ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ : “เรือนางคำไหล” ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ หนองหาร สกลนคร <p>คณะท่าวัด</p>
บทความ       ขนาด   

คณะท่าวัด

ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ : “เรือนางคำไหล” ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ หนองหาร สกลนคร

คณะท่าวัด

บทความโดย รัชนีบูล ตังคณะสิงห์

เข้าชม 2514 ครั้ง

 

ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ

เรือนางคำไหล” ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด

 

ภาพถ่ายแห่งความทรงจำของคนบ้านท่าวัด

 

 

ช่วงงานฉลองเทศกาลออกพรรษาทุกปีของชาวสกลนคร นอกจากจะมีการแห่ปราสาทผึ้งถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว  ยังมีอีกหนึ่งประเพณีเก่าแก่สืบทอดมาแต่โบราณคือประเพณีการแข่งขันเรือยาว เป็นการ “ละเล่น” ที่ควบคู่ไปกับการทำบุญออกพรรษาในช่วงหน้าน้ำ สายน้ำเอ่อท่วมท้นก่อนจะเข้าฤดูกาลทำนาอันเหน็ดเหนื่อย

 

ความผูกพันกับสายน้ำอย่างหนองหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวสกลนครมายาวนาน ประเพณีการแข่งขันเรือยาวจะจัดในวันขึ้น ๑๒-๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ บริเวณ “สระพังทอง” สระน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองสกลนครที่ติดต่อกับผืนน้ำหนองหาร ถือเป็นท้องน้ำเพื่อการแข่งเรือที่แปลกกว่าที่อื่นๆ ที่เป็นตลิ่งชายฝั่งของลำน้ำ แต่การแข่งเรือที่สระพังทองก็สามารถให้คนชมและคนเชียร์อยู่ได้ทั้งสองฝั่งเช่นเดียวกัน ส่วนอีกสนามหนึ่งในเมืองสกลนครที่นิยมแข่งกันคือริมหนองหารบริเวณท่านางอาบ บ้านท่าวัด 

 

“บ้านท่าวัด” เป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ริมหนองหาร พื้นที่มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าวคลื่นลมสงบชายฝั่งไม่ลึก มีน้ำขึ้นลงตามธรรมชาติที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำหายใจ” อุดมสมบูรณ์ทั้งกุ้งหอยปูปลา ป่าไม้พืชพรรณ เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน ผู้คนใช้ชีวิตริมหนองน้ำสำคัญนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมายังยุคทวารวดี ขอม และล้านช้าง ดังเห็นจากหลักฐานเป็นกลุ่มเสมาหินทรายและพระพุทธรูปหินทรายในรูปแบบศิลปะยุคทวารวดี ฐานโยนีสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากยุคขอม ทั้งการขุดพบศิลาจารึกอักษรไทน้อยที่ใช้ในสมัยล้านช้าง แสดงหลักฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองมาก่อน 

 

จากนั้นกลุ่มคนเชื้อสายลาวที่เป็นบรรพบุรุษของคนรุ่นปัจจุบันรวมตัวและกลับเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานที่บริเวณริมหนองหารตรงบ้านท่าวัดนี้ก่อนเป็นรุ่นแรก ต่อมาเริ่มมีคนจากถิ่นอื่น อย่างชาวย้อ ชาวกะเลิง จากบ้านงิ้วด่อน และพวกกลุ่มผู้ไท กะโซ่ ลาว จากบ้านหนองผือ อพยพหนีแล้งที่ติดต่อกันมานานเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน กลายเป็นชุมชนบ้านท่าวัดที่มีคนหลากหลายกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน 

 

ประเพณีสำคัญที่ผูกพันกับคนบ้านท่าวัดและแถบลุ่มน้ำหนองหารมาอย่างยาวนาน คือประเพณีการแข่งเรือยาว บ้านท่าวัดถือเป็นหมู่บ้านแรกเริ่มที่จัดประเพณีแข่งเรือ ซึ่งกลุ่มฝีพายหญิงมีชื่อเสียงมาก ลงแข่งครั้งใดมักได้รับชัยชนะจนบ้านอื่นๆ ต่างก็เกรงในฝีมือ 

 

ชาวบ้านเล่ากันว่า ผู้ริเริ่มประเพณีแข่งเรือและสร้างเรือขึ้นลำแรกชื่อ “เรือนางก้อนคำไหล”  คือ นายไก่ นนท์สะเกษ  ผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่าวัด พอนายไก่เสียชีวิตลง ประเพณีการแข่งเรือก็ซบเซา จนมาถึงสมัยนายทอง ดาบสีพาย ได้ฟื้นฟูประเพณีแข่งเรือขึ้นอีก และต่อ “เรือนางคำไหล”เป็นลำที่ ๒ จนเมื่อหมดช่วงอายุของนายทอง เรือนางคำไหลชำรุดผุพังจึงต่อเรือขึ้นอีกเป็นลำที่ ๓ โดยนายเกียน หอมจัน ใช้ชื่อว่า “เรือนางคำไหลหงษ์ทะยาน” และลำที่ใช้แข่งปัจจุบันเป็นลำที่ ๔ สร้างโดยนายชู  ชมจันทร์ มีชื่อว่า “เรือนางพญาคำไหล”  

 

คุณยายเจียงคำ นานาวรรณ ผู้เคยนั่งในตำแหน่งประจำคือฝีพายแรก และคุณยายเพ็ญศรี เลาเกิด ฝีพายที่สอง  แห่งเรือนางคำไหลลำที่ ๒ บอกเล่าอย่างดีใจ หลังจากเห็นภาพถ่ายเก่าที่มีลายมือเขียนไว้ว่า “ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด” ซึ่งผ่านมาแล้วถึง ๗๓ ปี

 

เรือที่เห็นในภาพนั้น คุณยายทั้งสองบอกว่าน่าจะเป็นเรือยาวลำแรกที่ใช้แข่ง เพราะมีถ้วยรางวัลชนะเลิศที่คณะท่าวัดได้รับเป็นขันเงิน ซึ่งยังถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัดมหาพรหมโพธิราชหรือบ้านท่าวัดเหนือ ส่วนบุคคลที่อยู่ในภาพ คุณยายทั้งสองจำได้ว่าที่อยู่หัวเรือคือ เฒ่าเพือง กลางเรือคือ เฒ่าโพธิ์และเฒ่าพิมพ์ ผู้ยืนฟ้อนท้ายเรือซึ่งคุณยายรู้จักเป็นฝีพายเก่าที่เสียชีวิตไปนานแล้ว และเรือลำนี้ก็ได้ถูกใช้แข่งขันเรื่อยมาจนชำรุดหักลงภายหลัง  

 

คุณยายยังเล่าต่อว่า เรือนางคำไหลที่เห็นในภาพน่าจะมีอายุเก่าแก่ที่สุดในสกลนคร เป็นการพายโชว์ผู้หลักผู้ใหญ่ก่อนการแข่งเรือ มีการตีฆ้องร้องรำฟ้อนกันเพื่อความฮึกเหิมและสนุกสนาน บริเวณพื้นที่หัวเรือจะมีขนาดยาวและมี “เป้ามดแดง” ห้อยประดับ นายหัวเรือจะนั่งและขย่มหัวเรือเพื่อปลุกใจฝีพาย เมื่อชนะจะลุกขึ้นยืนรำฟ้อนบนหัวเรือ โดยมีกองเชียร์ร้องรำกันอย่างสนุกสนาน เป็นการรำพื้นบ้านธรรมดาที่ปัจจุบันกลายเป็นการรำแข่งขันเพื่อเอารางวัล ส่วนตรงกลางเรือจะเป็นที่นั่งของ “แม่ย่านางเรือ” ใส่ชุดสีขาวนุ่งโสร่ง มีผ้าโพกหัวและผ้าลายพาดบ่า จะเป็นคนทรงเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาลงเรือไปด้วย เชื่อว่าจะนำชัยชนะและความสำเร็จมาให้ 

 

 

ภาพถ่ายเก่าเรือนางคำไหล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ของพระดุลยภาณสรประจักษ์ (บุญมาก ตังคณะสิงห์)

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสกลนคร ถูกนำไปมอบให้ทำให้เห็นถึงภาพความทรงจำที่หายไปของบ้านท่าวัด  

 

ส่วนของหัวเรือหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “แหงมเรือ” แต่ก่อนเป็นแบบหัวตัดป้านคล้ายเขาควายแยกออกไปสองข้าง เป็นลักษณะเก่าของเรือยาวลุ่มน้ำโขงทางอีสาน ใต้แหงมเรือมีแถบผ้าคล้ายธงสามเหลี่ยมยาวประมาณ ๑ ศอก ติดตามขอบหัวเรือร้อยลูกปัด ตรงกลางหัวเรือจะเป็นหลักธงรูปสามเหลี่ยมร้อยลูกปัดประดับเป็นพวงระย้าเพื่อให้มีความพลิ้วสวยงามเวลาลมพัด

 

แต่ปัจจุบันหัวเรือในแถบอีสานจะทำคล้ายกับเรือยาวภาคกลาง ที่ทำหัวเรือเรียวเล็ก กว้างประมาณ ๖ นิ้ว แล้วพุ่งชะลูดเป็นลู่ยาวขึ้นไปถึง ๓-๔ นิ้วจนถึงปลายสุดของหัวเรือ บางทีจะเอาไม้ไผ่มาต่อนำดอกไม้และผ้าใยบัวบางๆ หลายสีมาพันเป็นผ้าโบ สีที่นิยมใช้จะมี ๗ สีและ ๙ สี ผูกประดับดามหัวเรือเพื่อความเป็นสิริมงคลของเรือแทนเป้ามดแดงที่เลิกใช้มาประมาณ ๑๐ ปีแล้ว และ “เป้ามดแดง” นี้ ปัจจุบันยังถูกเก็บรักษาไว้ในโบสถ์วัดมหาพรหมโพธิราช บ้านท่าวัดเหนือ

 

เป้ามดแดงประดับหัวเรือทำเป็นลูกทรงกลมสานจากไม้ไผ่หรือไม้หวาย มีผ้าสีแดงหุ้ม แล้วร้อยลูกปัดประดับเพื่อทำให้กรรมการและผู้ชมมองเห็นชัดเจนเมื่อเรือพายเข้าสู่เส้นชัย นอกจากประดับเพื่อสวยงามยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฝีพายและชาวบ้านเคารพบูชา ก่อนลงเรือชาวบ้านจะทำพิธีโห่อัญเชิญผีปู่ตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านให้ไปสถิตอยู่ในลูกเป้ามดแดงร่วมลงเรือแข่งขันกับลูกหลาน เมื่อกลับมาถึงบ้านท่าวัดแล้ว ชาวบ้านและเหล่าฝีพายก็จะโห่อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ศาลผีปู่ตา และจะนำเป้ามดแดงขึ้นเก็บบูชาในที่สูง ห้ามแตะต้อง ด้วยมีความเชื่อว่าจะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสื่อมถอยลง

 

แม่ย่านางเรือเป็นสิ่งที่นับถือกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย คนสมัยก่อนเชื่อกันว่า การจะทำเรือยาวที่ขุดจากต้นไม้ต้นเดียวตลอดทั้งลำนั้นมีผีอาศัยอยู่ ซึ่งต้นไม้ที่จะนำมาขุดเป็นเรือมีลักษณะเป็นรูปท้องขัน (แบน) และรูปท้องกระทะ ไม้ที่นำมาขุดเรือยาวหรือเรือแข่งนิยมเรือขุดจากไม้ตะเคียน (ไม้แคน) ซึ่งเป็นไม้ที่มีกำเนิดจากเขาในเขตป่าดิบชื้น   ซึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นได้ดีบนที่ราบหรือค่อนข้างราบใกล้ริมน้ำ ไม้ตะเคียนเป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว  ลอยน้ำ เวลาลงน้ำพุ่งตัวได้ดี มีน้ำหนักพอประมาณ แช่น้ำได้นานไม่ผุง่าย

 

สำหรับไม้ที่มีลักษณะงามตามตำราขุดเรือต้องเป็นไม้ตรง ไม่มีปุ่ม ลักษณะใบเขียวเป็นมัน ไส้ไม่กลวง ผิวเปลือกอิ่มเป็นมัน ไม่แตกระแหง โคนต้นไม่มีเห็ดราและปลวกขึ้น มีขนาดความยาวเหมาะสม

 

ในการขุดเรือยาว ช่างขุดส่วนใหญ่จะนิยมใช้โคนต้นไม้เป็นหัวเรือ ใช้ปลายไม้เป็นท้ายเรือ ก่อนขุดจะตั้งศาลเพียงตาเพื่ออัญเชิญนางไม้ขึ้นศาล เมื่อขุดเป็นเรือยาวเรียบร้อยแล้วจึงเชิญนางไม้ขึ้นเป็นแม่ย่านางประจำเรือ

 

ก่อนขึ้นเรือ ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่จะทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่ท่าน้ำ ผู้ที่เป็นแม่ย่านางจะใส่ชุดสีขาว มีขันธ์ ๕  ผ้าขาว ผ้าปัก ผลไม้ อาหารคาวหวาน บายศรี ข้าว เพื่อบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าบัดนี้กำลังจะเกิดการเกิดงาน และเมื่อเวลาเรือจะออกแม่ย่านางจะมาเข้าทรงร่าง ถ้าผู้หญิงลงเรือแข่งขันก็จะมีแม่ย่านางติดเรือไปด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ คุณยายเจียงคำยังเล่าต่อไปอย่างสนุกสนานว่า

 

 

คุณยายเจียงคำ นานาวรรณ, คุณยายเพ็ญศรี เลาเกิด เล่าถึงอดีตเรือนางคำไหล

 

“ตอนสมัยรุ่นยายแข่งเรือมีการตีกัน โดยเอาไม้พายเข้ากระทุ้งเรืองัดกัน ชิงหัวหมูกับหมอน สนุกจริงๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีกำลังใจสู้ มีความสนุก มีแรง พระเณร ชาวบ้านให้กำลังใจกันโดยวิธีเป่านกหวีด จะเป่าเป็น ๓ จังหวะ ซึ่งจะเริ่มจังหวะที่ ๑ เบาก่อน แล้วก็เร่งขึ้นถึงจังหวะที่ ๓ แหม มันฮึกเหิมให้สู้” 

 

สมัยก่อนการแข่งขันเรือยาวจะเล่นกันหลังจากฤดูเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะต้องมาเอาบุญซ้อมแข่งเรือกันทุกวัน อย่างน้อยสามเดือนก่อนการแข่ง หลังจากพายโชว์แล้ว เวลาแข่งขันจริง ฝีพายจะเป็นผู้ชายทั้งหมด ภาพเก่าที่ปรากฏจึงเป็นภาพของชาวบ้านท่าวัดทั้งเหนือและใต้ที่ร่วมแรงร่วมใจแข่งกัน ประชันฝีพายของคนหนองหารให้เป็นที่ยอมรับทั้งเมืองสกลนคร เพราะได้รับรางวัลแทบทุกปีจนพิพิธภัณฑ์ของวัดแทบไม่มีที่เก็บรางวัล

 

แต่เดิมบ้านท่าวัดเป็นหมู่บ้านเดียว แต่เมื่อแยกออกไป ทีมเรือจึงถูกแยกเป็นทีมท่าวัดเหนือและท่าวัดใต้ ฝีพายก็แยกเป็นประเภทหญิงประเภทชาย ต่างส่งแข่งกันเอง

 

หลวงตาเรียง นานาวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า บ้านท่าวัดเหนือปัจจุบันใช้เรือพรมหาพรหมและหงษ์ลอยฟ้า ลงแข่งเรือยาวขนาดกลางประเภท ๓๒ ฝีพายหญิง ซึ่งปี ๒๕๕๓ ชนะเลิศได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่ได้ใช้เรือนางคำไหลหงษ์ทะยานลงแข่งมาประมาณ ๑๐ ปีแล้ว แต่ในปี ๒๕๕๕ นี้จะนำกลับมาแข่งอีกรอบ หลังจากทางวัดเห็นว่าปัจจุบันนิยมแข่งเรือยาวประเภทเรือยาวใหญ่ ๔๕ ฝีพาย เป็นมาตรฐานประเภทชาย เพื่อเป็นการอนุรักษ์เรือและประเพณีเก่าของบ้านท่าวัดเหนือที่มีมายาวนาน จึงนำเรือไปต่อใหม่ให้ยาวขึ้นจากเดิม ๒๒ เมตร ต่อเพิ่มเป็น ๒๗ เมตร โดยจ้างช่างจากจังหวัดมุกดาหารต่อเรือด้วยการเข้าลิ่มแล้วต่อหมุดทแยงเข้าสลัก รวมเป็นเรือยาวใหญ่ที่สามารถแข่งได้ทั้งในน้ำนิ่งและน้ำไหล

 

การแข่งขันเรือยาว กีฬาพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวบ้านที่ร่วมกันอนุรักษ์การเล่นเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงหลังออกงานบุญในช่วงหน้าน้ำ เป็นการร่วมแรงร่วมใจแข่งขันของเหล่าฝีพายชาวบ้านที่มุ่งนำบุญกุศลและชื่อเสียงมาสู่คุ้มบ้านคุ้มวัด น่าเสียดายที่ปัจจุบันพัฒนามาเป็นการแข่งขันแบบเปิด มีฝีพายจากภายนอกมืออาชีพรับจ้างพายเรือด้วยราคาค่าตัวที่สูงเป็นการแข่งขันเพื่อชิงรางวัลแทน

 

แต่เมื่อเห็นภาพของความดีใจ ประกายความสุขจากน้ำเสียงและสายตาของอดีตฝีพายหญิงประจำหมู่บ้านที่ ชี้ชวนชมภาพเก่าที่ย้อนวันเวลาอันแสนสุขกลับมาสู่ความทรงจำของแม่เฒ่านักพายเรือแห่งบ้านท่าวัด ซึ่งทุกวันนี้ แม้ไม่เคยได้ลงเรือกันแล้ว แต่ยังคงเหนียวแน่นต่อศรัทธางานบุญไปวัดไปวาทำนุบำรุงวัดอยู่เป็นนิจ

 

ความสุขในฤดูน้ำหลากยังคงอยู่ในความทรงจำของแม่เฒ่าแห่งบ้านท่าวัดทุกวันนี้ แบบที่การพนันขันต่อหรือการล่ารางวัลใดๆ ก็ไม่สามารถลบความทรงจำที่อิ่มเอิบนี้ไปได้ 

 

 

รัชนีบูล ตังคณะสิงห์

 

ขอขอบคุณ   หลวงตาเรียง นานาวรรณ, คุณยายเจียงคำ นานาวรรณ, คุณยายเพ็ญศรี เลาเกิด แห่งบ้านท่าวัดเหนือ

 

บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๕ (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๕)

ภูมิวัฒนธรรม>ชีวิตวัฒนธรรม