราะไม่มีหลักฐานข้อมูลที่มีรูปแบบทางศิลปกรรมมากำหนดอายุและศึกษาตีความให้เป็นเรื่องราวที่หนักแน่นได้              

           

อย่างไรก็ตาม ก็มีความพยายามที่จะแสวงหาความเข้าใจถึงความเป็นมาของผู้คนและบ้านเมืองด้วยหลักฐานด้านอื่น ๆ ที่มีอยู่เพื่อเชื่อมโยงกับพัฒนาการของบ้านเมืองและรัฐ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ในลักษณะที่เป็นภาพรวมทั้งภูมิภาคอีก ๒ ระยะเวลา คือ “ยุคก่อนประวัติศาสตร์” และ “ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์”

 

ยุคแรกอาศัยรูปแบบของ “เครื่องมือหิน” ที่บรรดานักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ศึกษาไว้มาอธิบายเพื่อให้แลเห็นคนในสมัยหินเก่าและหินใหม่ที่สามารถนำไปเทียบเคียงกับรูปร่างลักษณะของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ในปัจจุบัน ที่สืบสายมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเชื่อว่าคนในยุคหินเก่านั้นอยู่ในภูมิภาคนี้มาแต่เดิม ในขณะที่คนในยุคหินใหม่ มีอย่างน้อย ๒ พวกใหญ่ ๆ คือ พวกที่ใช้เครื่องมือหินขัด ”ชนิดไม่มีบ่า” และ ”ชนิดมีบ่า” ทำให้มีการตีความไปหลายอย่างเกี่ยวกับคนก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นเจ้าของเครื่องมือหินขัดทั้ง ๒ แบบนี้ บ้างก็ว่าพวกที่เป็นเจ้าของเครื่องมือหินชนิดไม่มีบ่านั้นอยู่ตามเขตชายทะเลและตามหมู่เกาะ ในขณะที่พวกที่เป็นเจ้าของเครื่องมือแบบมีบ่าเป็นพวกที่อยู่ภายในและพบมากในพื้นแผ่นดินใหญ่เอเชียอาคเนย์                                     

 

ต่อจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็เข้าสู่ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่อาศัยหลักฐานทางเอกสารโบราณจากภายนอก เช่น จากอินเดีย กรีก โรมัน อาหรับ และจีน ที่มีการจดบันทึกไว้แต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๙ ลงมา อันเป็นสมัยที่มีบ้านเมืองเกิดขึ้นแล้ว

 

ดังเช่น คัมภีร์ที่เกี่ยวกับชาดกทางพุทธศาสนาของอินเดีย เรียกภูมิภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า “สุวรรณภูมิ”เป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่งที่พ่อค้าของอินเดียนิยมที่จะเดินทางมาค้าขายซึ่งบรรดาพ่อค้านักเดินทางชาติอื่น เช่น กรีกและโรมันก็เรียกดินแดนดังกล่าวนี้ว่า “โกลเด้น เคอร์ซันนีส” [Golden Chersonese] ที่แปลว่า “แหลมทอง” และเรียกเมืองท่าสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งว่า “ตักโกลา”

 

ในขณะที่ชาวจีนประมาณสมัยราชวงศ์ถังได้บันทึกเรื่องราวของบ้านเมืองโบราณตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๘ ลงมา ได้อย่างเห็นภาพพจน์ว่า มีแว่นแคว้นใหญ่น้อยมากมาย ที่กระจายกันอยู่ตามชายทะเล บ้านเมืองเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียทั้งสิ้น มีการนับถือศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา มีระบบกษัตริย์และประเพณีพิธีกรรมที่ได้รับอิทธิพลอินเดีย แต่ที่สำคัญบันทึกของชาวจีนได้กล่าวถึงแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งที่เรียกว่า “ฟูนัน” มีอำนาจทางการเมืองแผ่ไปครอบงำบรรดาแคว้นเล็กน้อยอื่นๆ ที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล เป็นแคว้นที่มีการติดต่อกับอินเดียและส่งทูตไปสัมพันธไมตรีกับจีน

 

เรื่องราวของแคว้นฟูนันมีตำนานความเป็นมาที่นักปราชญ์ชาวตะวันตกที่เขียนประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์โบราณ โดยเฉพาะ “ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์” นำไปตีความ คือตำนานเรื่อง “พราหมณ์โกญทัญญะกับนางนาคีโสมมะ”  ที่มีเนื้อหากล่าวว่า โกญทัญญะเป็นพราหมณ์มาจากอินเดีย เดินทางมาที่ฟูนันทางเรือ ได้รบพุ่งลองกำลังกับนางนาคีโสมะผู้เป็นหัวหน้าของคนพื้นเมือง โกญทัญญะเป็นฝ่ายชนะแล้วได้แต่งงานกับนางนาคีโสมะขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นฟูนัน

 

ตำนานเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนอินเดียเป็นผู้เจริญกว่า ได้เข้ามาปราบปรามคนพื้นเมืองและตั้งตัวเป็นใหญ่ แล้วนำอารยธรรมอินเดียเข้ามาสร้างให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่คนพื้นเมือง “โดยกระบวนการเช่นนี้จึงมีลักษณะเหมือนกับการสร้างอาณานิคมของชาวอินเดียขึ้นในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

ความคิดในเรื่องการขยายอาณานิคมของอินเดียมายังภูมิภาคที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” นี้ ได้รับการขานรับจากบรรดานักปราชญ์และนักวิชาการในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ซึ่งก็มีผลทำให้มีคนเชื่อว่า ความเจริญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นจากคนอินเดียนำเข้ามาสร้างผู้คนในท้องถิ่นซึ่้งเป็นพวกที่ยังป่าเถื่อนและโง่เง่า ไม่มีความคิดริเริ่ม จึงทำให้มีการขนานนามของภูมิภาคนี้ว่าเป็น “หมู่เกาะอินเดียตะวันออก” บ้าง “ปริมณฑลของอินเดีย [Greater India]” บ้าง และที่สำคัญพื้นแผ่นดินใหญ่ก็คือ “อินโดจีน” เพราะเชื่อว่าความเจริญเกิดขึ้นจากคนอินเดียและคนจีนสร้างสรรค์ขึ้นมาให้

 

จากหลักฐานเรื่องราวที่ได้จากเอกสารโบราณดังกล่าวมานี้ ทำให้เกิดการค้นคว้าตำแหน่งของเมืองสำคัญของแคว้นต่าง ๆ ที่ปรากฏในเอกสารของชาวอินเดีย กรีก โรมัน จีน และอาหรับที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ลงมา โดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โบราณสถานวัตถุที่สัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดียและโบราณวัตถุที่เป็นสินค้าจากบ้านนั้นเมืองนี้มาสนับสนุน ผลการค้นคว้าได้กำหนดตำแหน่งเมืองสำคัญขึ้นหลายแห่งว่าอยู่ที่นั้น ที่นี่ แต่ความแน่นอนยังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมาจนทุกวันนี้

 

จุดอ่อนในเรื่องนี้ก็คือ สภาพและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ในเอกสารโบราณนั้นยังเป็นเรื่องยากที่นำมาเทียบเคียงกับสภาพภูมิประเทศและภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการจดบันทึกที่มีความคลาดเคลื่อนประการหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของธรรมชาติและมนุษย์โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลและแม่น้ำลำคลอง แต่ที่สำคัญก็คือการใช้แหล่งศาสนสถานและโบราณวัตถุเป็นหลักในการกำหนด ทั้ง ๆ ที่ในหลายแห่งทีเดียวที่แหล่งที่เป็นศาสนสถานอยู่นอกบริเวณเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นเมืองแต่อย่างใด

 

ดังเช่น “เมืองนครปฐมโบราณ” ที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองสำคัญของแคว้นทวารวดีนั้นอยู่ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์ เป็นเหตุให้มีการฟื้นฟูบริเวณนี้เป็นเมืองนครปฐมกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา จนกระทั่งเมื่อข้าพเจ้าศึกษาภาพถ่ายทางอากาศจากกรมแผนที่ทหารจากภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ จึงพบว่าตำแหน่งเมืองโบราณที่แท้จริงอยู่ห่างพระปฐมเจดีย์มาทางตะวันออกเกือบ ๒ กิโลเมตร คือบริเวณที่มี “วัดพระประโทน” เป็นศูนย์กลาง เหตุที่รู้ว่าเป็นเมืองเพราะพบร่องรอยคูน้ำที่เป็นคูเมืองตลอดจนผังเมืองอย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าในเรื่องตำแหน่งและเมืองสำคัญของแคว้นฟูนันก็ดูเหมือนจะก้าวหน้ากว่าที่อื่น เพราะพบร่องรอยของเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่ “ออกแอว” ใกล้ปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการจัดผังเมืองค่อนข้างเป็นระเบียบ แลเห็นแนวคูเมืองและลำคลองที่เนื่องในการชลประทานและการคมนาคม แต่ที่สำคัญได้มีการขุดค้นทางโบราณคดี และพบโบราณวัตถุที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าขาย [Trade items] เช่น ลูกปัด ตราประทับ และเหรียญเงิน ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งของที่มาจากภายนอกหรือไม่ก็เหมือนกันกับที่พบตามแหล่งชุมชนชายทะเลที่เป็นสถานที่การค้าร่วมสมัยในที่อื่น ๆ แต่ที่สำคัญก็คือ การพบซากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีรูปแบบทางศิลปกรรมซึ่งได้รับอิทธิพลศาสนาและศิลปะของอินเดีย ที่ถือกันว่าเป็นสิ่งของที่มีขึ้นในระยะแรก ๆ ของบ้านเมืองในภูมิภาคนี้ ทำให้มีการศึกษาเปรียบเทียบและเชื่อมโยงกับบรรดาแหล่งโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ [Riverine areas] ที่ห่างทะเลเข้ามาภายใน เช่นที่ “บาพนม” แล้วต่อขึ้นไปถึง “สมโบร์ไพรกุก”

 

อันเป็นที่ตั้งเมืองสำคัญของรัฐเจนละที่พัฒนาขึ้นภายหลังที่ฟูนันเสื่อมอำนาจลงไป เมื่อประมวลกันเข้าแล้วระหว่างหลักฐานทางด้านเอกสารที่เป็นของมาจากภายนอกกับรูปแบบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เป็นของสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีอันเป็นหลักฐานจากภายใน ทำให้มีการตีความไปในทำนองที่ว่า

 

“ฟูนัน” คือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการของบ้านเมืองและรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอายุเริ่มแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๓ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ลงมา เป็นรัฐที่มีอิทธิพล ได้แผ่อำนาจทางทะเล ปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยร่วมสมัยไว้ในอำนาจ มีการค้าขายทางทะเลกับทางตะวันตก คือ อินเดีย โรมัน เป็นต้น และกับทางตะวันออก คือ ขอม ญวน และจีน เมื่อฟูนันเสื่อมลงก็เกิดรัฐใหญ่น้อยในสมัยต่อมาอีกมากมาย ทั้งบนผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น “เจนละ” ที่ต่อมาพัฒนาขึ้นเป็นอาณาจักรเมืองพระนครหรือกัมพูชา และรัฐศรีวิชัยที่อยู่บนคาบสมุทรและหมู่เกาะ

 

กล่าวโดยย่อ พัฒนาการของบ้านเมืองทั้งหลายแหล่เหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการแพร่อารยธรรมอินเดียเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ทั้งสิ้น แนวคิดเช่นนี้เกิดขึ้นจากที่บรรดานักปราชญ์ทางตะวันตกเห็นว่า พัฒนาการของบ้านเมืองในภูมิภาคที่เกิดขึ้นจากการเป็นอาณานิคมทางปัญญาของคนอินเดียนั้นเอง ผลที่ตามมาของแนวคิดในเรื่องอาณานิคม [Colonization] นี้นำไปสู่   ที่ยังใช้กันแพร่หลาย คือ อินเดียนไนเซชั่น  [Indianization] ยกตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มสำคัญของศาสตราจารย์เซเดส์ ที่ใช้เรียนกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีชื่อว่า Indianized States of  Southeast Asia เป็นต้น

 

นับเป็นสิ่งที่คนตะวันตกสร้างขึ้นในจิตใต้สำนึกที่ดูถูกคนในภูมิภาคนี้โดยแท้ ว่าเป็นพวกที่ไม่มีสมองและความคิดริเริ่มของตนเอง

 

ความคิดเหล่านี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากการศึกษาพัฒนาการของบ้านเมืองในประเทศเวียดนามด้วย เพราะส่วนหนึ่งของประเทศนี้ โดยเฉพาะทางตอนเหนือนั้นรับอิทธิพลอารยธรรมจีน เคยเป็นอาณานิคมของจีน และเมื่อเกิดเป็นรัฐใหญ่โตแล้วก็ยังคงถูกครอบงำจากวัฒนธรรมจีนอย่างที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Sinization นั่นเอง

 

จากแนวคิดและแนวการศึกษาในเรื่องการทำให้เป็นอาณานิคมของอินเดียและจีนนี้เอง จึงเป็นเหตุให้มีการเรียกดินแดนในระดับภูมิภาคว่าเป็น “อินโดจีน” ซึ่งดูขัดแย้งกับความคิดของคนอินเดียและจีนแต่โบราณที่เรียกดินแดนแถบนี้ในลักษณะที่เป็นตามธรรมชาติว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “แหลมทอง” เป็นต้น แต่ที่สำคัญก็คือการตีเหมาเอาว่าความเจริญทั้งหลายแหล่ในภูมิภาคนี้เริ่มแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๓ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ มานี้เอง ก่อนหน้านี้ผู้คนและสังคมของภูมิภาคยังมีสภาพป่าเถื่อนอยู่ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จาก ตำนานในเรื่องโกญทัญญะกับโสมะ

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่นักปราชญ์ทางตะวันตกส่วนใหญ่ มีแนวคิดทฤษฎีในเรื่องการทำให้เป็นอาณานิคมนั้น ก็ดูเหมือนมีนักปราชญ์ชาวตะวันตกเพียงท่านเดียว คือ วันเลอร์ [J .C van Leur] เป็นนักวิชาการชาวดัชท์ที่ให้ความสนใจกับการค้าทางทะเลเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวและคัดค้านว่า ผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้นี้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ป่าเถื่อนก่อนที่จะมีการติดต่อกับชาวอินเดีย หากเป็นพวกที่มีความเจริญ มีบ้านเมือง และมีผู้ปกครองอยู่แล้ว เมื่อพวกอินเดียเข้ามาติดต่อค้าขายนั้นได้มาติดต่อกับบรรดาหัวหน้ากลุ่มชนหรือผู้ปกครองบ้านเมืองเหล่านี้ และบรรดาพวกหัวหน้าหรือผู้ปกครองบ้านเมืองก็รับเอาพวกนักปราชญ์และผู้รู้ของอินเดียมาเป็นผู้ให้ความรู้ในด้านศิลปวิทยาการสอนศาสนาและประกอบพิธีกรรมให้

 

การรับอิทธิพลทางศาสนาและศิลปวิทยาการ จึงเป็นไปในรูปที่ผู้นำของคนพื้นเมืองเห็นว่า อะไรเหมาะแก่ตนและสังคมเป็นสำคัญ หาได้ปล่อยให้ผู้รู้ของอินเดียมากำหนดให้ไม่ เพราะฉะนั้น การแพร่เข้ามาของอารยธรรมอินเดียจึงไม่ใช่มาอย่างครอบงำหากถูกเลือกมาปรับเข้ากับของเดิมโดยการกำหนดและเลือกเฟ้นของผู้นำกลุ่มชนในบ้านเมือง

 

แต่ความคิดของวันเลอร์นั้นดูเหมือนมีผู้เห็นด้วยไม่เท่าใด โดยเฉพาะบรรดานักวิทยาการที่ค้นคว้าทางพื้นแผ่นดินใหญ่ของเอชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่จะเชื่อตามแนวคิดในเรื่องการทำให้เป็นอาณานิคมของอินเดียของศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เนื่องมาจากกระแสความคิดในเรื่องอาณานิคมนี้เป็นพื้นฐานมาจากประวัติศาสตร์สมัยวิคตอเรียที่มองเรื่องการรวมศูนย์เป็นสำคัญนั่นเอง

 

5. แผนที่แสดงตำแหน่งของสุวรรณภูมิจากคนตะวันตกที่ใช้คำว่า “โกลเด้น เคอร์ซันนีส” [Golden Chersonese] ที่แปลว่า “แหลมทอง”

6. แผนที่การเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลสู่สุวรรณภูมิ

7. แผนที่แสดงตำแหน่งของเมืองโบราณอู่ทองในลุ่มน้ำจระเข้สามพัน

8. ภูเขาที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับแหล่งโบราณคดี ออกแอว

9. ศาตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ 

 

 

-๓-   

สมัยที่สอง อันเป็นเรื่อง “การขุดค้นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์” นั้น มีความเป็นมาแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒  เนื่องมาจากนักโบราณคดีชาวเดนมาร์กที่ถูกจับมาเป็นเชลยของญี่ปุ่นและถูกเกณฑ์ให้มาทำทางรถไฟสายมรณะจากชายแดนประเทศพม่ามายังจังหวัดกาญจนบุรี ได้พบเครื่องมือหินของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบกับของที่มีการกำหนดอายุไว้ในที่อื่นแล้ว เป็นของที่มีอายุแต่สมัยหินเก่าลงมา

 

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ได้มีนักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นชาวยุโรปทำการค้นคว้าและศึกษาต่อมา เป็นการค้นคว้าเรื่องราวของมนุษย์ในยุคหินเก่ามาสู่ยุคหินใหม่ซึ่งก็เป็นคนละเรื่องการค้นคว้าโบราณคดีของสมัยแรก เพราะช่วงเวลาต่างกันมากมาย

 

เนื่องจากยุคสมัยแรกเพียงแต่ ๑,๗๐๐ ปีลงมา แต่สมัยหลังนี้เริ่มแต่ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ปีขึ้นไปเป็นหมื่น ๆ ปี อีกทั้งเน้นในเรื่องวิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์มากกว่า และอาจกล่าวได้ว่านักวิชาการไทยที่สนใจในเรื่องนี้ไม่มีเลย จนกระทั่งก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ เพียงเล็กน้อย ก็มีนักวิชาการไทยคนหนึ่งสนใจเป็นพิเศษคือ “อาจารย์ชิน อยู่ดี”แต่เดิมรับราชการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยแล้วโอนมารับราชการในกองโบราณคดีในสมัยที่พันโทหลวงรณสิทธิพิชัยเป็นอธิบดี ซึ่งเป็นยุคที่มีความตื่นตัวในการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเป็นพิเศษ

 

อาจารย์ชินได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อวิชาก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศอังกฤษ เมื่อสำเร็จได้รับประกาศนียบัตรมาแล้วก็กลับมารับราชการในกองโบราณคดีดังเดิม และทุ่มเทการศึกษาไปในเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย โดยให้ความสนใจไปในเรื่องรูปแบบของเครื่องมือหินในยุคหินเก่า เพราะยุคหินใหม่ที่สัมพันธ์กับกลุ่มชน โดยเฉพาะในเรื่องกลุ่มชนนั้นในช่วงเวลานั้นเชื่อกันว่ากลุ่มชนที่เป็นคนพื้นเมืองเดิมในดินแดนประเทศไทยคือพวกที่มีมาแต่ยุคหินเก่า ในขณะที่พวกหินใหม่และยุคที่สืบต่อมาคือยุคโลหะนั้นเป็นพวกที่เคลื่อนย้ายจากภายนอกเข้ามา

 

ความคิดในเรื่องกลุ่มชนที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอกเข้ามานี้นับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะได้ไปเชื่อมโยงเข้ากับการหาคำตอบเกี่ยวกับที่มาของชนชาติไทย ที่บรรดานักวิชาการทั้งไทยและเทศในสมัยนั้นถกเถียงกัน ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าคนไทยเคลื่อนย้ายมากจากดินแดนตอนใต้ของประเทศจีน ภายหลังอาณาจักรน่านเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรของคนไทยถูกกุปไลข่านตีแตก แล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองเชียงแสน และสุโขทัยตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ลงมา จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ก็ประกาศความเป็นใหญ่ขึ้นที่เมืองสุโขทัย

 

อาจารย์ชิน อยู่ดี เป็นนักวิชาการส่วนน้อยคนหนึ่งในยุคนั้นที่มีความสงสัยอันเนื่องมาจากความคิดของนักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในระยะนั้น เห็นว่าผู้คนในสมัยหินใหม่และสมัยโลหะเป็นพวกที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนประเทศไทย ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง จะเป็นไปได้ไหมที่น่าจะมีคนไทยเคลื่อนย้ายจากประเทศจีนเข้ามาแล้วแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อาจารย์ชินให้ความสนใจในเรื่องที่ต้องการศึกษารูปแบบของโบราณวัตถุที่พบในดินแดนประเทศไทยกับบรรดาโบราณวัตถุที่พบในดินแดนประเทฅจีนและประเทศใกล้เคียง ที่มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นของชนชาติไทยมาเปรียบเทียบ โดยยึดถือแหล่งโบราณสถานที่พบโบราณวัตถุเหล่านั้นเป็นสำคัญ เพราะจะได้ตัดปัญหาในเรื่องการเคลื่อนย้ายของโบราณวัตถุที่อาจเกิดขึ้นในสมัยหลัง ๆ ลงมาได้

 

การขุดค้นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อมีนักโบราณคดีชาวเดนมาร์คเข้ามาทำการสำรวจแหล่งโบราณคดีในเขตจังหวัดกาญจนบุรีอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักฐานและข้อมูลที่มาจากการพบเห็นครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

 

การสำรวจและขุดค้นครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลประเทศเดนมาร์คกับรัฐบาลไทย มีทั้งนักโบราณคดีชาวเดนมาร์คที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกับนักโบราณคดีไทยที่มี “อาจารย์ชิน อยู่ดี” เป็นหัวหน้าคณะ การสำรวจครั้งนั้นทำให้ได้พบแหล่งโบราณคดีทั้งยุคหินกะเทาะและหินขัดมากมาย สิ่งที่สำคัญก็คือ พบโครงกระดูกมนุษย์ในยุคหินกะเทาะที่ “ถ้ำพระ” จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งแต่เดิมมักพบแต่เพียงเครื่องมือหินเท่านั้น ครั้งนี้นอกจากพบโครงกระดูกแล้ว ยังพบว่ามีประเพณีการใช้ “ดินเทศ” โรยลงบนศพที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องการมีชีวิตหลังการตายอีกด้วย ดินเทศที่เป็นสัญลักษณ์ของเลือดเนื้อและชีวิตนี้เป็นสิ่งที่พบเห็นตามแหล่งฝังศพในยุคโลหะหลังลงมาอีกหลายแห่ง

 

หลังจากสำรวจแล้วก็ได้เลือกแหล่งโบราณคดีเพื่อทำการขุดค้นที่ “บ้านเก่า” ตำบลจรเข้เผือก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ผลการขุดค้นครั้งนี้ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในทางโบราณคดี ๓ อย่างด้วยกัน อย่างแรกเป็นเรื่องของนักโบราณดคีชาวเดนมาร์คที่มีวัตถุประสงค์ที่จะหาความเก่าแก่ของมนุษย์ในยุคหินกะเทาะและหินใหม่ในประเทศไทย

 

อย่างที่สองเป็นเรื่องของนักโบราณคดีไทยและต่างประเทศส่วนหนึ่งที่พยายามหาคำตอบในเรื่องคนไทยมาจากไหน ทั้งอาจารย์ชิน อยู่ดี และนักโบราณคดีฝรั่งบางคน ได้นำรูปแบบของภาชนะดินเผาสามขาไปเปรียบเทียบกับของที่พบในประเทศจีน ซึ่งน่าจะแสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อกันทางวัฒนธรรม ต่อจากนั้นก็มีการศึกษารูปแบบเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องใช้ใน “วัฒนธรรมยางเชาและลุงชาน” มาเปรียบเทียบกับของที่พบที่บ้านเก่า

 

ทั้งวัฒนธรรมยางเชาและลุงชานนั้น นักวิชาการต่างชาติที่ทำการค้นคว้าบางท่านเชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่อยู่ในประเทศจีน สิ่งที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมลุงชานมากที่สุดก็คือ “เครื่องปั้นดินเผาชนิดสีดำขัดมัน” จากความคล้ายคลึงกันดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดแนวโน้มขึ้นมาว่าคนไทยน่าจะเคลื่อนย้ายเข้ามาในดินแดนประเทศไทยแต่สมัยหินใหม่แล้ว นักโบราณคดีฝรั่งท่านหนึ่งถึงกลับกล่าวออกมาอย่างไม่ยับยั้งว่า “คนที่บ้านเก่าในยุคหินใหม่คือ กลุ่มคนที่พูดภาษาไทย”ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเกือบไม่มีที่ไหนในโลกที่การศึกษาเฉพาะแต่รูปแบบของโบราณวัตถุที่ไม่มีหลักฐานทางลายลักษณ์สนับสนุนเช่นนี้ จะบอกได้ว่ากลุ่มคนที่เป็นเจ้าของโบราณวัตถุเหล่านั้นพูดภาษาอะไร เรื่องนี้อาจารย์ชิน อยู่ดี เองก็ไม่กล้ายืนยัน แต่เพียงอ้างการตีความของนักโบราณคดีฝรั่งมาถ่ายทอดกันเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ขณะที่นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งคิดว่า น่าจะมีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไทยจากดินแดนประเทศจีนมาแต่สมัยหินใหม่นั้น ก็มีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นแพทย์ ศึกษาในเรื่องสรีระวิทยา เช่น “ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร”กลับมีความเห็นว่าคนไทยคือกลุ่มคนที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์ หาได้อพยพมาจากประเทศจีนไม่

 

สิ่งที่กระตุ้นให้นักวิชาการกลุ่มนี้สนใจก็คือได้มีการศึกษาในเรื่องกลุ่มเลือดขึ้น และพบว่าคนที่เป็นคนท้องถิ่นของภูมิภาคนี้แต่เดิมคือผู้ที่มีกลุ่มเลือดแบบคนไทยในปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้นก่อนหน้าที่จะมีการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเก่า ก็มีนักโบราณคดีชาวอังกฤษผู้หนึ่ง คือ“ดร.ควอริชย์ เวลส์” [Dr.Quaritch Wales]ได้มาขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่ “พงตึก” อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พบโครงกระดูกมนุษย์ที่อยู่ในแหล่งโบราณสถานสมัยทวารวดี ดร.เวลส์ วิเคราะห์และศึกษาเปรียบเทียบกับโครงกระดูกของคนไทยพบว่ามีอะไรคล้ายคลึงกัน จึงแสดงว่ามีคนไทยอยู่ในดินแดนประเทศไทยนี้มาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้วจึงทำให้เกิดความสนใจกันขึ้น อีกทั้งเป็นคัดค้านแนวคิดทฤษฎีเดิมที่ว่าคนไทยเป็นผู้ที่อพยพเข้ามา หาได้อยู่ในภูมิภาคนี้มาแต่เดิมไม่

 

ต่อมาศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ได้อาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่ “บ้านเก่า” ด้วย โดยรับทำหน้าที่ในการศึกษาโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่ขุดพบ จากการตั้งข้อสังเกตและการวิเคราะห์ นายแพทย์สุดได้เสนอว่า คนไทยคือผู้ที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยนี้มาก่อนและไม่ได้เคลื่อนย้ายมาจากภายนอกอย่างแน่นอน

 

สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ก็คือ นักวิชาการทั้ง ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เสนอว่าคนไทยเคลื่อนย้ายมาจากภายนอกก็ดี หรือพวกที่เชื่อว่าคนไทยอยู่ในดินแดนประเทศนี้มาแต่เดิม ทั้งสองพวกนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ มีคนไทยอยู่ในดินแดนประเทศไทยมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

 

ความแตกต่างกันอีกอย่างหนึ่งระหว่างนักวิชาการทั้งสองฝ่ายก็คือ ทางนักโบราณคดีเน้นรูปแบบของโบราณวัตถุ แต่ทางนายแพทย์สุด แสงวิเชียร เน้นในเรื่องโครงกระดูก โดยสังเกตและศึกษาจากทั้งสิ่งที่เป็นธรรมชาต ิเช่น ลักษณะโรคที่พบร่องรอยในโครงกระดูกและลักษณะที่เป็นวัฒนธรรม เช่น การกรอฟัน เป็นต้น

 

ถ้าพูดถึงความละเอียดอ่อนในการศึกษานับแต่การรวบรวมข้อมูลการแยกแยะข้อมูล การรักษาข้อมูล ตลอดจนการนำมาวิเคราะห์ตีความ หรืออีกนัยหนึ่งการดำเนินการตามกระบวนการวิจัยแล้ว ศาสตราจารย์นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร กระทำได้ละเมียดละไมกว่าทางพวกนักโบราณคดี ที่โดดเด่นก็คือเน้นการวิจัยเฉพาะเรื่อง มีการติดตามเชื่อมโยงจากแหล่งโบราณคดีที่บ้านเก่าไปยังแหล่งก่อนประวัติศาสตร์อื่นๆ เกือบทั้งประเทศไทย เช่น บ้านเชียงเป็นอาทิ

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด ค้นคว้าในด้านนี้ตลอดบั้นปลายชีวิตของท่าน สิ่งที่เป็นประจักษ์และเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการที่นักโบราณคดีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีทางทำได้ ก็คือพิพิธภัณฑ์ที่ท่านสร้างไว้ในโรงพยาบาลศิริราช

 

อย่างที่สามก็คือ การขุดค้นทางโบราณคดีโดยนักโบราณคดีไทย-เดนมาร์คนั้น มีผลกระทบต่อการศึกษาวิชาโบราณคดีในประเทศไทย ที่ดำเนินอยู่ในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นอย่างมาก ก่อนการขุดค้น การศึกษาวิชาโบราณคดีเน้นวิธีการศึกษารูปแบบทางศิลปกรรมของบรรดาโบราณสถานวัตถุที่ได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดีย ตามแบบอย่างของบรรดานักวิชาการในสมัยแรก หัวใจของการศึกษารูปแบบทางศิลปกรรมนี้คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปเป็นพื้นฐาน ซึ่งมักไม่ให้ความสำคัญกับการขุดค้นแต่อย่างใด ถ้าหากจะต้องขุดก็เพียงมุ่งที่จะให้ได้พบโบราณวัตถุที่เป็นศิลปกรรมมากำหนดอายุตามรูปแบบเท่านั้น ต่างจากการขุดค้นทางด้านก่อนประวัติศาสตร์ ที่ต้องกระทำอย่างมีระบบและเน้นการลอกหน้าดินแต่ละชั้นเพื่อศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำขึ้นในแต่ละชั้นดิน เป็นการศึกษาเฉพาะจุดที่ต้องใช้เวลา เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับบรรดาผู้ที่เป็นนักศึกษาโบราณคดี ทำให้หักเหจากความสนใจในการศึกษาแบบเดิมที่เป็นเรื่องของนักโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปแบบฝรั่งเศส มาเป็นการศึกษาก่อนประวัติศาสตร์สมัยยุคต้นและยุคโลหะ รวมทั้งการขุดค้นชั้นดินแบบงานโบราณคดีของพวกอังกฤษและเดนมาร์ค ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้เกิดความสงสัย ความขัดแย้งกันในเรื่องวิชาโบราณคดี คืออะไรกันแน่ ในที่สุดก็เลยมีการแบ่งการศึกษาวิชาโบราณคดีในประเทศไทยขึ้นเป็น ๒ อย่าง คือ โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ที่เน้นการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ศิลปที่มีมาแต่เดิม กับอีกอย่างหนึ่งคือ โบราณดคีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เน้นเรื่องยุคหินยุคโลหะและการขุดค้นชั้นดิน

 

10. ศาสตราจารย์์ชิน อยู่ดี

11. หม้อสามขาพบที่แหล้งบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี

12. ศาสตราจารย์นพ.สุด แสงวิเชียร

 

 

-๔-

สมัยที่สาม ต่างไปจากสมัยที่หนึ่ง และสมัยที่สอง ในลักษณะที่ว่า การศึกษาวิชาโบราณคดีในสมัยแรกเป็นอิทธิพลของพวกฝรั่งเศส และสมัยที่สองเป็นอิทธิพลของพวกอังกฤษและยุโรป แต่สมัยที่สามเป็นอิทธิพลของนักโบราณคดีอเมริกัน โดยเริ่มแต่การเข้ามาดำเนินโครงการโบราณคดีกู้ภัย [Salvage Archaeology] ในภาคอีสานของศาสตราจารย์ วิลเฮล์ม จี. โซลไฮล์ม [Wilhelm G. Solheim II ] ราว พ.ศ.๒๕๑๕  [ค.ศ.1972]     

 

โครงการนี้เป็นโครงการย่อยในโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งในขณะนั้นเป็นยุคที่พวกอเมริกันทำการปฏิวัติเขียวคือ พยายามพัฒนาการเกษตรด้วยโครงสร้างการชลประทานขนาดใหญ่อันได้แก่การสร้างเขื่อน ซึ่งเริ่มต้นจากอเมริกาก่อนแล้วแพร่มายังลุ่มแม่น้ำโขง แต่ก่อนการจะสร้างเขื่อนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านต่าง ๆ เสียก่อน

 

การศึกษาทางโบราณคดีนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งที่จะต้องดำเนินการ เพราะไม่เพียงแต่จะต้องศึกษาและขุดค้นโบราณวัตถุขึ้นมาอนุรักษ์ไว้แล้วยังเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมที่มีมาแต่โบราณด้วย ต้องทำการศึกษาเพื่อให้เข้าใจเพื่อจะได้นำผลการศึกษานั้นไปใช้ในการจัดการกับบรรดาผู้คนที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินและเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานในถิ่นใหม่ให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้สำเร็จ

 

ภาคอีสานเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำโขง จึงต้องอยู่ในโครงการโบราณคดีกู้ภัยดังกล่าวขององค์การสหประชาชาติ ศาสตราจารย์โซลไฮล์มและคณะเข้ามาทำการสำรวจทางโบราณคดีในภาคอีสานก่อน ด้วยการร่วมมือของทางกรมศิลปากร โดยมีศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี เป็นผู้ประสานงาน วิธีการของโซลไฮล์มนั้นก็คล้ายกันกับพวกโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์นั่นเอง คือการสำรวจแหล่งโบราณคดีทุกแห่งที่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับมนุษย์เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมแต่ต้องมีลักษณะที่เป็นองค์รวม [Holistic] และดูการสืบเนื่องของสังคมมนุษย์มากกว่าที่จะแบ่งออกเป็นก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์อย่างที่นักโบราณคดีไทยดำเนินกันอยู่

 

แต่ที่โดดเด่นคือการเน้นกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาวิเคราะห์และกำหนดอายุของหลักฐานทางโบราณคดี หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการทำให้การค้นคว้าและศึกษาโบราณคดีเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นนั่นเอง 

 

การสำรวจค้นคว้าของโซลไฮล์มได้ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางโบราณคดีภาคอีสานอย่างมากมาย ก่อนหน้านี้การสำรวจค้นคว้าของนักโบราณคดีไทยจำกัดอยู่แต่เพียงแหล่งโบราณสถานที่สัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดีย ที่มีอายุแต่สมัยทวารวดีคือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ลงมาเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักดีก็คือเรื่องของ “ปราสาทหิน”ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นดินแดนที่ขอมจากกัมพูชามีอำนาจปกครอง ซึ่งเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้มักเป็นผลงานของบรรดานักโบราณคดีแต่สมัยแรกทั้งสิ้น

 

ผลการสำรวจทางโบราณคดีของโซลไฮล์มในระยะแรกที่พอสรุปให้เห็นสาระสำคัญก็คือ การพบแหล่งก่อนประวัติศาสตร์มากมาย หลายแห่งสัมพันธ์กับแหล่งถลุงเหล็กและเครื่องปั้นดินเผาชนิดสีดำที่มีรอยถูเป็นเส้นขัดมันประดับซึ่งพบมากแถวอำเภอพิมายและใกล้เคียงที่โซลไฮล์มเรียกว่า “พิมายดำ” แต่ที่สำคัญก็คือได้พบเครื่องปั้นดินเผาชนิดนี้ในหลุมขุดค้นใต้ปราสาทหินพิมาย นับได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในบริเวณปราสาทหินพิมายมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างปราสาทหินขึ้น โดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์โซลไฮล์มกำหนดอายุของแหล่งโบราณคดีที่พบร่องรอยของการถลุงเหล็กและเครื่องปั้นดินเผาแบบพิมายดำว่ามีอายุแต่ ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา

 

ต่อมาโซลไฮล์มได้ขยายการสำรวจไปยังบริเวณลุ่มน้ำพองในเขตจังหวัดขอนแก่น อันเป็นบริเวณที่จะมีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขึ้น เมื่อสำรวจแล้วก็เลือกแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่ “บ้านนาดี” ในเขตอำเภอภูเวียง พบหลุมศพมนุษย์สมัยโลหะที่สัมพันธ์กับแม่พิมพ์ขวานสำริดและโบราณวัตถุที่เป็นสำริด ซึ่งเมื่อนำหลักฐานไปกำหนดอายุด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้ว ได้อายุประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ปีขึ้นไป การพบอายุของโลหะสำริดที่เก่าแก่ขนาดนี้เป็นเรื่องที่เก่าแก่กว่าที่พบที่ตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะถือว่าเป็นพัฒนาการทางอารยธรรมแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ

 

โซลไฮล์มจึงเขียนบทความประกาศแพร่หลายไปในวงการโบราณคดีโลกว่า ดินแดนเขตตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีพัฒนาการในเรื่องสำริดเก่าแก่ที่สุดในโลก การพบพัฒนาการทางเทคโนโลยีเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทำลายความเชื่อเดิมที่ว่าคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือพวกที่ไม่มีความริเริ่มและต้องอาศัยอารยธรรมอินเดียและจีนมาช่วยทำให้เกิดความเจริญนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงนับเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง 

 

นับเป็นการสานต่อความพยายามของอเมริกาในอันที่จะเปลี่ยนแนวคิดและสร้างมุมมองใหม่เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะคำว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นั้นเป็นคำเรียกใหม่ที่ทางอเมริกาสร้างขึ้นอันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าในการศึกษาวิชามานุษยวิทยาและสังคมวิทยา

 

ความก้าวหน้าในวิชามานุษยวิทยาก็คือ เรื่องการศึกษามนุษย์ ศักยภาพในความเป็นมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง ได้มาถึงข้อยุติอย่างหนึ่งที่ว่า เมื่อมนุษย์ได้มีวิวัฒนาการจากการเป็นคนครึ่งลิง มาเป็นมนุษย์เต็มตัว [Homo sapiens sapiens] แล้วมนุษย์ทุกชาติทุกภาษามีศักยภาพในการเรียนรู้เท่าเทียมกันหมด แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์คิดไม่เหมือนกันและทำอะไรไม่เหมือนกันนั้นมีอิทธิพลมาจากสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ

 

ในขณะเดียวกันก็แทบไม่มีมนุษย์ในสังคมไหนเลยที่จะถูกครอบงำในเรื่องความคิดและวัฒนธรรมไปทั้งหมดจากมนุษย์ในอีกสังคมหนึ่ง คำพูดเดิมเช่น Indianization, Sinization หรือแม้แต่ Westernization และ Americanization ก็หาใช่สิ่งที่ถูกต้องไม่ เพราะทุกสังคมก็ยังสามารถดำรงองค์ประกอบของวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นของตนไว้ได้ในขณะที่เลือกเฟ้นวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาผสมผสาน

 

แนวคิดเช่นนี้บรรดานักโบราณคดีอเมริกันทุกคนต้องรู้ เพราะวิชาโบราณคดีโดยแนวคิด ทฤษฎี คือ มานุษยวิทยา หรือที่เรียกว่า “มานุษยวิทยาวัฒนธรรม” [Cultural Anthropology] และความเป็นโบราณคดีนั้นอยู่ที่วิธีการเก็บข้อมูลเท่านั้น นั่นก็คือ ถ้าศึกษาเรื่องราวของสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ในอดีต ก็ต้องใช้วิธีการทางโบราณคดี เช่น การสำรวจขุดค้นและนำหลักฐานของมนุษย์ที่ผ่านมาทางโบราณสถานวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นมาวิเคราะห์ตีความ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการเก็บข้อมูลโดยตรงจากมนุษย์ในอดีตเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

ในทำนองตรงข้ามถ้าหากศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในปัจจุบันที่ยังมีชีวิตและตัวตนอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการทางโบราณคดีสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ ทำการสัมภาษณ์ด้วยวิธีที่เรียกว่า “ชาติพันธุ์วรรณา” [Ethnography] ได้เลย เพราะฉะนั้น แง่มุมที่โซลไฮล์มนำมาใช้ในการให้ความสำคัญกับการพบการทำสำริดที่เก่าที่สุดที่พบในเขตอำเภอภูเวียงก็คือแง่มุมและแนวคิดทางมานุษยวิทยานั่นเอง ซึ่งย่อมแตกต่างไปจากแนวคิดของนักโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะที่มีมาแต่สมัยแรก

 

เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดและความก้าวหน้าทางวิชามานุษยวิทยา คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ความสำคัญและความหมายของคำว่า Indianization และ Sinization หมดไป และส่งผลกระทบมาถึงความคิดในเรื่องการทำให้ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาณานิคมของชาวอินเดียและชาวจีนด้วย โดยที่โซลไฮล์มใช้การค้นพบการมีโลหะสำริดใช้ในภูมิภาคที่มาก่อนตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย ที่ถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมของโลก จึงเท่ากับโซลไฮล์มคือผู้ที่ปลดแอกให้แก่ผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

 

ดูแล้วเป็นไปในทำนองที่ว่าฝรั่งเศสและพวกยุโรปจำจองคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วพวกอเมริกันมาปลดปล่อยให้

 

กระนั้น การปลดแอกนี้ดูเหมือนขานรับเป็นอย่างดีในหมู่ของคนไทยทั้งคนทั่วไปและพวกนักวิชาการ นักศึกษาด้านโบราณคดีและคนทั่วไปนั้นพากันชื่นชมว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมยุคสำริดที่เก่าที่สุดในโลก ในขณะที่บรรดานักโบราณคดีและนักศึกษาก็ตื่นเต้นในเรื่องความมหัศจรรย์ของวิชาโบราณคดี และหันมามองโบราณคดีแบบอเมริกันเป็นทางเลือกและทางออกที่ดีกว่าการศึกษาแบบเดิมที่เน้นประวัติศาสตร์ศิลปะและเรื่องคนไทยมาจากไหน

 

อย่างไรก็ตาม การปลดแอกคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการประกาศว่า การทำสำริดในประเทศไทยเก่าแก่ที่สุดในโลกนั้น กลับเป็นการล้มและท้าทายความเชื่อและทฤษฎีเดิม ที่นักโบราณคดีส่วนใหญ่ในโลกเชื่อกัน ดังเชื่อว่าอยู่ที่ตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย ทำให้ต้องมีการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องนี้โซลไฮล์มไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงให้มีการขุดค้นและศึกษากันในแหล่งใหม่เพื่อยืนยันความถูกต้องที่ “โนนนกทา” ตั้งอยู่ในเขตอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เช่นเดียวกัน

 

การขุดค้นที่โนนนกทาก็ได้ผลคล้ายคลึงกับทางบ้านนาดีและมีการกำหนดอายุด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่าเทอร์มอลุมมิเนสเซนต์ ได้อายุประมาณ ๖,๐๐๐ ปีขึ้นไป ในขณะที่นักโบราณคดีอเมริกันทำการขุดค้นที่โนนนกทานั้น ทางฝ่ายนักโบราณคดีไทยก็ได้ทำการขุดค้นที่ “บ้านเชียง” อำเภอหนองหาน จังหวัดสกลนคร และทำการกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ปรากฏผลออกมาราว ๗,๐๐๐ ปี ทำให้เป็นที่ตื่นเต้นกันในบรรดาคนไทย

 

ผลที่ตามมาก็คือเกิดนิยมโบราณวัตถุสมัยบ้านเชียงกัน โดยเฉพาะบรรดาภาชนะดินเผาเขียนสีที่ใช้เซ่นศพ แต่ก่อนบรรดานักเล่นของเก่าและนักล่าสมบัติโบราณนิยมเล่นกันแต่พวกพระพุทธรูป เทวรูป พระเครื่อง และสิ่งของในยุคประวัติศาสตร์ ไม่เคยแลเห็นความสำคัญของวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์แต่อย่างใด มาถึงระยะนี้กลับมาตื่นเต้นทำให้เกิดการขุดล่าหาสมบัติกันตามแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ของที่มีค่าที่สุดเห็นจะเป็นภาชนะลายเขียนสีของบ้านเชียง ทำให้ทางราชการต้องออกกฎหมายป้องกัน ยิ่งกว่านั้นก็มีนักวิชาการไทยบางกลุ่มคิดเลยเถิดไปว่า ภาชนะที่มีลวดลายแบบขดเป็นก้นหอยนั้น แสดงถึงความเก่าแก่ที่มีการแพร่หลายจากบ้านเชียงไปยังแหล่งต่าง ๆ ของโลกก็มี

 

แต่ในทางตรงข้ามกับความสนใจในเรื่องภาชนะของคนไทย บรรดานักโบราณคดีต่างชาติเกือบทั่วโลกติดใจอยู่แต่เพียงเรื่องการมีสำริดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยยังไม่พอใจกับการขุดค้นทางโบราณคดีที่แล้ว ๆ มา เลยพากันลงขันให้มีการขุดค้นกันอย่างถี่ถ้วนกันอีกที โดยทางมหาวิทยาลัยเพ็นซิลวาเนียของอเมริกาเป็นผู้ดำเนินการ จัดส่งนักโบราณคดีอเมริกันมาทำการขุดค้นที่บ้านเชียงร่วมกับนักโบราณคดีไทยของกรมศิลปากรในลักษณะเช่นเดียวกันกับการขุดทางโบราณคดีที่บ้านเก่าที่ใช้คำว่า ไทย-เดนมาร์ค มาเป็น ไทย-อเมริกัน

 

ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ แล้วคือการร่วมกันอย่างเสมอภาค แต่ในความเป็นจริงอเมริกันคือผู้นำ เพราะนอกจากเป็นเจ้าของทุนในการดำเนินงานทุกอย่างแล้ว ยังเป็นเจ้าของแนวคิดทฤษฎีและวิธีการด้วย ในขณะที่ทางฝ่ายไทยเป็นแต่เพียงพวกลูกศิษย์และผู้พยายามจะเป็นลูกศิษย์เพื่อได้มีโอกาสไปศึกษาต่อให้ได้ปริญญา สิ่งที่เป็นหน้าที่หลักเห็นจะได้แก่การช่วยขุดและควบคุมหลุมขุด เพราะเป็นความถนัดและความเชี่ยวชาญที่สืบทอดมาจากการขุดกับพวกเดนมาร์ค 

 

สิ่งที่นักโบราณคดีอเมริกันต้องการคือ การยืนยันการมีอยู่จริงของยุคสำริดในประเทศไทยว่าเก่าแก่กว่าที่อื่น และเป็นอารยธรรมของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ การดำเนินการครั้งนี้กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำสงครามตอบบนเกือบทั้งหมดในการศึกษาสำรวจและทำหลุมทดลอง แต่การขุดค้นอย่างลุ่มลึกนั้นกำหนดเอาที่บ้านเชียงเป็นสำคัญ

 

ผลของการขุดค้น ทำให้ได้รู้ถึงลักษณะการตั้งถิ่นฐาน การอยู่อาศัยทำมาหากิน และพัฒนาการทางเทคโนโลยีหลายยุคหลายสมัย จากการกำหนดอายุของวัตถุสำริดโดยกรรมวิธีทางคาร์บอน ๑๔ ที่เชื่อถือว่าดีที่สุดนั้น พบว่าอายุสำริดของบ้านเชียงมีอายุถึง ๕,๖๐๐ ปี ซึ่งก็ยังเก่าแก่กว่าของทางตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย นักโบราณคดีผู้เป็นหัวหน้าทีมทางฝ่ายอเมริกาคือ นายเชสเตอร์ กอร์แมน [Chester F. Gorman] ได้ตีพิมพ์ผลการวิเคราะห์เผยแพร่ไปทั่วโลกโดยใส่ชื่อผู้เป็นหัวหน้าทีมทางฝ่ายไทยไว้ด้วยทำให้เกิดความฮือฮากันพักหนึ่ง

 

ต่อมามีการสร้างพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่บ้านเชียงและสนับสนุนการท่องเที่ยวกัน บ้านเชียงได้กลายเป็นแหล่งโบราณคดีของโลกไป ทำให้ทางฝ่ายอเมริกันพยายามจะขยายการศึกษาไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และส่งหัวหน้าทีมฝ่ายไทยและนักโบราณคดีไทยเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา โดยเฉพาะหัวหน้าทีมไทยนั้นพยายามสนับสนุนให้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทเรื่อง "ยุคสำริดในเอเชียอาคเนย์" ทีเดียว

 

แต่ความฮือฮาในเรื่องยุคสำริดที่เมืองไทยเป็นแหล่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ไปได้เพียงพักเดียว เพราะมีนักโบราณคดีหลายชาติหลายภาษาไม่เชื่อ แม้แต่พวกที่มาร่วมทีมขุดด้วยบางคนก็ยังสงสัย โดยเฉพาะทีมงานทางฝ่ายมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งได้ทำการขุดค้นในแหล่งอื่น ๆ เปรียบเทียบทำให้มีการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นและเกิดการคิดค้นเรื่อยมา

 

จนในที่สุดความเป็นยุคสำริดที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของบ้านเชียงที่มีรากเหง้ามาแต่ครั้งโซลไฮม์ประกาศเป็นครั้งแรกที่บ้านนาดีก็เป็นอันสิ้นสุดลง แม้แต่ทางนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเพ็นซิลวาเนียก็ยังต้องทบทวนอายุกันใหม่ ดูเหมือนว่าประกาศออกมาเป็นแค่ ๔,๐๐๐ ปีลงมา กระนั้น คนอื่นในที่อื่น ๆ ของโลกก็ยังไม่เชื่อ และจากการที่การขุดค้นและศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีในประเทศใกล้เคียง คือ เวียดนามและจีนตอนใต้ แล้วอายุของยุคสำริดที่บ้านเชียงก็ลดลงมาเพียงแค่ระหว่าง ๓,๕๐๐-๓,๐๐๐ ปี ไม่เก่าแก่ไปกว่าทางเวียดนาม และทางเวียดนามอาจจะเก่ากว่าด้วยซ้ำ

 

ปัจจุบันนี้ในการกำหนดอายุบ้านเชียงที่ปรากฏในเอกสารทางวิชาการทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง แต่ที่ยังคงเชื่อว่ามีอายุถึง ๕,๖๐๐ ปีอยู่ก็คือ บรรดานักโบราณคดีไทยมักอ้างว่าพวกตนเป็นคนขุดกับมือย่อมรู้ดีกว่าคนอื่น พวกที่ตามมาก็คือ ทางราชการและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ยังเชื่อเหมือนเดิมว่า ๕,๖๐๐ ปี เพราะต้องการความเก่าแก่ที่สุดในโลกเป็นสำคัญ

 

13. ศาสตราจารย์ วิลเฮล์ม จี. โซลไฮล์ม [Wilhelm G. Solheim II ]

14. ภาชนะดินเผาแบบพิมายดำ

15. เชสเตอร์ กอร์แมน [Chester F. Gorman] 

16. ภาชนะดินเผาบ้านเชียงแบบรุ่นแรก

 

 

-๕-

ปัจจุบันเรื่องความเก่าแก่ของยุคสำริดที่บ้านเชียงและที่อื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้กลายเป็นความเชื่อเป็นตำนาน [Myth] อย่างหนึ่งที่ครอบงำการดำเนินการสำรวจขุดค้นและการตีความทางโบราณคดีว่าอะไรคืออะไรก็ต้องยึดความเป็นยุคสำริดเป็นสำคัญ จนกลายเป็นภาพนิ่งไม่อาจแสดงกระบวนการเคลื่อนไหวและคลี่คลายทางเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมได้

 

แต่ในขณะเดียวกัน บรรดานักโบราณคดีต่างชาติที่เคยเข้ามาศึกษาต่างก็เปลี่ยนมาสนใจในเรื่องพัฒนาการของชุมชนในระยะแรกเริ่ม [Early village] แทน และแลเห็นการเติบโตของบ้านเมืองในยุคเหล็กที่มีอายุต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ปี ลงมา การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการมองแต่เพียงพัฒนาการทางเทคโนโลยีมาเป็นเรื่องพัฒนาการทางสังคมโดยแท้

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากงานขุดค้นของ ศาสตราจารย์ชาลส์ ไฮแอม [Charles Higham] แห่งมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ที่เคยร่วมในการขุดค้นบ้านเชียงกับทีมนักโบราณคดีอเมริกันและนักโบราณคดีไทย ไฮแอมทำการศึกษาต่ออย่างสืบเนื่อง ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ แล้วเหมือนกับว่าจะแข่งขันและเอาชนะกันในเรื่องอายุความเก่าแก่ของสำริดที่บ้านเชียง แต่จากกระบวนการสำรวจศึกษาที่ดำเนินอยู่นั้น ไฮแอมได้เปลี่ยนทิศทางมาศึกษาความเก่าแก่ของชุมชน มีการขุดค้นชุมชนโบราณที่ “บ้านนาดี” อันเป็นชุมชนที่ร่วมสมัยและอยู่ในปริมณฑลของวัฒนธรรมบ้านเชียง ณ ที่นี้ ไฮแอมเปลี่ยนมาเป็นการศึกษาพัฒนาการของการปลูกข้าวและการทำนาในที่สุด และให้ความสนใจต่อควายเป็นพิเศษ อย่างเช่น การศึกษากระดูกข้อเท้าของควายที่เชื่อว่าใหญ่และแข็งแรงขึ้น น่าจะเกิดจากการนำควายไปใช้ในการทำนา เป็นต้น

 

ในเรื่องนี้แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยและเคยเขียนบทความคิดค้านก็ตาม แต่ก็เห็นว่าเป็นการเปิดมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรมให้กว้างขึ้น การศึกษาของไฮแอมในเรื่องควายนี้ ทำให้แลเห็นอย่างชัดเจนว่าสังคมบ้านเชียงหรือสังคมยุคโลหะในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนบนนี้ มีการนำควายมาเลี้ยงแล้ว

 

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้าพเจ้าและคณะอาจารย์ในภาควิชามานุษยวิทยา  ทำการสำรวจชุมชนโบราณในบริเวณลุ่มน้ำสงครามให้กับโครงการแม่น้ำโขง ได้พบแหล่งฝังศพในวัฒนธรรมบ้านเชียงในบริเวณหุบเขาตาดภูวง อำเภอวาริชภูมิ พบกระโหลกและเขาควายปะปนอยู่กับเศษภาชนะดินเผาเขียนสีและกระดูกคนมากมาย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาควายได้ถูกนำมาเป็นสมบัติอย่างหนึ่งในการเซ่นศพด้วย

 

นอกจากการขุดค้นที่บ้านนาดีแล้ว ชาลส์ ไฮแอม ยังขยายการศึกษาสำรวจจากแอ่งสกลนครผ่านหนองหาน กุมภวาปี ในเขตจังหวัดอุดรธานีลงสู่แอ่งโคราชในเขตลุ่มน้ำชี ทำการขุดค้นชุมชนโบราณที่บ้านเชียง ซึ่งเป็นชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบและสัมพันธ์กับโบราณวัตถุในสมัยทวารวดี

 

การขยายการศึกษาลงสู่ลุ่มน้ำชีดังกล่าวนี้ ไฮแอมต้องการดูการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากชุมชนเล็กเข้าสู่ชมชนขนาดใหญ่ เป็นบ้านและเมือง ในขั้นแรกดูจากความสัมพันธ์ของชุมชนในเขตอำเภอหนองหานกับอำเภอกุมภวาปีก่อน เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่เป็นศูนย์กลางกับชุมชนบริวาร ในขณะที่การขุดค้นที่บ้านเชียงเหียนนั้น เพื่อดูพัฒนาการของชุมชนแต่สมัยแรกที่เป็นชุมชนขนาดเล็กแล้วเปลี่ยนแปลงขยายตัวเป็นชุมชนใหญ่ในเวลาที่ผ่านมา

 

การขุดค้นชั้นดินที่บ้านเชียงเหียน ไฮแอมพบว่าชั้นดินทางวัฒนธรรมในระยะแรกมีอายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรืออีกนัยหนึ่ง ๓,๒๐๐ ปี ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการขุดอายุของชุมชนที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในแอ่งโคราชก็ว่าได้ ซึ่งรูปแบบทางวัฒนธรรมของเครื่องปั้นดินเผาที่พบที่บ้านเชียงเหียนนั้นแตกต่างไปจากภาชนะเขียนสีแบบบ้านเชียงอย่างสิ้นเชิง

 

ต่อจากการขุดค้นที่บ้านเชียงเหียน ไฮแอมพยายามสร้างภาพรวมเชื่อมโยงให้เห็นพัฒนาการของสังคมทั้งเขตดินแดนภายในคือ ภาคอีสานกับเขตชุมชนที่อยู่ใกล้ทะเล โดยเลือกแหล่งโบราณคดีท่ี “โคกพนมด”ี ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นแหล่งขุดค้น ทำให้ทราบถึงการตั้งถิ่นฐานและลักษณะทางสังคมของชุมชนที่มีอายุแต่ ๓,๕๐๐ ปีขึ้นไป ควบคู่ไปกับการขุดค้นที่โคกพนมดี ชาลส์ ไฮแอมสร้างความสัมพันธ์กับนักโบราณคดีเวียดนาม เดินทางเข้าไปศึกษาแหล่งโบราณคดีในยุคโลหะที่เวียดนามเพื่อเปรียบเทียบกับแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย

 

ต่อจากนั้นไฮแอมก็รวบรวมข้อมูลจากบรรดานักโบราณคดีทั้งหลายที่ทำการศึกษาแหล่งชุมชนโบราณทั้งในดินแดนประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงมาวิเคราะห์และเขียนเป็นงานชิ้นสำคัญทำให้แลเห็นภาพรวมของพัฒนาการทางสังคมแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะยุคโลหะเข้าสู่ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ คือ เรื่อง  The Archaeology of Mainland Southeast Asia.: From 10,000 B.C. to the Fall of Angkor (1989)

 

ในเวลาเดียวกันกับที่ชาลส์ ไฮแอม พยายามเชื่อมโยงการขุดค้นทางโบราณคดีมาแหล่งต่าง ๆ ตามภูมิภาคต่าง ๆ เขียนขึ้นเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีและสังคมบนพื้นแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ก็มีนักโบราณคดีต่างชาติท่านอื่นต่างก็ทำการค้นคว้าในทำนองคล้ายคลึงกัน ซึ่งต่างก็เริ่มจากจุดเริ่มต้นของตนจากแหล่งที่ตนมีประสบการณ์ในการขุดค้นและเชื่อมโยงไปยังแหล่งอื่น ๆ นักโบราณคดีเหล่านี้ได้แก่ “เบนเนท บรอนสัน” [Bennet Bronson], “เอียน โกลฟเวอร์” [Ian Glover] และ “คาร์ล ฮัทเตอเรอ” [ Karl Hutterer] เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ล้วนตื่นจากความสนใจในเรื่องขุดสำริดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสู่ยุคเหล็กอันเป็นยุคที่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีและสังคมแล้วทั้งสิ้น จนกระทั่งใน พ.ศ.๒๕๓๔ ภายใต้การนำของคารล์ ฮัทเตอเรอ ทางสมาคมสังคมศาสตร์อเมริกันก็ได้จัดการสัมมนาเรื่อง  "High Bronze Age in Southeast Asia” ขึ้น ณ โรงแรมโซพิเทล ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

การสัมมนาครั้งนี้ได้รวมนักวิชาการหลายฝ่ายทั้งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา นิรุกติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษ อเมริกา จีน ไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม เป็นต้น เป็นการแสดงภาพรวมให้เห็นพัฒนาการของชุมชนและผู้คนจากสมัยยุคเหล็กเข้าสู่ยุคต้นประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมในการเสนอบทความทางวิชาการในครั้งนี้ และได้นำข้อเสนอและข้อคิดเห็นหลายอย่างในการสัมมนาที่มีประโยชน์ครั้งนี้มาสานต่อในงานวิจัยทางด้านชุมชนโบราณที่ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมงานตลอดจนลูกศิษย์ได้ดำเนินเรื่อยมาแต่ พ.ศ.๒๕๐๘

 

ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าเข้าการสัมมนาทางวิชาการที่สมาคมสังคมศาสตร์อเมริกันจัดขึ้นที่โรงแรมโซฟีเทล หัวหินครั้งนี้ เป็นเสมือนการตื่นจากความฝันของบรรดานักโบราณคดีที่เคยสนใจและพยายามจะหาเรื่องยุคสำริดในดินแดนประเทศไทย เพื่อประกาศความเก่าแก่และรุ่งเรืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝันนี้วิลเฮลม์ จี. โซลไฮล์มเป็นผู้ฝันบนฐานของสังคมในยุคเหล็ก

 

เพราะก่อนหน้าที่จะฝันนี้ โซลไฮล์มพูดถึงแหล่งโบราณคดีที่มีร่องรอยการถลุงเหล็ก พูดถึงเครื่องปั้นดินเผาแบบพิมายดำและร่องรอยของชุมชนแต่สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งก็มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีลงมา อันนับเนื่องในยุคต้นพุทธกาลก็ว่าได้ ดร.ดับบลิว เอ. วันเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีโครงการลุ่มแม่น้ำโขงขององค์การสหประชาติบอกกับข้าพเจ้าว่า โซลม์ไฮล์มเคยระบุว่าลักษณะรูปแบบของภาชนะดินเผาแบบพิมายดำนั้น มีอะไรหลายอย่างที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอินเดีย

 

การค้นคว้าของโซลไฮล์มในบริเวณแหล่งที่พบเครื่องปั้นดินเผาแบบพิมายดำนั้นอยู่ในตอนต้นของลำน้ำมูลหรือ อีกนัยหนึ่งในเขตอำเภอพิมายและอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งบริเวณนี้แลเห็นการสืบเนื่องของชุมชนแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มายังสมัยประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน แต่ทว่างานโบราณคดีกู้ภัยของโซลไฮล์ม  บริเวณใในการศึกษาที่สำคัญไปอยู่ในเขตลุ่มน้ำพองอันอยู่ในลุ่มน้ำชี ทำให้การขุดค้นเกิดขึ้นในบริเวณนี้ จนเป็นเหตุให้มีการพบร่องรอยของการทำสำริดเกิดขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นของความฝัน

 

เพราะฉะนั้น การสัมมนายุคเหล็กที่เกิดขึ้นที่หัวหินจึงเท่ากับเป็นการตื่นจากความฝัน และกลับมาเริ่มต้นรากฐานแห่งความเป็นจริงที่โซลม์ไฮมล์เคยเริ่มต้นไว้แต่ก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ศิษย์ของโซลไฮล์มบางท่านก็ได้นำมาสานต่อ อันเป็นเรื่องที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป

 

แต่ในขณะที่บรรดานักโบราณคดีและนักวิชาการต่างประเทศหยุดฝันแล้วในเรื่องยุคสำริด บรรดานักโบราณคดีไทยส่วนใหญ่ยังฝันค้างอยู่ ยังคงหลงในความเก่าแก่ของยุคสำริดที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดของดินแดนประเทศไทยต่อไป เลยทำให้ทุกอย่างเป็นภาพนิ่งและเลือนลาง ทั้ง ๆ ที่ได้มีการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีขึ้นอีกมากมายทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่น ๆ ของประเทศ แต่ผลการขุดและการศึกษาเหล่านั้น ก็เป็นของที่แยกกันอยู่อย่างเป็นเสี่ยง ๆ ไม่อาจนำมาเชื่อมโยงให้แลเห็นพัฒนาการทางสังคมของทั้งในดินแดนประเทศไทยและภูมิภาคได้

 

17. ชาลส์ ไฮแอม [Charles Higham]

18. บ้านเชียงเหียน จังหวัดมหาสารคาม

19. ภาชนะดินเผาแบบโคกพนมดี

20.  เอียน โกลฟเวอร์ [Ian Glover]