สัญลักษณ์ที่ปรากฏในพิธีกรรมเลี้ยงผี “งานปี” บ้านเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
บทความ       ขนาด   

สัญลักษณ์ที่ปรากฏในพิธีกรรมเลี้ยงผี “งานปี” บ้านเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เข้าชม 2718 ครั้ง

 

สัญลักษณ์ที่ปรากฏในพิธีกรรมเลี้ยงผี “งานปี” บ้านเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

 

เมื่อเดินชมศาลถึงปลายสุดของแนวศาลทั้งสองด้าน จะมีชาวบ้านมารับท้าว โดยการกระทุ้งเส้าร้องรำทำเพลงกันเป็นที่ครึกครื้น

 

การศึกษาระบบความเชื่อแนวทางหนึ่งคือ การวิเคราะห์ตีความและให้ความหมายในเรื่องพิธีกรรมและตำนาน พิธีกรรมคือแบบแผนปฏิบัติที่บุคคลหรือชุมชนร่วมกันทำในโอกาสพิเศษและเกี่ยวข้องอยู่อำนาจลึกลับ พิธีกรรมประกอบไปด้วยกลุ่มสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน การค้นหาความหมายของระบบสัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญในค้นหาความหมายระบบความคิดและความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติ โดยเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนที่มีความเชื่อเช่นเดียวกัน

                                     

สภาพทางภูมิศาสตร์และสภาพโดยทั่วไปของบ้านเขาทอง

บ้านเขาทองเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งอยู่บนขอบที่ราบยกตัวของที่ราบลอนลูกคลื่นระดับสูงบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จนดูคล้ายอยู่บนเขาเมื่อมองจากถนนทางเข้าบริเวณที่ราบใกล้แม่น้ำ เพราะสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาถึง ๒๑ เมตร ก่อนจะลดระดับลาดลงสู่บึงบรเพ็ดทางทิศเหนือ

 

ในตำบลเขาทองประกอบไปด้วย ๑๑ หมู่บ้าน พื้นที่รวม ๔๙,๑๘๖ ไร่ ประชากรราว ๖,๘๐๐ คน ส่วนหนึ่งมีเชื้อสายจีนเนื่องจากเป็นชุมชนริมทางรถไฟ มีอาชีพทำนาด้วยวิธีทำนาหว่านเพราะเป็นที่ดอน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์จำพวกวัว, หมู, เป็ด,ไก่, ค้าขาย, เป็นข้าราชการ

 

กลุ่มบ้านที่เก่าแก่ที่สุด ตั้งอยู่บนเนินเศษขี้ตะกรันจากการถลุงเหล็กทำให้ดูเหมือนอยู่บนโคกสูงเด่นกว่ากลุ่มบ้านอื่นๆ มีการบอกเล่าสืบต่อมาว่า “บ้านเขาทองแต่เดิมนั้นต้องส่งส่วยเหล็ก ต่อมาเหลือแต่การทำเกวียน และมีชื่อเรื่องการทำเกวียน”

 

คำบอกเล่านี้ตรงกับหลักฐานที่พบนั่นคือเศษตระกรันเหล็กจำนวนมากที่อยู่ตามพื้นบ้าน แต่เรื่องทำเกวียนนั้นไม่มีคำบอกเล่ามากนักและปัจจุบันร่องรอยของความชำนาญนี้ไม่ปรากฏให้เห็น จากหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสาร พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอพยุหะคีรี อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นไปถึงเขตอำเภอบึงสามพัน ในจังหวัดเพชรบูรณ์ และบางส่วนของอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นแหล่งถลุงเหล็กมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่งสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์

 

แม้จะมีการแบ่งเขตทางการปกครองออกเป็นหมู่ต่างๆ แต่มีการแบ่งพื้นที่อย่างไม่เป็นทางการรับรู้กันทั่วไปออกเป็น บ้านเหนือและบ้านใต้ นอกจากวัดเขาทองที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัดขนาดใหญ่ประจำชุมชน ก็ยังมีวัดร้างอยู่อีก ๒ แห่ง คือวัดเหนือ และวัดใต้ ยังมีซากฐานร่องรอยของอาคารที่น่าจะเคยเป็นวัดขนาดเล็กๆ ในสมัยโบราณมาก่อน ที่วัดใต้ยังมีหลวงพ่อเพชรประดิษฐานเป็นที่เคารพบูชาของคนเขาทอง แม้จะไม่มีการใช้งานทำสังฆกรรม แต่เมื่อถึงวาระในแต่ละปีจะมีการเล่นลิเกฉลองทั้งสองแห่งและชาวบ้านก็ยังมาใช้สวดมนต์ ไหว้พระ บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันอยู่เรื่อยๆ

 

แม้จะอยู่ไม่ไกลลำน้ำเจ้าพระยา แต่สภาพพื้นที่เป็นที่สูงไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ต้องขุดสระสำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ ชาวเขาทองมีนิทานเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้หลายสำนวนแสดงถึงความยากลำบากในการหาแหล่งน้ำจนถึงปัจจุบัน ในชุมชนมีหนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สระแก้ว” เคยเป็นทางช้างมาลงกินน้ำ ปัจจุบันขุดเป็นสระขนาดใหญ่ของชุมชน อีกสระหนึ่งอยู่ในวัดใหญ่ เรียกว่า “สระวิไล” เป็นที่ตักน้ำไปใช้ในครัวเรือน และยังเคยเป็นสถานที่พบปะของหนุ่มสาวที่ไปตักน้ำกันตอนเย็นๆ ช่วงตรุษสงกรานต์บริเวณขอบสระที่เรียกว่า หัวหนอง จะใช้เป็นสถานที่เล่นจับข้อมือสาว ผู้หญิงจะยืนรวมกันเป็นกลุ่ม ผู้ชายถ้าพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็จะจับข้อมือผู้หญิงด้วยอาการสุภาพ เป็นธรรมเนียมว่าไม่ให้จับถึงข้อศอก พาเดินไปรอบๆสระ และห้ามเดินไปในที่ลับตาผู้คน บางบ้านพ่อกับแม่จะไปดูลูกสาวเล่นด้วย เป็นการผ่อนคลายและเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวพบปะกันในสายตาของผู้ใหญ่และชุมชน 

 

มีการกล่าวอ้างอิงในหลายแห่งว่า บรรพบุรุษของชาวเขาทองแต่เดิมเป็นชาวมอญเข้ามาทางเมืองอุทัยในระยะใดไม่ชัดเจน แต่กล่าวถึงกันว่า ที่วัดเขาทองเคยมีโบสถ์ที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเช่นเดียวกับโบสถ์มอญอื่นๆ และเคยมีเสาตะลุงอยู่หน้าวัด แม้ว่าร่องรอยทางภาษาซึ่งน่าจะคงอยู่บ้างกลับไม่พบว่ามีภาษามอญปะปนในภาษาพูดทั่วไป นอกจากคนในกลุ่มเขาทองและเครือญาติในหลายแห่งในเขตพยุหะคีรีจะมีสำเนียงที่สัมผัสการรับรู้ได้ชัดเจนว่าแตกต่างจากกลุ่มคนในละแวกท้องถิ่นใกล้เคียง และเรียกแกงต่างๆ ว่า “เลียง” ไม่ใช้มะนาวแต่ใช้ลูกมะสัง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นใหญ่ คว้านเอาเนื้อเปรี้ยวๆ ใส่แทน เรียกผ้าขาวม้าว่า “ตะโกง” ไม่ชอบรับประทานอาหารที่มีกะทิ ต่างจาก “คนแม่น้ำ” ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ห่างกันที่ชอบแกงกระทิมากกว่าแกงอื่นๆ เป็นต้น

 

ตามที่รับรู้ว่าชาวมอญนับญาติและถือผีทางฝ่ายชาย มีร่องรอยหลงเหลือจากการนับถือ “หม้อตาปู่ต้าน” มีอยู่เพียงบางบ้านในเขาทองเท่านั้น ในขณะที่พิธีกรรมเลี้ยงผีที่นับญาติทางฝ่ายหญิงคือ “งานปี” และการนับถือ “หม้อตายอดตายาย” กลายเป็นพิธีกรรมสำคัญของชุมชน มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ในขณะที่แทบจะไม่มีใครรู้จักการนับถือ “หม้อตาปู่ต้าน” แล้ว  และในขณะเดียวกัน งานพิธีสำคัญอีกประการหนึ่งของชุมชนคือ พิธีทำบุญข้าวหลามในเดือนสาม ที่ชาวเขาทองเรียกว่า “งานทำบุญหน้าศาล” โดยการนิมนต์พระไปทำบุญ ซึ่งพ้องกับพิธีทำบุญข้าวหลามหรือทำบุญข้าวจี่ของชาวลาว เป็นที่รู้ว่ามีชุมชนลาวพวนในอำเภอท่าตะโกและอาจมีอยู่ในอำเภอพยุหะคีรีด้วย แต่ยังไม่ได้สำรวจยืนยัน

 

ช่วงที่ทำบุญหน้าศาลตรงกับตรุษจีนพอดี เมื่อทำบุญเสร็จและไหว้เจ้าเสร็จก็จะมีการแลกเปลี่ยนอาหารที่นำมาทำบุญและไหว้เจ้าของคนทั้งสองกลุ่มด้วย คนจีนในบ้านเขาทองแยกศาลกันนับถือตามเชื้อสาย จีนแคะไหว้เจ้าที่ศาลหลังตลาด ส่วนจีนแต้จิ๋ว ไหว้เจ้าที่ศาลหลังบ้าน(หลังหมู่บ้าน)

 

ร่องรอยจากความเชื่อบ่งบอกถึงกลุ่มคนที่แตกต่างกัน จะสรุปว่าชาวเขาทองมีบรรพบุรุษเป็นชาวมอญแต่อย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะคงมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมและเชื้อสายจากคนหลายกลุ่มแสดงให้เห็นว่ามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างชัดเจน

 

ชุมชนเขาทองและชุมชนบางแห่งในอำเภอพยุหะคีรี มีชื่อทางเพลงพื้นบ้านเป็นที่รู้จักกันดีทั่วประเทศ มีการเก็บข้อมูลในเรื่องเพลงพื้นบ้านจำนวนมากจากนักวิชาการท้องถิ่น และยังเหลือคนเก่าๆ ที่สูงอายุรักการร้องการรำอยู่จำนวนหนึ่ง ที่มีชื่อที่สุดคือ กลุ่มเพลงที่มีการร้องโต้ตอบกันระหว่างหญิง-ชาย ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงพิษฐาน เพลงช้าเจ้าโลม เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อย และเพลงเต้นกำรำเคียวที่กล่าวว่าต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านสระทะเล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขาทองนัก แล้วดัดแปลงมาเป็นระบำเต้นกำรำเคียวของกรมศิลปากร นอกจากนี้ ยังมีเพลงและการละเล่นซึ่งเป็นกึ่งพิธีกรรม ระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความสนุกสนาน เช่น การแห่นางแมว และในประเพณีตรุษสงกรานต์ เช่น การเล่นจับข้อมือสาว การเล่นเข้าผีนางสุ่มนางสาก เข้าผีนางด้ง เข้าผีลิงลม เข้าผีแม่ศรี รำชีบท เป็นต้น

 

ในปัจจุบัน ยังพบเห็นการร้องรำเล่นเพลงในรูปแบบการสาธิตในโรงเรียนและงานประจำปี การร้องรำวง การทำขวัญสู่ขวัญ เพลงกล่อมเด็ก บทแหล่ต่างๆ เพลงพื้นบ้านที่กล่าวมาแล้วตามงานรื่นเริงต่างๆ และยังมีผู้ที่เคยเป็นลิเกเก่าและคณะลิเกก็ยังมีอยู่ที่บ้านเขาทองจำนวนหนึ่ง เนื่องจากจังหวัดนครสวรรค์เป็นศูนย์รวมคณะลิเกมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเห็นความสามารถด้านปฏิภาณไหวพริบที่แสดงออกตามธรรมชาติและยังคงอยู่ โดยเฉพาะจากการเล่นเพลงฉ่อย การร้องรำลิเกได้จากงานพิธีกรรมเลี้ยงผี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพิธีกรรม ดังจะกล่าวถึงต่อไป

 

พิธีกรรมเลี้ยงผีหรืองานปี”

พิธีกรรมเลี้ยงผี หรือ “งานปี” ของบ้านเขาทอง แต่เดิมเคยทำกัน ๓ ปีครั้งหนึ่ง เรียกว่า “งานสามปี” ประกอบพิธีกันในปีที่มีเดือน ๘ สองครั้ง กำหนดทำในเดือน ๗ แต่ปัจจุบันจัดปีเว้นปี และเรียกว่า “งานปี” จะกำหนดจัดกันในเดือน ๗ วันที่สะดวก โดย “ร่างทรง” ซึ่งเรียกกันว่า “ท้าว” เป็นผู้กำหนด ผู้ที่เป็นท้าวได้ต้องเป็นผู้หญิงสูงอายุซึ่งสืบทอดตำแหน่งเป็นสายตระกูล บ้านเขาทองซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ในอำเภอพยุหะคีรีมีเครือญาติที่อยู่ต่างชุมชนทั้งใกล้และไกล เมื่อถึงเวลางานปี จึงมาร่วมงานกันคับคั่ง แต่ก่อนผู้คนไม่มากนักก็ทำพิธีเพียงแห่งเดียวครั้งเดียว แต่เมื่อมีคนมากขึ้น จึงต้องแบ่งเป็นบ้านเหนือและบ้านใต้ มีท้าวคนสำคัญผู้ทำพิธีเพิ่มเป็นสองคนและทำพิธีในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน

 

งานประเพณีนี้ ชาวบ้านเรียกกันหลายชื่อ เช่น งาน “ไหว้ผี”, “ไหว้ผีโรง”, “งานปี” ผีในที่นี้หมายถึงผีบรรพบุรุษ พิธีกรรมไหว้ผีจะควบคู่ไปกับประเพณีพิธีกรรมที่สำคัญของชาวบ้านอีกอย่างหนึ่งคือ การรับ “หม้อตายอดตายาย”

 

ในงานพิธีวันแรกที่เรียกว่า “วันเป่าผี” จัดขึ้นที่บ้านของท้าว มีหญิงชาวบ้านทยอยนำข้าวสารและเงินมาร่วมพิธี ก่อนกลับจะขอพรและคำแนะนำจากผีที่เข้าร่างท้าว

 

หม้อตายอดตายาย

คือหม้อดินขนาดเล็กๆ ข้างในหม้อใส่เบี้ย ๓ ตัว หมาก ๓ คำ ขี้ผึ้งก้อนหนึ่ง รองด้วยสำลี เทียนและขี้ผึ้งลนหม้อให้หอม ใส่สาแหรกแขวนไว้ที่เหนือหัวนอน การตั้งหม้อตายอดตายายนี้ แม่จะตั้งให้ลูกสาวที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว และนิยมทำเมื่อมีลูกคนแรก ในเดือนคู่ ข้างขึ้น เพื่อความเป็นสิริมงคล ลูกหลานจะเลี้ยงง่ายไม่เจ็บป่วย โดยผู้ทำพิธีต้องรู้วิธีการตั้งหม้อและเป็นหญิงสูงอายุ และผู้ที่ตั้งหม้อตายอดตายายแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิปลูกศาลใน “งานปี”

 

กล่าวได้ว่า หม้อตายอดตายาย คือสัญลักษณ์ของการถือผีตามสายตระกูลฝ่ายหญิง เป็นการไหว้ผีบรรพบุรุษหรือบางคนเรียกว่า “ผีโรง” ที่ต้องมีประจำทุกบ้าน เมื่อถึงตรุษสงกรานต์จะนำหม้อตายอดตายายออกมาทำพิธีอาบน้ำ ประพรมของหอม เหมือนกับการจำลองรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในช่วงสงกรานต์ และท่องบ่นคาถาไปพร้อมกันดังนี้

 

“ปู่ย่า สองฝ่าย ตายาย สองข้าง เข้าไห เข้าห่อ พ่อโรงหม่อม แม่เป็นทาง ยาย พระหลวงทรงบาตร พ่อราช พ่อบุญนาค พ่อบุญสังข์ ท้าวเขา ท้าวไพร ตาหลวงพิชัย ตาขุนวิชิต ตาหม่อม ยายเมย พ่อเงินรังรอง พ่อทองร่มรื่น แม่สลิดปิดทอง เชิญมาชมเชยเสียแต่วันนี้”

 

 “หม้อตายอดตายาย” คือตัวแทนของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของฝ่ายหญิง จะเห็นว่าสังคมไทยเป็นแบบการแต่งงานมาอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิงและเน้นความสำคัญของเพศหญิง การตั้งหม้อจึงสะท้อนความสำคัญของเพศหญิงอีกประการหนึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ในหม้อนั้นใส่ขี้ผึ้งและหอยเบี้ย ซึ่งอาจเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเพศหญิง และหมากพลูที่อาจเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย เมื่อถึงวันตรุษจะมีการนำหม้อออกมาล้างชาวบ้านเรียกว่าอาบน้ำพรมของหอมทั้งแป้งและน้ำอบ คล้ายกับการอาบน้ำผู้ใหญ่ ซึ่งความหมายชาวบ้านเป็นผู้ตีความเองและวิธีการก็จำลองการปฏิบัติจริงมาด้วย

 

การตั้งหม้อของหญิงสาวที่ออกเรือนและมีบุตรคนแรก แสดงถึงการมีครอบครัวอย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะลูกคือสิ่งที่แสดงความมั่นคงในการอยู่ร่วมกัน หากยังไม่มีลูกชีวิตคู่อาจแยกกันได้ และผู้ที่ทำพิธีเป็นแม่งานจัดการให้คือแม่ของหญิงสาว แสดงถึงความรักและความผูกพันระหว่างและลูกสาวไปถึงหลานยาย เพราะเชื่อว่า หากไม่ตั้งหม้อ ลูกที่เกิดมาจะเลี้ยงยากและชีวิตในครอบครัวจะไม่มีความสุข หม้อที่ตั้งแล้วจะแขวนใส่สาแหรกไว้ที่หัวนอนหรือเสาเรือนที่เป็นที่สูงและจะคงอยู่ในบ้านของครอบครัวใหม่ไปตลอดชีวิตของหญิงคนนั้น

 

ท้าวและท้ายช้าง

ผู้ประกอบพิธีกรรม เรียกว่า “ท้าว” สืบทอดตามสายตระกูล ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกสาว ท้าวที่สืบทอดตามสายเลือดในบ้านเขาทองมีอยู่ไม่กี่คน  ส่วนท้าวคนอื่นเป็นหญิงสูงอายุมีความประพฤติดีเป็นที่นับถือของชาวบ้านมีบารมีมากพอและจัดเจนในการทำพิธีกรรม มีท้าวของบ้านเหนือและบ้านใต้ ท้าวที่สูงอายุและไม่แข็งแรงจะมีท้าวคนอื่นๆ คอยช่วยเหลือทำพิธีแทน ดังนั้นในเขาทองจึงมีท้าวที่ผู้คนนับถือให้เป็นผู้ประกอบพิธีอยู่หลายคน เล่าว่า แต่เดิมมีอยู่ถึง ๑๓ คน

 

ปัจจุบันเป็นธรรมเนียมนิยมว่าหากมีผู้ไม่สบายขึ้นมามักจะรับเป็น "คนกลางหรือร่างทรง" ทำให้ในเขาทองมีร่างทรงอยู่มากมาย เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการสืบทอดจากสายตระกูลกลายเป็นคนที่อ้างว่าได้รับการรักษาโรคจากอำนาจพิเศษลึกลับ

 

แม้จะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม แต่ “ท้าว” กับ “คนทรง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “คนกลาง” ก็ได้รับการนับถือต่างกัน คนทรงในบ้านเขาทองมีอยู่มากและพยายามเข้ามามีบทบาทในหมู่บ้าน มีเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เป็นจีนและไทยมากมาย แต่ชาวบ้านก็แยกแยะการนับถือ ความเชื่อมั่น ระหว่าง “ท้าว” และ “คนทรง” ต่างกัน และหน้าที่ในการทำพิธีและเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนก็ยังเป็นของ “ท้าว” นั่นเอง

 

ในระหว่างพิธีกรรม ท้าว จะมีคนรับใช้ที่เรียกว่า “ท้ายช้าง” หรือ “ไทช้าง” คือผู้ที่ท้าวแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยหรือรับใช้ในงานพิธีมีทั้งชายและหญิง ทั้งที่สืบตามสายตระกูลและผู้ที่อุทิศตัวเข้าร่วมด้วย แต่ละคนจะมีหน้าที่ต่างกันไป ช่วยเหลือสนับสนุนท้าวและเป็นผู้สื่อสารระหว่างท้าวและชาวบ้าน   ทำหน้าที่คอยดูแลเวลาผลัดเปลี่ยนผ้านุ่ง เดินรับส่ง  บางพวกเป็นนักดนตรีพวกปี่พาทย์และกลองยาว แต่เดิม ท้ายช้างมีเฉพาะผู้หญิง แต่ปัจจุบันเห็นทั้งผู้ชายและผู้หญิง

 

“ท้าว” คือบุคคลพิเศษที่สามารถสื่อสารระหว่างโลกของผีและโลกของมนุษย์ อำนาจพิเศษนี้ต้องส่งผ่านถ่ายทอดตามสายตระกูลระหว่างแม่และลูกสาว นั่นหมายถึงอำนาจในการติดต่อกับผีอยู่ในมือของเพศหญิงเท่านั้น เป็นที่เชื่อกันว่าเพศหญิงเป็นเพศที่จิตใจอ่อนไหวกว่าเพศชาย การติดต่อกับสิ่งที่เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติจึงควรเป็นของเพศหญิง

 

“ท้าว” เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง ที่ไม่ใช่ความคลุมเครือเพราะมีสถานภาพชัดเจน ไม่มีมลทินหรือถูกปฏิเสธจากสังคม ท้าวจึงมีความแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะสามารถสื่อความต้องการของมนุษย์และของผีให้มาพบกันได้ และอยู่ในสถานภาพที่คนในสังคมเคารพยกย่อง มีบทบาทในการเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนในชุมชนค่อนข้างมาก

 

ศาลและการปลูกศาล

ท้าวจะเป็นผู้เลือกบริเวณที่ปลูกศาล ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เพราะต้องใช้พื้นที่ราบเรียบ โล่งแจ้ง และน้ำไม่ท่วมขัง ศาลทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเท่ากันทุกศาลปลูกเป็นเสาสี่เสาขนาดสูงราว ๑.๕๐ เมตร แต่ละศาลกว้างราว ๕๐ เซนติเมตร ด้านบนใช้ไม้ไผ่สานเป็นพื้นสำหรับวางพานบายศรีใหญ่ มุมเสาด้านบนใช้ไม้ไผ่ดัดโค้งสำหรับเป็นโครงเพื่อจะคลุมด้วยผ้า ด้านหน้าลดระดับทำเป็นพื้นเดียวกันทุกศาล สำหรับวางพานบายศรีซ้ายขวา จะใช้กาบกล้วยหุ้มที่ขอบทั้งด้านบนและด้านล่างของชั้นต่อกันเป็นแนวยาว ด้านล่างของศาลทั้งด้านหน้าและด้านหลังวางโครงไม้ไผ่ไขว้ตัดกัน ตามแนวนอนใช้ไม้ไผ่ผูกติดกันในแนวระนาบสามชั้นในระยะห่างที่เท่าๆ กัน ต่อเนื่องเรียงรายตั้งแต่ศาลแรกจนถึงศาลสุดท้าย ในแนวระนาบที่สองจะใช้พาดผ้านุ่งและสไบ

 

ท้ายช้างจะเป็นผู้เริ่มปลูกศาลก่อนแล้วครอบครัวต่างๆ ก็จะทยอยกันปลูก ธรรมเนียมในการปลูกศาลจะเริ่มปลูกกันตั้งแต่เช้ามืดของวันทำพิธี แต่บางปีชาวบ้านกลัวจะไม่มีที่ จึงปลูกศาลกันก่อนหนึ่งวันซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ชาย

 

เมื่อปลูกศาลรวมเสร็จเรียบร้อยจะเห็นเป็นแถวเรียงรายมากกว่า ๓๐๐-๔๐๐ เมตร และเมื่อนำเครื่องประกอบศาลมาตั้งเรียบร้อยแล้วจะเห็นร่มกางเป็นแถวเหยียดยาวสวยงามตื่นตาตื่นใจ แต่ละปีจำนวนศาลมีแต่จะเพิ่มขึ้นเพราะคนมีมากขึ้นนั่นเอง ศาลที่ปลูกเสร็จแล้ว จะนับจำนวนเพื่อหาศาลที่อยู่กึ่ง    กลางเป็นฝ่ายทำอาหารเลี้ยงพวกปี่พาทย์ ท้ายช้าง ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกัน

 

จะมีศาลพิเศษตั้งแยกออกไปอยู่อีกสองศาลซึ่งไม่ติดกันและอยู่ห่างจากศาลอื่น ชาวบ้านบางคนจะได้รับการสั่งการให้ปลูกศาลสองศาลนี้จากพวกท้ายช้าง รูปแบบของศาลที่ปลูกเหมือนกันทุกอย่างรวมทั้งเครื่องประกอบพิธีทั้งหลายด้วย เป็นศาลของพ่อตาเตี่ยและศาลเจ้าทุ่ง ศาลทั้งสองแห่งนี้เป็นศาลใหญ่ของบ้านเขาทอง เป็นศาลคู่อยู่ที่เดียวกัน ตั้งอยู่กลางทุ่งนาบริเวณหมู่ ๒ ใกล้ๆกันนั้นมีเสาไม้ไผ่แขวน ชะลอมใส่ขนมนางเล็ด ขนมชะมุด ขนมกง ผูกผลไม้พวกมะละกอ และไม้ไผ่ที่ทำเลียนแบบไม้ธนู เมื่อเสร็จพิธีก็จะนำของเหล่านี้ไปวางทิ้งไว้ที่ทางสามแพร่งไกลๆ หมู่บ้าน ให้สำหรับผีไม่มีญาติ

 

มีความเชื่อต่อกันมาว่า เมื่อปลูกศาลเสร็จแล้ว ห้ามเดินหลังศาล เพราะเป็นทางผีผ่าน การเดินเข้าไปปะปนกับวิญญาณจะทำให้เกิดเภทภัยกับชีวิตของคนผู้นั้นได้

 

ศาลปลูกเรียงรายต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดก่อนทำพิธี

 

ศาลที่ปลูกในพิธีนี้ เป็นศาลผีที่เป็นตัวแทนของผีในสายตระกูลของฝ่ายหญิงหรือครอบครัวหนึ่งๆ เพราะผู้ที่ปลูกได้จะต้องมีการตั้งหม้อตายอดตายายแล้วเท่านั้น ผู้เตรียมเครื่องประกอบพิธีของแต่ละศาลก็มักจะเป็นหญิงที่ตั้งหม้อของตนเองแล้ว

 

ศาลผีเป็นศาลสี่เสาไม่มีหลังคา วัสดุทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหมด ไม้ไผ่เป็นไม้ที่หาได้ง่ายในชุมชน มีธรรมเนียมว่าจะต้องปลูกและรื้อถอนภายในวันเดียวคือวันทำพิธี ซึ่งสื่อความหมายว่า ศาลที่สร้างเป็นศาลชั่วคราวเท่านั้น เป็นสถานที่สถิตย์ของผีที่เข้ามาร่วมพิธีกับมนุษย์โดยอยู่ในสถานที่เดียวกันแต่แยกส่วนเพราะ มีข้อห้ามว่าห้ามคนเดินหลังศาล เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นเป็นที่ของผีซึ่งอยู่ร่วมในพิธี ขอบเขตของผีและมนุษย์ถูกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าอำนาจของผีอาจทำอันตรายกับมนุษย์ได้ และโลกสองโลกนี้ไม่ควรเข้ามาปะปนกัน นอกจากจะสื่อผ่านบุคคลพิเศษที่มีอำนาจมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป

 

ศาลจะมีลักษณะลดชั้น ชั้นบนวางพานบายศรีใหญ่ มีผ้านุ่งที่ยังไม่ได้ใช้ทำเป็นฝาสามด้านปล่อยด้านหน้าโล่ง ด้านบนใช้ร่มวางแทนหลังคา การใช้ผ้านุ่งที่เป็นผ้าผืนสำหรับนุ่งโจงแม้จะยังไม่ได้นุ่งแสดงถึงไม่มีแนวคิดเรื่องการเป็นมลทินของของต่ำมาไว้บนที่สูง น่าจะเป็นร่องรอยที่ค่อนข้างเก่ากว่าความคิดของคนในสังคมเรื่องการมีมลทินของผ้านุ่งและเพศหญิง ซึ่งถือกันในพวกที่ใช้ไสยศาสตร์คาถาอาคมซึ่งเป็นวิชาของเพศชาย

 

ศาลในพิธีกรรมเลี้ยงผี จึงเป็นสิ่งที่เป็นของชั่วคราว เป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นและจับต้องได้ในการสื่อสารถึงวิญญาณที่อยู่ในอีกโลกหนึ่ง ในวันที่โลกของ “ผี” และโลกของ “มนุษย์” มาบรรจบกันในเดียว จึงต้องสร้างสิ่งที่เป็นของชั่วคราว และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็จะไม่นำไม้ไผ่ที่ปลูกสร้างศาลไปใช้งานอื่นๆ อีก ช่วยย้ำความคิดที่ว่า โลกของผีและโลกของคนไม่อาจมาปะปนกัน

 

สิ่งของเครื่องใช้และขนมที่ใช้ในพิธีกรรม                 

ศาลที่ปลูกเสร็จแล้วตั้งแต่เช้ามืดตามแบบโบราณ ชาวบ้านจะหาบคอนกระบุงหรือถาดหรือโตกทองเหลือง นำสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องประกอบพิธีมาประดับตกแต่งที่ศาล ประกอบไปด้วย

 

-พานทองเหลืองใส่บายศรีใหญ่หรือบายศรีปากชาม ที่เย็บจากใบตองประดับด้วยดอกไม้และมีชามใส่เทียนและข้าวเหนียวทอดที่เรียกว่ายอดข้าว ข้าวตอกกวนวางไว้ด้านบน เรียกว่าเทียนยอดบายศรี มัดด้วยด้ายสายสิญจ์อีกทีหนึ่ง รอบๆ พานบายศรีมีกระทงใส่ขนมต่างๆวางไว้โดยรอบ ผอบทองเหลืองใส่ผิวมะกรูดลอยน้ำ ตัวบายศรีใหญ่ต้องตั้งไว้บนแท่นที่ปูด้วยผ้าขาวระดับสูงกว่าชั้นที่วางบายศรีเล็ก ใช้ผ้านุ่งผืนใหม่เท่าที่สังเกตเป็นผ้านุ่งโจงของผู้หญิงไม่จำกัดว่าเป็นสีพื้นหรือสีอะไร คลุมล้อมสามด้านกันแดดตามโครงไม้ไผ่ แล้วกางร่มด้านบนอีกที ร่มที่กางนี้จะเป็นร่มประจำศาลทุกบ้าน

 

-พื้นด้านที่ลดต่ำลงมาวางถาดใส่พานบายศรีเล็ก ๒ ถาด เรียกว่าบายศรีปากชามซ้ายขวา เป็นชามวางบนขัน มัดข้าวเหนียวทอดหรือยอดข้าว ข้าวตอกกวน หมากพลู กับยอดเทียนด้วยสายสิญจ์ ประดับด้วยดอกไม้ รอบๆ ถาดบายศรีคือกระทงขนาดเล็กใส่ขนมต่างๆ

 

-ที่ขาตั้งของเสาศาลข้างหนึ่ง แขวนกระบอกไม้ไผ่ไม่ยาวนักไว้สำหรับปักเทียน ซึ่งเป็นเทียนขนาดใหญ่ และจุดเมื่อเริ่มพิธี

 

-คานด้านล่างของศาล แขวนผ้านุ่งผืนใหม่พับเรียบร้อยผืนหนึ่งและผ้าสไบอีกผืนหนึ่ง เรียกว่า “ผ้าห้อยศาล”

 

-ที่พื้นด้านล่างซึ่งเป็นที่นั่งของครอบครัวเจ้าของศาลที่เข้าร่วมพิธี จะมีถาดใส่ถ้วยที่ใส่ผลไม้ เช่น กล้วย สับปะรด และหมากพลู ขันใส่น้ำ แป้งหอมและน้ำมันหอมใส่ถ้วย หม้อน้ำมนต์ ซึ่งเป็นหม้อดินเผาขนาดย่อมๆ ใส่น้ำและฝักส้มป่อย ปิดด้วยใบตองมัดปาก แล้วใช้มีดกรีดแยกตามรอยฉีกของใบตอง และใช้มะพร้าวแก่ เลือกที่รากงอกปอกเปลือกให้เรียบร้อย ใส่ลงในขันศาลละ ๓ ใบ ตั้งอยู่ที่หน้าศาลของแต่ละครอบครัว

 

ขนมที่ใช้ในงานพิธีกรรม มีบ้านราวๆ ๕๐-๖๐ บ้านที่ทำขนมเฉพาะกิจเพื่อขายในงานปีและงานออกพรรษา ทำกันเฉพาะสองงานนี้เท่านั้น จะมีญาติผู้หญิงมาช่วยกันทำครั้งละมากๆ เพราะต้องทำขายให้พอ มีบางบ้านที่ทำกันเองแต่เป็นส่วนน้อย ในอดีตจะเป็นการทำในบ้านและเครือญาติ แต่เนื่องจากขนมมีหลายอย่าง ต้องเสียเวลาทำมากจึงเปลี่ยนมาเป็นการซื้อซึ่งสะดวกกว่าและไม่ต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวมาก ขนมต่างๆ ได้แก่

 

-ขนมละมุดหรือชะมุด ทำจากเนื้อมะพร้าวห้าวกวนกับน้ำตาลแล้วจุ่มแป้งทอด

 

-ขนมกง  คือถั่วเขียวบดกวนกับน้ำตาล ปั้นเป็นวงกลมแล้วไข้วกันที่แกนกลาง จุ่มแป้งทอด

 

-ขนมเข็ด ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมกับมะพร้าวกวน

 

-ลูกกรอบ ข้าวเหนียวปั้นเป็นรูปกลมๆ ทอด แล้วฉาบน้ำตาล

 

-พิมพ์ข้าวตอก ข้าวตอกนำมากวนใส่น้ำตาลแล้วปั้นหรือกดลงในพิมพ์

 

-พิมพ์ถั่ว ทำจากถั่วเขียวกวนใส่น้ำตาลและปั้นหรือกดลงบนพิมพ์

 

-ขนมนางเล็ด ทำจากข้าวเหนียวนึ่งแล้วทอดเป็นรูปกลม โรยน้ำตาลที่หน้า

 

ส่วนที่ใช้ประกอบกับเครื่องบายศรีได้แก่

 

-ยอดข้าว หรือยอดบายศรี ทำจากข้าวเหนียวปั้นยาวๆ นำไปทอด แล้วมัดเป็นคู่ คู่ละ ๓ ตัว มีแบบ ๓ ยอด ๙ ยอด และต้องใช้บายศรีบ้านละ ๓ บายศรี

 

-ข้าวตอกกวน ปั้นเป็นรูปยาวๆ ใช้ประดับยอดบายศรี

 

“บายศรีที่ใช้ในพิธีกรรมของบ้านเขาทองยังคงความหมายตามคำเดิมอยู่ เพราะเป็นบายศรียอดข้าว คำว่า “บาย” แปลว่า “ข้าว” บายศรีหมายถึงข้าวขวัญ ในปัจจุบันเข้าใจว่ามีความหมายคือภาชนะใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ และภาชนะมักเย็บจากใบตองหรือเป็นถ้วยชามก็ได้ แล้วแต่จะประดิษฐ์ต่างๆ กัน แต่จะใช้ในพิธีเกี่ยวกับทำขวัญทั้งสิ้น บายศรียอดข้าวซึ่งเป็นบายศรีใหญ่ชั้นบนประดับด้วยการเย็บใบตองซ้อนเป็นชั้นสวยงาม ส่วนบายศรีซ้ายขวาจะเป็นบายศรีใส่ในชามมัดข้าวเหนียวนึ่งแล้วทอดให้พองกับข้าวตอกกวนน้ำตาล ซึ่งทำจากข้าวเหนียวตำแล้วทอดกวนกับน้ำตาล ต้องปั้นให้มียอดแหลม เพื่อใส่ไว้ที่ปลายยอดบายศรีซึ่งมีรูปทรงแบบสามเหลี่ยมแหลมขึ้นไปในอากาศ มัดกับเทียนที่จะจุดเมื่อเจ้าหรือผีที่เข้าในร่างท้าวมาชมศาลหรือเหยียบศาล ก็จะดมเทียนที่จุดไว้ โดยใช้มีดดาบแตะแล้วจึงนำมาดม เป็นสัญลักษณ์ของการรับอาหารที่อยู่ในพานบายศรีแล้ว

 

เครื่องสำหรับประกอบพิธีทุกครอบครัวจะใช้เหมือนกันหมด ได้แก่ พานบายศรีใหญ่, พานบายศรีซ้ายขวา, ขนมต่างๆ, ผ้าพาดศาล, กระบอกไม้ไผ่ใส่เทียน, หม้อดินเผาน้ำมนต์, มะพร้าวเสี่ยงทาย

 

การใช้ยอดบายศรีเป็นข้าวเหนียว น่าจะเป็นการสื่อความหมายถึงความสำคัญของข้าว โดยเฉพาะข้าวเหนียวที่เป็นข้าวเอนกประสงค์มากกว่าข้าวเจ้า เพราะขนมต่างๆ มักทำจากข้าวเหนียวและแป้งข้าวเหนียวทั้งสิ้น ทั้งเป็นข้าวที่ใช้ในพิธีกรรมทั่วไป ยอดบายศรีที่เป็นข้าวเหนียวนึ่งแล้วทอดจะมีสีขาวนุ่มนวล ต่างจากข้าวตอกกวนน้ำตาลที่จะมีสีคล้ำจากสีน้ำตาลไหม้ อาจจะคิดถึงโครงสร้างในระบบสัญลักษณ์ของการสื่อระหว่างสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามด้วยการมีตัวกลาง ในที่นี้คือ บนจุดสูงสุดของบายศรียอดข้าวในจุดที่จะสื่อสารระหว่างสิ่งที่จับต้องได้ในโลกมนุษย์และร่างทรงที่เป็นสื่อในโลกของผี เป็นจุดเชื่อมระหว่างสิ่งที่ตรงข้ามกัน นั่นคือขาวและดำ โดยใช้ข้าวเหนียวทอดและข้าวตอกกวนเป็นสัญลักษณ์ เป็นการประสานเชื่อมโยงให้สิ่งที่มองไม่เห็นและเหนือธรรมชาติแปลงให้มารับอาหารหวานคาวที่อยู่ในถาดบายศรี

 

บายศรีที่ต้องทำ ๓ บายศรี น่าจะเป็นตัวเลขที่มีความหมายและเหมาะสมสำหรับพิธีกรรมนี้ เพราะการใช้มะพร้าวแก่สำหรับเสี่ยงทายก็ยังใช้ ๓ ลูกเช่นเดียวกัน หมายเลข ๓ น่าจะเป็นตัวเลขแทนคำตัดสินในเบื้องต้นได้อย่างดี เช่น การเสี่ยงทาย การทำเพียงครั้งเดียวอาจจะต้องใช้ความรู้สึกที่เข้มแข็งมากกว่าปกติ และไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก การเสี่ยงทาย ๒ ครั้งก็ไม่อาจตัดสินได้เพราะมีโอกาสที่จะได้ในสิ่งที่ตรงข้ามกับครั้งแรก ส่วน ครั้งที่ ๓ จะเป็นครั้งตัดสินได้อย่างแน่นอน ความหมายของเลข ๓ คือการตัดสินใจ ความเที่ยงธรรม ความมั่นคง  ผ่อนคลายไม่ตึงเครียด

 

การจุดเทียนทั้งที่ยอดบายศรีและในกระบอกไม้ไผ่ แสงเทียนที่ยอดบายศรีเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อไปถึงโลกของผี บอกกล่าวให้มารับอาหารโดยการดมที่เปลวเทียนนั้น  ส่วนเทียนใหญ่ที่ใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่ผูกหลบไว้ที่เสาของศาล เริ่มจุดเมื่อเริ่มพิธี ป้องกันไม่ให้เปลวเทียนดับจึงใส่ไว้ในกระบอก เพราะเปลวเทียนนี้แสดงถึงช่วงเวลาของการติดต่อระหว่างโลกของผีและโลกของมนุษย์ จะต้องป้องกันไม่ให้เทียนดับก่อนที่จะเสร็จพิธี

 

“ผ้าห้อยศาล” ที่พาดไว้หน้าศาลด้านล่าง ทั้งผ้านุ่งและสไบ เป็นสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษทั้งชายและหญิง เพราะเมื่อสังเกตการเข้าผีของท้าวแต่ละครั้ง ผีแต่ละตนจะมีความแตกต่างกันเมื่อร่างทรงหรือเท้าเปลี่ยนผ้านุ่งหรือผ้าสไบที่เป็นของผีตนนั้นโดยเฉพาะ และจะผลัดเปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนผีลงร่างและล้มนอนลงบนที่นอนหรือหมอน ดังนั้น ผ้านุ่งหรือสไบจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นตัวแทนของผี ผ้าที่ห้อยหน้าศาลของศาลแต่ละหลังก็น่าจะหมายถึงสัญลักษณ์ที่แทนผีบรรพบุรุษของเจ้าของศาล และพื้นที่สำหรับวางคือการพาดไว้ที่หน้าศาล ซึ่งอยู่ต่ำกว่าพานบายศรีใหญ่ที่อยู่ชั้นบน เป็นการแบ่งกลุ่มของผี ตามลำดับความสำคัญ ผีสำคัญเข้าร่างท้าวเป็นผีที่มีชื่อสังคมในชุมชนและเป็นผีที่ปกป้องคุ้มครองคนในชุมชน เรียกได้ว่าเป็น “ผีบ้าน” ให้คำปรึกษาให้คำแนะนำ ให้คำทำนายผ่านร่างทรงคือท้าว เป็นผีในระดับผู้นำหรือเจ้านายที่ได้รับการยอมรับ ยกย่อง เคารพ โดยการเชิญมาสู่ขวัญ รับอาหารในพานบายศรีใหญ่ ส่วนบายศรีชั้นรองคือบายศรีซ้ายขวา น่าจะใช้สำหรับผีในระดับรองลงมาคือ ผีบรรพบุรุษ ที่มีตัวแทนคือผ้านุ่งและสไบที่เจ้าของศาลนำมาจากบ้าน จะสู่ขวัญและรับอาหารหวานคาวในบายศรีซ้ายขวา

 

“มะพร้าวเสี่ยงทาย” สามลูก เป็นสัญลักษณ์ของการทำนายอนาคต ดังนั้น เจ้าของศาลจึงเลือกมะพร้าวที่แก่จัดเลี้ยงให้มีรากงอกยาวที่สุด เพื่อชีวิตจะได้เจริญงอกงามดังเช่นรากมะพร้าว การที่ต้องเสี่ยงทายสามลูกดังเหตุผลที่เสนอข้างต้น และเมื่อถึงการฟันมะพร้าวมีคำทำนายที่ยึดถือจนเป็นธรรมเนียมว่า มะพร้าวที่ฟันไม่เข้าหรือฟันไม่ขาด ชีวิตจะเจริญงอกงามดี ชีวิตจะรุ่งเรืองร่ำรวยขึ้น ดังนั้น เจ้าของศาลจึงปอกมะพร้าวเอากาบออกจนเหลือแต่เนื้อกะโหลกเกลี้ยงเกลาอย่างที่สุดเพื่อให้ผิวลื่นใส่ไว้ในขัน เมื่อถึงเวลาช่วงสุดท้ายของพิธีกรรมก็จะเสี่ยงทายฟันมะพร้าว ถ้าฟันมะพร้าวค่อนไปทางตาถือว่าไม่ดี ถ้าฟันค่อนไปทางก้นถือว่าดี แบ่งมะพร้าวทางก้นสำหรับเจ้าของศาลเก็บไว้ ส่วนทางตาเป็นของผีซึ่งท้าวเป็นตัวแทนนำไปทำบุญกับพระสงฆ์ในวันต่อไป

 

จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่ดีทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองคือฝ่ายที่อยู่ในโลกมนุษย์ ส่วนฝ่ายที่ไม่ดีหรือทำให้ชีวิตแย่คือฝ่ายที่อยู่ทางโลกของผี ดังนั้น แม้ว่าจะมีการเคารพนับถือผีต่างๆ เพียงใดก็ตาม ก็ยังถือว่าโลกเหนือธรรมชาติและโลกของผีไม่ควรมาปะปนกับโลกของมนุษย์เพราะจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีแก่มนุษย์เอง มะพร้าวและน้ำมะพร้าวมักใช้กันในพิธีกรรมในกลุ่มสังคมหลายๆ แห่ง เป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด การชะล้างสิ่งสกปรก เช่น มีการใช้น้ำมะพร้าวล้างถนนในพิธีของชาวฮินดู การใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพเพื่อการชำระมลทิน มะพร้าวที่ใช้ในพิธีกรรมนี้จึงน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการชำระผ่านไปสู่ชีวิตใหม่ต่อไปข้างหน้าพร้อมกับการเสี่ยงทายอนาคตไปพร้อมกัน

 

คันธนูและชะลอมใส่ขนม ผลไม้ แขวนไว้ที่เสาเข้าร่วมในพิธีด้วย สำหรับผีไม่มีญาติ ผีเร่ร่อน เมื่อเสร็จพิธีนำไปวางที่ทางสามแพร่ง ซึ่งเป็นทางผ่านสำหรับผีในที่ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน เป็นการเผื่อแผ่ไปถึงผีที่ไม่มีลูกหลานจัดการตั้งศาลหรือรับเป็นผีบรรพบุรุษ คันธนูอาจจะหมายถึงการส่งขนมและผลไม้ให้สำหรับผีพเนจรเหล่านี้

 

การบ่งบอกถึงการจัดลำดับ การแบ่งแยกผีต่างพวกต่างกลุ่มไม่ปะปนกัน  แสดงถึงความสำคัญของการรวมกลุ่ม การมีสายตระกูล การสืบสายตระกูลหรือการมีวงศ์วานหว่านเครือ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของคนในสังคม ไม่เช่นนั้นเมื่อผ่านไปสู่โลกหลังความตายแล้วก็อาจเป็นผีไม่มีญาติได้

 

เมื่อท้าวมาถึงหน้าศาล ท้ายช้างจะนำตุ๊กตาม้าและช้างมารำต่อหน้าท้าว เรียกว่า รำล่อม้าล่อช้าง

ศาลเมื่อตั้งเครื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

 

พิธีกรรมและขั้นตอนงานปี

            พิธีกรรมของงานปีใช้เวลารวมทั้งสิ้น ๓ วัน วันแรกเรียกว่า "งานเป่าผี"”จัดพิธีที่บ้านของท้าว เป็นการเข้าทรงผีต่างๆ มีพวกท้ายช้างเป็นผู้ช่วยและมีวงปี่พาทย์บรรเลง ผู้ที่มาร่วมงานไม่มากเท่ากับวันมีงานพิธี ส่วนมากเป็นผู้หญิง แต่ละบ้านจะนำข้าวสารแห้งใส่ขัน ดอกไม้ เทียนขี้ผึ้งใส่พานและเงิน ๒๐ บาท มาร่วมทำบุญเก็บไว้เป็นกองกลางที่บ้านของท้าวในวันงานวันสุดท้าย โดยเหล่าท้ายช้างจะเป็นคนจัดการ ท้ายช้างบางคนจะทัดชบาแดงที่หูด้วย

 

            ในระหว่างการเข้าทรง ท้าวจะนั่งบนที่นอนปูผ้าสวยสะอาดและหมอนใหม่ มีผ้านุ่งหลายสำรับใส่ถาดสำหรับใส่เมื่อผีแต่ละตนเข้าร่าง ซึ่งจะเป็นผ้านุ่งเฉพาะของผีแต่ละตน ท้ายช้างจะเป็นผู้ช่วยแต่งตัวและจดจำหน้าที่ของผ้าผืนต่างๆ มีขวดเหล้า พานหมากพลู บุหรี่ อยู่ใกล้ๆ ผีที่มาลงในร่างของท้าว ท้าวจะเป็นผู้บอกและท้ายช้างจะรู้ด้วยประสบการณ์เพราะท้าวจะแสดงอาการกิริยาไม่เหมือนกัน

 

            เมื่อเริ่มเข้าร่างทรงปี่พาทย์จะบรรเลงรับ เมื่อจะออกก็จะตีฉิ่งรัว ปี่พาทย์รับอีกทีในขณะที่ท้าวล้มตัวลงนอน ในระหว่างที่รอท้าวแต่งตัว เช่นนุ่งผ้าหรือห่มสไบ วงปี่พาทย์จะบรรเลง ท้ายช้างบางคนจะรำร้องลิเกในระหว่างที่เข้าผี ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงจะนำพานมาให้ท้าวซึ่งเป็นตัวแทนของผี แล้วสอบถามขอคำทำนายถึงปัญหาของแต่ละคนด้วยอาการนอบน้อมพนมมืออยู่ตลอดเวลา ผีในร่างท้าวจะช่วยให้กำลังใจและบอกวิธีแก้ปัญหาด้วยอาการเมตตาตามลักษณะเฉพาะของผีที่เข้า ซึ่งเป็นสาเหตุของชื่องานพิธีกรรมคือ “งานเป่าผี” ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำหรับการเข้าผีเพื่อช่วยปัดเป่าความทุกข์ยากในจิตใจหรือปัญหาของชาวบ้าน

 

            ในระหว่างการเข้าผี บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานหัวเราะกันอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านเขาทองหลายคนทั้งที่เป็นท้ายช้างและชาวบ้านทั่วไปมีไหวพริบในการร้องด้นกลอนสดโต้ตอบกันเอง และระหว่างผีที่เข้าร่างท้าว บางครั้งก็ออกมาร่ายรำโดยมีวงปี่พาทย์บรรเลงรับส่งเป็นทำนองลิเกอยู่ตลอดเวลา

 

            ผีที่เข้าร่างของท้าว เช่น พ่อเตี่ย, แม่ลำไยหอมยวล(ห่มสไบ), พ่อไฟ(ห่มสไบแดง), แม่วันดีสาวเหนือ(สูบบุหรี่จัด), แม่แตงอ่อน(อ่อนหวานร้องรำอ่อนช้อยและร้องเพลงฉ่อยโต้ตอบกับท้ายช้างด้วยปฎิภาณดี), พ่อศรีเมือง(เสียงแหบ ร้องรำสง่างาม นั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่และรินเหล้าแจกกันทั่วๆ ร้องลิเกเกี้ยวแม่เสือที่เข้าร่างทรงของคนทรงใหม่) พ่อศรีเมืองเป็นผีที่ถูกนับถืออยู่มากเพราะทำการเป่าคาถาให้กับหญิงชาวบ้านที่ทยอยเข้ามาขอให้ช่วย

 

            การเข้าผีก็จะกระทำกันจนถึงบ่าย เมื่อชาวบ้านทยอยกลับกันหมด ท้ายช้างก็จะเตรียมตัวสำหรับงานพรุ่งนี้ต่อไป

 

            วันที่สองเป็นงานสำคัญ คือ "การชมศาล"เริ่มเมื่อราว ๙ โมงเช้า ชาวบ้านที่มาปลูกศาลตั้งแต่เช้าจากทั่วทุกบ้านที่ปกติจะแบ่งเป็นบ้านเหนือและบ้านใต้ เนื่องจากการนับถือผีทางฝ่ายหญิง การปลูกศาลหลังหนึ่งเท่ากับครอบครัวที่แยกบ้านออกไปครอบครัวหนึ่ง ไม่ว่าหญิงสาวคนใดจะออกเรือนไปอยู่ที่ใด เมื่อถึงเวลางานปีก็จะกลับมาทำพิธีโดยการปลูกศาล เย็บบายศรีเตรียมงานต่างๆ ถ้าผู้ใดหรือครอบครัวใดมาไม่ได้ก็จะส่งเงินมาร่วมงานแทนซึ่งจะเป็นส่วนน้อย เพราะการร่วมงานปีมีผลทางจิตใจของชาวบ้านสูงกว่าการให้เงิน

 

            รถอีแต๋น รถไถบรรทุกพ่วง รถปิคอัพ จะจอดกันเต็มบริเวณที่ทำพิธี ชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกันแทบทั้งนั้นจะมาร่วมงานทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง และผู้ชาย ทุกเพศทุกวัยเหมือนกับงานรวมญาติ เพราะเป็นงานพิธีที่ใช้เวลาทั้งวัน จึงต้องตระเตรียมอาหารกลางวันมาจากบ้านให้พอกับทุกคนในครอบครัว ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของศาลหลังกลางจะต้องนำอาหารมาเผื่อพวกท้ายช้างและวงปี่พาทย์ให้พร้อมด้วย

 

            ตั้งแต่ ๙ โมงเช้า จนถึงราว ๑๐ โมง เป็นช่วงเวลาที่ตระเตรียมจัดวางเครื่องประกอบพิธีทั้งหลายให้เรียบร้อย ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่เหมือนกันทั้งสิ้น หน้าศาลจะปลูกปรัมพิธีเป็นเพิงแถวแบบง่ายๆ ให้ครอบครัวของผู้ร่วมพิธีหลบร้อนและนั่งพักรับประทานอาหาร หรือผู้ชายก็ตั้งวงเหล้าไปพร้อมๆ กัน วงปี่พาทย์จะอยู่บริเวณกึ่งกลางของแถวศาล ซึ่งเป็นที่นุ่งผ้าของท้าวด้วย

 

            เมื่อพร้อมกันแล้วราว ๑๐ โมงเช้าจะมีการแห่ท้าวที่เข้าผีแล้วจากบ้านที่ทำพิธีเป่าผี มีขบวนกลองยาวเถิดเทิงเดินนำ ชายหญิงรำป้อมาตลอดทาง ท้ายช้างทัดชบาแดงขนผ้านุ่งผ้าห่ม หมอน ขันน้ำ พานหมากพลู ม้าจำลอง ช้างจำลอง ส่วนดาบท้าวจะเป็นผู้ถือเอง เมื่อถึงศาลจะเดิน “เหยียบศาล” หรือชมศาลรอบหนึ่งก่อน วงปี่พาทย์ประโคมเพลงทำนองเร้าใจ ท้าวหรือร่างทรงจะทำการ “ล่อบายศรี” คือยกบายศรีขึ้นจบที่หน้าผาก ๒-๓ ศาลแรก ศาลต่อๆ มาจะให้ท้ายช้างเป็นผู้ทำ หลังจากเดินชมศาลรอบหนึ่งแล้ว ท้ายช้างเป็นผู้ไปบอกให้จุดเทียนบายศรีซ้ายขวา แล้วเดินท่อมๆ ตามจังหวะดนตรีไปทางซ้ายเอาปลายดาบลนที่ปลายเทียนบนบายศรีซ้ายยกขึ้นดม ทำเช่นนี้จนครบทุกศาลทางด้านซ้าย และขวา ในขณะที่เดินไปจนสุดศาลทั้งด้านซ้ายและขวา ที่ปลายแถวแต่ละด้านจะมีแผ่นไม้รองและชาวบ้านหญิงชายหลายคนรอกระทุ้งเส้าไม้เป็นจังหวะรับท้าวและเชิญชวนให้มารำ ในขณะเดียวกันก็โห่ฮิ้วตบมือรับกันสนุกสนาน ร่างทรงจะรำร้องสักพักหนึ่งก็จะกลับไปที่ศาลต่อ เป็นเช่นนี้ทั้งสองด้านซ้ายและขวา

 

            ในขณะที่เดินเหยียบศาลท้ายช้างจะร้องรำไปตลอดทาง มีการนำเอาช้างและม้าจำลองมาล่อ เรียกกันว่า รำล่อม้า รำล่อช้าง รำคล้องช้าง รำคล้องม้า มีการนำเอาเหล้ามาเลี้ยงอยู่ตลอดทาง เมื่อชมศาลสักพัก ท้าวจะเหน็ดเหนื่อยมาก เนื่องจากเป็นหญิงสูงอายุ และศาลที่ต้องเดินชมทั้งซ้ายและขวามีมากกว่า ๒๐๐ ศาล ท้าวหรือร่างทรงจะนั่งพักที่บริเวณกึ่งกลางปรัมพิธี ถ้าหายเหนื่อยก็จะร้องเพลงตอบโต้กันทั้งจากท้ายช้างและชาวบ้านบางคนที่มาร่วมงาน หากใครร้องล่มจะถูกโห่ฮาหัวเราะเล่นกันสนุก

 

            จากนั้นท้าวจะเดินชมศาลอีกรอบหนึ่ง คราวนี้ท้ายช้างจะบอกให้จุดเทียนที่บายศรีใหญ่ และกระบอกใส่เทียนที่เสาศาล ร่างทรงใช้ปลายดาบลนที่ปลายเทียนทั้งบายศรีและกระบอกเทียนนำมาดมจนครบทุกศาล เมื่อถึงปลายแถวแต่ละด้านก็จะมีคนรีบวิ่งไปกระทุ้งเส้ารับท้าวและท้ายช้างกันอย่างสนุกสนาน ทั้งร้องทั้งรำอยู่รอบตัวท้าว เมื่อเสร็จรอบนี้แล้วก็จะเดินชมศาลใช้ปลายดาบลนเพื่อดมบายศรีขวาอีกรอบหนึ่ง กรณีบ้านใต้ ท้าวที่สูงอายุมากๆ จะมีท้าวคนอื่นที่ไว้ใจทำพิธีแทนบ้างเหมือนกัน                    เวลาเที่ยงจะเป็นช่วงหยุดพัก ทั้งท้าวและท้ายช้าง คนปี่พาทย์ จะนั่งรับประทานอาหารจากบ้านที่เป็นเจ้าของศาลหลังกลางเป็นคนจัดเลี้ยง และชาวบ้านที่มาร่วมพิธีก็จะนำอาหารที่มาจากบ้านมาตั้งล้อมวงรับประทาน ผู้ชายอาจตั้งวงดื่มเหล้าส่งเสียงเฮฮาอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างการรับประทานอาหารก็จะมีการพูดคุยกับญาติๆ ที่อาจจะไม่ได้พบปะกันบ่อยนัก เมื่อเสร็จจากอาหารกลางวันแล้ว วงปี่พาทย์ ท้ายช้าง ผู้มาร่วมงานและท้าวก็จะร้องรำเล่นกันต่อใช้เวลาพักใหญ่ๆ

 

            ในช่วงบ่ายจะมีการชมศาลให้เป็นที่ครึกครื้นอีก ต่อไปถึงช่วงสุดท้ายของพิธีกรรม ท้ายช้างจะบอกให้ชาวบ้านนำมะพร้าวทั้งสามลูกมาวางไว้ที่พื้นหน้าศาล เป็นการ “ฟันมะพร้าวเสี่ยงทาย” มะพร้าวที่นำมาใช้ในงานพิธีหากมีรากงอกยิ่งยาวยิ่งดี เพราะถือว่ามะพร้าวที่มีรากงอกปลูกขึ้นง่าย ชีวิตจะได้ดีทำมาค้าขึ้น มะพร้าวที่เหลือเจ้าของศาลจะเป็นฝ่ายฟันเอง น้ำมะพร้าวจะปล่อยทิ้งล้างที่หน้าศาล อาหารและขนมที่ใช้เป็นเครื่องเซ่น จะให้ท้ายช้างนำกลับไป คงเหลือแต่บายศรี เจ้าของศาลจะนำเอามาไว้ที่บ้าน วางไว้ที่ประตูบ้าน ๓ คืน แล้วจึงนำไปวางไว้ตามใต้ต้นไม้ใหญ่ ส่วนหม้อน้ำมนต์ที่นำมาเข้าร่วมพิธีกรรมนำกลับไปประพรมที่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคล

 

            ศาลซึ่งปลูกแยกไปต่างหากของศาลเจ้าพ่อทุ่งและศาลตาเตี่ย จะมีนำอาหาร ขนม เครื่องเซ่นและพานบายศรีไปไว้ที่ศาล ส่วนขนมและผลไม้และคันธนูที่แขวนไว้ก็จะนำไปทิ้งไว้ที่ทางสามแพร่งไกลจากบ้านเรือนของผู้คนสำหรับให้ผีไม่มีญาติ

 

            หลังจากนั้นท้าวจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเป็นอันเสร็จพิธีสำหรับวันนี้ ชาวบ้านจะรื้อถอนศาลอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพื้นที่ที่เคยปลูกศาลและมีคนมาร่วมงานกันคึกคัก ก็จะเรียบเตียนโล่ง แทบไม่หลงเหลือร่องรอยของการปลูกศาลจำนวนมากมาก่อน

 

            วันที่สาม เป็นวันทำบุญเลี้ยงพระโดยท้าวและท้ายช้างจะเป็นแม่งาน ข้าวสารที่ชาวบ้านนำมาให้และมะพร้าวซีกหนึ่งที่ฟันไว้จะนำมาประกอบอาหารและหุงข้าวเลี้ยงพระ เป็นการประกอบพิธีทางพุทธศาสนาในวันสุดท้าย งานนี้ชาวบ้านมาร่วมงานกันไม่มากเท่ากับงานเลี้ยงผีในวันที่สอง เป็นการเสร็จพิธีงานปี

 

            จากนั้นก็จะเป็นคราวของบ้านใต้ ซึ่งจะทิ้งระยะในช่วงเวลาไม่ห่างกันมากนัก ผู้ที่มาเข้าร่วมพิธีก็จะมีจำนวนพอๆ กัน หรือมากกว่าไม่มาก เนื่องจากเป็นชุมชนใหญ่ศาลทั้งบ้านเหนือและบ้านใต้รวมกันจึงมีไม่ต่ำกว่า ๔๐๐-๕๐๐ ศาล

 

            เมื่อถึงปลายด้านหนึ่ง แต่ละด้านจะมีชาวบ้านเตรียมกระทุ้งเส้าไม้รับท้าวที่เข้าผีแล้ว พร้อมกับตบมือร้องโห่ฮิ้วสามลาไปด้วยอาการสนุกสนาน เป็นการใช้ดนตรีและการร่ายรำสื่อสารกับผีหรืออำนาจนอกเหนือธรรมชาติ การกระทุ้งเส้าส่วนมากทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ยาวพอเหมาะมือ การกระทุ้งเส้าประกอบจังหวะดนตรีบ่งบอกถึงร่องรอยความเก่าแก่ของการเป็นเครื่องประกอบจังหวะการร้องหรือการขับลำในงานพิธีกรรม เมื่อเปรียบเทียบก็พบว่า การกระทุ้งเส้าแพร่หลายในกลุ่มชนพื้นถิ่นหรือกลุ่มดั้งเดิม เช่น ในกลุ่มพวกโส้ นิยมเล่น “โส้ทั่งบั้ง”  ใช้เล่นในพิธีสำคัญ เช่นงานศพหรืองานรื่นเริงต่างๆ พวกกลุ่มตระกูลข่าและเซียมังมีการใช้ลำไม้ไผ่กระทุ้งดินทำให้เกิดจังหวะในการร้องรำ การกระทุ้งเส้าจึงเป็นเครื่องประกอบจังหวะพื้นฐานอย่างง่ายที่สุด

 

            ดนตรีปี่พาทย์ การร้องเพลงโต้ตอบและการร่ายรำเป็นสิ่งสำคัญในงานพิธีกรรมและขาดไม่ได้ เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงงานเลี้ยงที่รื่นเริง เป็นสื่อให้มนุษย์มีโอกาสหยอกล้อ เย้าแหย่ โต้ตอบ ด้วยถ้อยคำ ด้วยการร่ายรำ โดยใช้ดนตรีและการขับลำเป็นสื่อกับผี ซึ่งไม่มีโอกาสใดได้ทำเช่นนี้

 

ดังนั้น พิธีกรรมเลี้ยงผีจึงเป็นเหตุการณ์พิเศษที่มนุษย์สามารถสื่อสารตอบโต้กับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติด้วยอาการที่มนุษย์กระทำกันในงานรื่นเริงหรืองานพิธีกรรม นั่นคือ ร้องรำทำเพลง ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเมามาย

 

            หลังจากเดินเหยียบศาลหรือชมศาลครบทุกศาลทุกรอบแล้ว ท้าวที่เข้าผีจะทำการฟันมะพร้าวเสี่ยงทายและฟันศาลไปพร้อมกัน การฟันศาลจะฟันที่กาบกล้วยที่หุ้มขอบไม้ไผ่ด้านนอกอยู่ทุกศาล หมายถึงศาลนี้ประกอบพิธีเรียบร้อยแล้ว หน้าที่การใช้งานศาลเป็นการชั่วคราว ผีที่เข้ามาร่วมงานทั้งหมดต้องกลับไปอยู่ในที่ของตนเอง เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดพิธีที่ผีต้องอยู่ในโลกของผี และมนุษย์ต้องอยู่ในโลกของมนุษย์ การฟันศาลถือเป็นการสิ้นสุดการมาพบกันชั่วคราวระหว่างโลกสองโลก เป็นการแยกแยะไม่ให้ปะปนกันจนกว่าจะมีพิธีกรรมครั้งใหม่

 

วงปี่พาทย์ที่เป็นคนเขาทอง จะเล่นตั้งแต่เมื่อเริ่มจนจบพิธี เมื่อผีในร่างท้าวเดินผ่านศาลของครอบครัวใด ทุกคนจะยกมือขึ้นพนมด้วยความ

 

บทบาทหน้าที่ในชุมชน

            พิธีกรรมเลี้ยงผีเมื่อมองในแง่ของหน้าที่ต่อสังคม จะทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมากๆในคราวเดียวกัน การสังสรรค์ของคนในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การพบปะของกลุ่มเครือญาติที่ห่างกันไปไกลๆ โดยเฉพาะปัจจุบันที่ผู้หญิงสามารถแต่งงานได้อย่างอิสระมากขึ้นและย้ายออกไปนอกชุมชน การตั้งหม้อตายอดตายายคือสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาทำพิธีปลูกศาลหรือต้องส่งเงินมาแทน โดยเชื่อว่าหากไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งชีวิตจะไม่เป็นสุข

 

            วันแรกของงานพิธีที่เรียกว่า “งานเป่าผี” มีการ “เข้าผี” หรือเข้าทรง เพื่อให้ผู้มีความทุกข์ใจหรือมีปัญหาสอบถามเฉพาะคนและเป่าเพื่อให้ความทุกข์กังวลใจนั้นหมดสิ้นไป เป็นการบรรเทาความตึงเครียดของคนในสังคมโดยเฉพาะเพศหญิงที่มีครอบครัวแล้ว

 

            นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการเป็นที่พึ่งทางใจลดความวิตกกังวลในอนาคต โดยการ “ฟันมะพร้าวเสี่ยงทาย” จะมีผลต่อผู้เป็นเจ้าของในทางที่ดีหรือทางที่ร้ายไปตลอดจนถึงงานปีครั้งต่อไป และน้ำมนต์ที่นำมาทำพิธีจะนำกลับไปบ้านเรือน ใช้ประพรมเป็นสิริมงคลเพราะผ่านกระบวนการในพิธีกรรมมาแล้ว

 

            ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการเลี้ยงผีโดยเฉพาะผีบรรพบุรุษมาก ทั้งประนีประนอมและไม่ขัดแย้งกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เพราะเมื่อถึงวันที่สามของพิธี ท้าวผู้เป็นสื่อของโลกสองโลกจะเป็นผู้นำในการทำบุญเลี้ยงพระด้วยการนำข้าวสารและมะพร้าว อาหารบางชนิดจากงานพิธีเลี้ยงผีมาทำอาหารเลี้ยงพระด้วย

 

            ผลจากการรวมกลุ่มที่ลงตัวในงานพิธีกรรม ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์พิเศษของชาวบ้านเขาทองที่คนในท้องถิ่นใกล้เคียงรับรู้ได้ รูปแบบพิธีกรรมที่ลงตัวเหมาะสมกับคนในท้องถิ่นทำให้กิดการเปลี่ยนแปลงได้น้อยมาก แม้จะมีความซับซ้อนในเรื่องของโครงสร้างทางสังคมในระดับ “เมือง” ขนาดเล็ก แต่ยังคงรูปแบบของงานพิธีกรรมได้อย่างมั่นคงและขยายขอบเขตของผู้เข้าร่วมพิธีมีจำนวนมากขึ้นแสดงถึงความคิดของผู้คนที่มีกลุ่มและโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อน

 

ถึงเวลาเที่ยง แต่ละครอบครัวจะนำอาหารที่เตรียมสำรับมาจากบ้านล้อมวงรับประทานกัน เป็นการรวมญาติจากต่างถิ่นและลูกหลานทุกวัยทุกรุ่นมารวมกันอย่างพร้อมหน้า

 

สภาพสังคมในปัจจุบันที่มีความเสี่ยงสูงและหาที่พึ่งทางใจได้น้อย การเข้าร่วมในพิธีกรรมจึงยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความต้องการพึ่งพิงอำนาจเหนือธรรมชาตินั่นคือ ผี ด้วยการทำพิธีผ่านตัวแทนที่เป็นคนพิเศษ น่าจะเป็นเหตุผลในการตอบคำถามว่าทำไมพิธีกรรมเลี้ยงผีของบ้านเขาทองจึงสามารถคงอยู่ในภาวะปัจจุบัน

 

สรุป

พิธีกรรมเลี้ยงผี หรืองานปี ที่บ้านเขาทอง คือการเชิญบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปและบรรพบุรุษสำคัญในอดีต ซึ่งอยู่ในโลกของอำนาจนอกเหนือธรรมชาติมาร่วมงานชุมนุมในโลกของมนุษย์ มารับประทานอาหารหวานคาว มาร่วมงานรื่นเริง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลาน โดยการแสดงออกในรูปของกลุ่มสัญลักษณ์ที่มีความหมายต่างๆ ผ่านคนทรงที่เรียกว่าท้าว ซึ่งมีอำนาจพิเศษสามารถติดต่อได้ทั้งกับโลกของผีและโลกของความจริง

 

            พิธีกรรมเลี้ยงผีเมื่อมองในแง่ของหน้าที่ต่อสังคม จะทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมากๆในคราวเดียวกัน เป็นความผูกพันของคนในชุมชน ลดความขัดแย้ง แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือการเป็นงานรื่นเริงที่ชุมนุมเครือญาติจำนวนมากร่วมรับประทานอาหารและสังสรรค์ในบรรยากาศที่สนุกสนาน

 

            กลุ่มสัญลักษณ์ต่างๆ และการสื่อความหมายบ่งบอกวัตถุประสงค์ของการนำเอาโลกที่แตกต่างกันทั้งสองโลกให้มาสัมผัสกันได้ชั่วคราว โดยมีศาลเป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อ นอกจากร่างทรงหรือท้าวที่สามารถติดต่อได้ในเหตุการณ์ปกติ แต่ในพิธีกรรมนี้เป็นเหตุการณ์พิเศษชั่วคราวที่มนุษย์จำนวนมากจะสื่อสารกับผีด้วยความใกล้ชิด แต่มีความระมัดระวังในการที่จะไม่ยอมให้มีการปะปนกันระหว่างโลกทั้งสองอยู่ตลอดเวลา

 

            มีการแบ่งแยกผีเป็นกลุ่มต่างๆ ที่มีระดับและช่วงชั้นแตกต่างกัน การถือผีสายตระกูล ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม การมีวงศ์วาน การมีตระกูล การเลี้ยงผีโรงหรือผีสายตระกูลเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการมีสังกัด มีกลุ่ม และมีการสนับสนุนทางสังคมเป็นลักษระเด่นอย่างสำคัญของชุมชนแต่เดิม

 

            และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเพศหญิงที่เป็นผู้สืบเนื่องพิธีกรรม เป็นผู้มีอำนาจพิเศษสามารถติดต่อกับโลกของผีหรืออำนาจเหนือธรรมชาติได้ เป็นผู้ถ่ายทอดความสำคัญของสายตระกูลจากแม่สู่ลูกสาว การสร้างวงศ์วานหว่านเครือให้กระจายออกไป

 

            สัญลักษณ์ที่ปรากฏในพิธีกรรมนี้ คือ วิธีคิดของมนุษย์ที่จะสื่อสารระหว่างตนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ

 

 

 

 

บรรณานุกรม

ซ่อนกลิ่น คงธรรม และคณะ. การละเล่นพื้นบ้าน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์เอกสารประกอบการศึกษาวิชาภาษาไทย ๓๔๕ ภาควิชาภาษาไทย วิทยาลัยครูนครสวรรค์, ๒๕๒๓

Milner, E.B. [Editor]. Natural Symbols in South East Asia.School of Oriental and African Studies, University of London, 1978.

ข้อมูลสัมภาษณ์ชาวบ้านเขาทองหลุย  ธูปบูชา, เฉลียว คำมีมูล, บุญ พรมทอง, ผัน  ธัญญผล, แผ้ว พิมมล, มี หมีทอง, ประจักษ์ คทาทอง, เทียน ไล้ทองคำ, ย้อย พงษ์พิทักษ์, และชาวบ้านที่ร่วมงานพิธี 

 

 

 

 

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เคยพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๔)  

 

นิรนาม เมื่อ  ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๕:๐๖:๓๙
ความคิดเห็นที่ #1
ผมอยากได้รูปอ่ะ เเละอยากรู้ว่าท้านนี้ชื่ออะไรอ่ะ ใช่ท้าวเชื่อมเเละท้าวก้านป่าวคับ