ลุงประเสริฐ สุขถาวร : เกษตรกรบนแผ่นดินทองหนองจอก
บทความ       ขนาด   

ลุงประเสริฐ สุขถาวร : เกษตรกรบนแผ่นดินทองหนองจอก

บทความโดย อภิญญา นนท์นาท : เรื่องและภาพ

เข้าชม 2600 ครั้ง

 

 

ลุงประเสริฐ สุขถาวร : เกษตรกรบนแผ่นดินทองหนองจอก

 

คุณลุงประเสริฐ สุขถาวร ผู้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ ของชุมชนฮาซานุดีน

         

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสร่วมกับเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคมเดินทางไปยังพื้นที่กรุงเทพฝั่งตะวันออก คือ หนองจอก มีนบุรี และเลยไปถึงนครเนื่องเขต จ. ฉะเชิงเทรา  นอกจากได้เยี่ยมชมย่านการค้าเก่าและสภาพเมืองที่กำลังแปรเปลี่ยนไปแล้ว ยังได้สัมผัสวิถีเกษตรกรท่ามกลางเมืองใหญ่อย่าง “หนองจอก” ที่พยายามปรับตัว เพื่อจะรักษาพื้นที่สีเขียวของตนเองให้ดำรงอยู่ได้ท่ามกลางป่าคอนกรีต อันเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจของสังคมกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ที่ภาคเกษตรกรรมมักถูกหลงลืม

 

คิด-ลงมือทำ พลิกฟื้นแผ่นดิน “หนองจอก”

“ธารน้ำใสสะอาด พฤษชาติเขียวขจี”  สองวรรคแรกในคำขวัญเขตหนองจอก สะท้อนภาพการเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นทุ่งกว้าง มีลำคลองตัดผ่านหลายสาย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับการทำเกษตรกรรม ทั้งสวนผัก ผลไม้  และนาข้าว

 

กระทั่งการพัฒนาเมืองแผ่ขยายมาสู่ย่านชานเมือง พื้นที่สีเขียวแปรเปลี่ยนเป็นทำเลทองดึงดูดนายทุน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียที่ดินทำกิน เพราะไม่สามารถต้านทานอำนาจทุนได้ แต่ท่ามกลางกระแสทุนอันเชี่ยวกราก ยังมีเกษตรกรที่ไม่ยอมถูกพัดพาตามไป 

 

“พื้นที่การเกษตรที่นี่ มันจะเหลือน้อยลงไป ผู้คนเข้ามามากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้พื้นที่น้อยนี้ ให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น” 

 

คำกล่าวของลุงประเสริฐ สุขถาวร หรือลุงยูซุฟ เกษตรกรชาวหนองจอก วัย ๖๐ ปีเศษ ผู้เป็นเกษตรกรเมืองหลวงมาค่อนชีวิต สะท้อนถึงปัญหาและแนวความคิดริเริ่มในการพัฒนาที่ดินของตนเอง ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ”เพื่อหวังต่อลมหายใจให้อาชีพเกษตรกรเมืองหลวงที่มีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด   

 

ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชุมชนฮาซานุดีน แขวงหนองจอก เขตหนองจอก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยเป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรในนาม “ชมรมแผ่นดินทองหนองจอก” เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาดีเช่นเดิม เพราะขณะนั้นพื้นที่เกษตรกรรมที่เหลืออยู่ต่างถูกห้อมล้อมด้วยตึกรามบ้านช่องที่เปิดรับผู้คนจากถิ่นอื่นเข้ามา น้ำเน่าเสียจากครัวเรือนจำนวนไม่น้อยจึงถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ประกอบกับเกษตรกรเริ่มพึ่งพาการใช้สารเคมีในกระบวนการต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำและดินเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวของเกษตรกรเอง  

 

ด้วยเหตุนี้ ภูมิปัญญาการเกษตรดั้งเดิมที่พึ่งพิงธรรมชาติและความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ โดยศูนย์เกษตรอินทรีย์ฯ มีบทบาทในการเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างกลุ่มเกษตรกร และเจ้าหน้าที่การเกษตรจากองค์กรของรัฐ ในการเป็นพื้นที่เผยแพร่ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ และรับปรึกษาปัญหาต่างๆ ของเกษตรกร เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างเกษตรกรในพื้นที่

 

ในพื้นที่กว่า ๓๐ไร่ของศูนย์เกษตรอินทรีย์ฯ ถูกบริหารจัดการเป็นบ่อน้ำและพื้นที่เพาะปลูก โดยยึดตามหลักเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด และมีแปลงทดลองที่ดำเนินควบคู่กับการจัดอบรมความรู้เกษตรอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การเพาะเชื้อราสำหรับเป็นปุ๋ย การเพาะพันธุ์พืชและปลาชนิดต่างๆ โดยมีการจัดอบรมให้กับเกษตรกร บุคคลทั่วไป รวมไปถึงสถานศึกษาในพื้นที่ด้วย

 

แปลงทดลอง “สวนผักลอยน้ำ” จากจินตนาการ

ของคุณลุงประเสริฐ 

ต้นกล้าพืชผักผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ

มีจำหน่ายในราคาถูก หากต้องการนำไปปลูกเองที่บ้าน 

 

ท่องเที่ยววิถีเกษตร (คนเมือง)

การสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับ “คนเมือง” เป็นหนึ่งในแนวความคิดของลุงประเสริฐ โดยหวังให้คนทั่วไปได้รับรู้คุณค่าของเกษตรกรรมมากขึ้น 

 

ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ฯ จึงเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นที่พักปอดชั้นดีของคนเมืองได้แล้ว ยังมีโอกาสได้สร้างประสบการณ์และเรียนรู้ในภาคเกษตรกรรม อันเป็นเรื่องที่แทบจะขาดหายไปในชีวิตคนเมืองอย่างเราๆ เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่าทุกบ้านสามารถมีพื้นที่เกษตรเล็กๆ เป็นของตัวเองได้ เช่น การเรียนรู้วิธีการปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารเคมีไว้ใช้ในครัวเรือน ที่นี่มีให้เรียนรู้กันหลายชนิด ตั้งแต่จำพวกไม้เล็กๆ ปลูกง่าย เช่น ผักวอเตอร์เครส  ต้นหอม กะเพรา โหระพา หรือพวกที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น มะละกอ ฟักทอง มะเขือชนิดต่างๆ  โดยจะให้คำแนะนำในการปลูกทุกขั้นตอน อีกทั้งมีเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าให้ด้วย หากสนใจนำไปปลูกที่บ้าน

 

นอกจากนี้ยังมีแปลงทดลองต่างๆ เกี่ยวกับสวนผักคนเมือง จากจินตนาการของคุณลุงประเสริฐ ที่น่าจะนำมาต่อยอดความคิดได้ เช่น สวนผักลอยน้ำความคิดริเริ่มจากบทเรียนเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ เกิดเป็นแปลงผักลอยน้ำได้ โดยนำวัสดุใกล้ๆ ตัวมาประยุกต์ใช้ คือ ท่อพีวีซีมาต่อขึ้นเป็นแพลอยน้ำ ใช้ปลูกผักสวนครัวง่ายๆ ที่ต้องกินกันประจำ ลุงประเสริฐบอกว่าใครจะคิดเป็นวัสดุอื่นๆ ก็ทำได้ ไม่ว่ากัน

 

การทำน้ำหมักชีวภาพจากตะกอนที่ได้จากอ่างล้างจาน ทุกบ้านสามารถทำได้เอง ซึ่งได้ทำจำลองเป็นตัวอย่างโดยใช้ตาข่ายมาเย็บเป็นถุงนำไปครอบท่อน้ำของอ่างล้างจาน เพื่อเก็บกากตะกอน เศษอาหารต่างๆ แล้วนำไปหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ หรือนำกากไปผสมกับใบไม้แห้งก็จะได้ปุ๋ยอย่างดี หากทำได้เช่นนี้เท่ากับว่าได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งทำปุ๋ยไว้ใช้เองและรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะหากตะกอนเหล่านี้ไหลลงสู่คูคลองจะเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียตามมา

 

 “ผลิตหลังบ้าน ขายหน้าบ้าน” คิดต่อยอดเพื่อชุมชนยั่งยืน        

ในสังคมแบบทุนนิยม การพึ่งพาจากภายนอกดูเหมือนจะกลายเป็นวิถีของผู้คนในปัจจุบันไปแล้ว แต่สำหรับลุงประเสริฐ การพึ่งพาตนเองของชุมชนใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในสังคมเมืองหลวงแห่งนี้ 

 

“วันนี้เราถูกรุกไล่จริงๆ อย่างหนองจอกเป็นเมืองเล็กๆ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ถึง ๓ ห้าง ยังไม่รวมถึงห้างขนาดเล็กอีกมากมาย สินค้าชุมชนต้องไปซื้อจากที่นั่นอย่างเดียว ผักก็มาจากต่างจังหวัดหมด แล้วจะทำอย่างไรให้เงินในชุมชนอยู่กับคนในชุมชน?”  ลุงประเสริฐกล่าวถึงจุดริเริ่มในการสร้างศูนย์สินค้าชุมชนเล็กๆ ขึ้น โดยหวังให้เป็นตัวอย่างโครงการนำร่องในการสร้างตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าภายในชุมชน เพื่อให้รายได้หมุนเวียนอยู่ภายในชุมชน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ผลิตหลังบ้าน ขายหน้าบ้าน” ลุงประเสริฐบอกว่าสิ่งที่เราทำขึ้นในชุมชน ต่างจากสินค้าโอท็อปที่รัฐให้ทุนสนับสนุน เพราะเน้นสิ่งของจำเป็นที่เราต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ของชนิดที่เน้นความสวยงามและความเป็นไทยเพียงอย่างเดียว 

 

สินค้าที่จำหน่ายในศูนย์สินค้าชุมชนแห่งนี้จึงเป็นของที่ผลิตโดยตรงจากชาวบ้าน ทั้งพืชผักปลอดสารพิษที่ปลูกขึ้นในศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ฯ และจากเกษตรกรในละแวกใกล้เคียง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เกษตรที่แปรรูปแล้วชนิดต่างๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ของเกษตรกรจำหน่ายในราคายุติธรรมด้วย นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการผลิตของใช้ภายในบ้านที่ใช้เป็นประจำขึ้นเอง เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยมีการฝึกอบรมให้ฟรีเช่นเดียวกัน                

      

ศูนย์สินค้าชุมชน แหล่งรวมสินค้านานาชนิด  ตั้งแต่พืชผักสดใหม่ ไปถึงของใช้ อย่างผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน 

 

ความพยายามของลุงประเสริฐ สุขถาวร ที่ก่อตั้งศูนย์เกษตรอินทรีย์ชีวภาพขึ้นมาเป็นเวลายาวนาน กว่า ๑๐ ปี เป็นตัวอย่างหนึ่งของความเคลื่อนไหวของเกษตรกรเมืองหลวง ที่พยายามปรับตัวตามสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไป  สำหรับลุงประเสริฐสิ่งที่ได้ย้อนกลับคืนมา นอกจากเป็นการรักษาอาชีพที่ตนเองรักแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปลุกจิตสำนึกของชุมชน เพราะเมื่อชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ สิ่งที่ตามมาคือชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน 

 

หากมีผู้ใดสนใจเรียนรู้วิถีเกษตรกรเมืองหลวง เพื่อเริ่มต้นทำสวนผักคนเมือง สามารถมาเรียนรู้ภาคปฏิบัติกันได้ หรือเพียงแค่เข้ามาเยี่ยมชมพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ฟังการบรรยายวิถีเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ พร้อมทั้งอุดหนุนสินค้าปลอดสารพิษต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ชาวชุมชน ก็นับเป็นการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าแล้ว 

 

ขอบคุณ   เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม, ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ (สามารถติดต่อสอบถามเส้นทางเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ได้ทางโทรศัพท์ หมายเลข ๐-๒๙๘๙-๙๖๙๐,๐-๒๙๘๙-๙๔๙๑)