หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ชุมชนบ้านแกลง อดีตชุมชนตลาดแห่งคลองแกลง
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 6 มิ.ย. 2561, 13:31 น.
เข้าชมแล้ว 3291 ครั้ง

 

 

สภาพชุมชนบ้านท่าเรือแกลงในปัจจุบัน อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

 

ชุมชนบ้านแกลง หรือ ชุมชนท่าเรือแกลง ตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับคลองแกลง คนในชุมชนแห่งนี้โดยส่วนใหญ่ต่างก็มีอาชีพทำนาและสวนเป็นหลัก ขณะที่สภาพของคลองแกลงเป็นคลองที่ไหลมาจากทางทิศเหนือโดยการรวมกันของลำน้ำเล็กๆหลายสายในเขตพื้นที่ตำบลกะเฉด (ทางทิศเหนือของบ้านแกลง) ไหลลงสู่ทิศใต้ออกทะเล ขณะเดียวกันที่ตั้งของชุมชนก็ไม่ห่างไกลจากชายฝั่งทะเลมากนัก ทำให้คลองแกลงเสมือนเป็นเส้นทางคมนาคมหลักของชุมชนบ้านแกลง ในการออกเรือทำประมงพื้นบ้าน การติดต่อค้าขายกับชุมชนต่างพื้นที่พร้อมๆกับการรับซื้อสินค้าจากชาวบ้านในพื้นที่ตอนในและเรือพ่อค้าจากภายนอกที่เข้ามาค้าขายในชุมชน และในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ได้มีการค้าทางน้ำเป็นหลักแล้ว แต่ยังคงเห็นร่องรอยของวิถีชีวิตดังกล่าวได้จากการตั้งบ้านเรือนของผู้คนที่จะตั้งอยู่ติดกับคลองแกลง นอกจากนี้คลองแกลงยังเป็นคลองที่คั่นกลางระหว่าง “บ้านกลาง” และ “บ้านแกลง” โดยมีสะพานเป็นทางเชื่อมระหว่างกัน

    ในนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ (ซึ่งแต่งขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ราวๆ ปี พ.ศ. 2349-2350) ได้ปรากฏชื่อชุมชนบ้านแกลงและบ้านกลางอย่างชัดเจน ดังข้อความว่า “...ถึงบ้านแกลงลัดบ้านไปย่านกลาง เห็นฝูงนางสานเสื่อนั้นเหลือใจ แต่ปากพลอดมือสอดขยุกขยิก จนมือหงิกงอแงไม่แบได้ เป็นส่วยบ้านสานส่งเข้ากรุงไกร เด็กผู้ใหญ่ทำเป็นไม่เว้นคน...” ในข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าชุมชนบ้านแกลงและบ้านกลางอยู่ไม่ห่างกันมากนัก และชาวบ้านมีความนิยมในการสานเสื่อ นัยหนึ่งจึงเป็นภาพสะท้อนว่าชุมชนแห่งนี้ต้องมีผู้คนอยู่อาศัยบ้างแล้วนับตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา และจะเห็นได้ว่าสุนทรภู่ได้ใช้เส้นทางบกในการเดินทางตามหมู่บ้าน และได้ผ่านบ้านแกลงด้วย ดังนั้นชุมชนบ้านแกลงจึงมีทั้งเส้นทางน้ำและเส้นทางบกซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งของพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านแกลง จากการสอบถามคนในพื้นที่ ได้แก่ นางอุบล โสตลำเพ็ญ อายุ 91 ปี และนางพัชรินทร์ สังข์สุวรรณ อายุ 65 ปี ต่างได้กล่าวถึงสภาพของชุมชนบ้านแกลงในฐานะของการเป็นชุมชนค้าขายจากช่วงเวลาของการค้าขายในแต่ละครัวเรือน ตลอดจนการเกิดขึ้นของตลาดท่าเรือและซบเซาลงไปในที่สุด

 

  

คลองแกลงและสะพานข้ามคลองแกลงเชื่อมระหว่างบ้านแกลงกับบ้านกลาง

 

    “...ข้างหลัง(บ้าน)มันติดคลองก็ขายกันตรงนั้นเลย ขายกันทุกคน ทำกันทุกบ้าน...” คำบอกเล่าของนางอุบล โสตลำเพ็ญ หรือ ป้าหมวย อายุ 91 ปี ผู้ที่เคยทำการค้าขายในชุมชนบ้านแกลงบอกเล่าถึงภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนบ้านแกลงย้อนไปเมื่อประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา ในช่วงเวลานั้นวิถีชีวิตของชาวบ้านในย่านชุมชนบ้านแกลงจะประกอบอาชีพค้าขายตามริมคลองแกลง โดยการรับซื้อของจากชาวบ้านในพื้นที่ตอนใน เช่น จากทางตำบลกะเฉด โดยชาวบ้านจากพื้นที่ตอนในจะนำสินค้า เช่น ไม้กะบก(ไว้สำหรับทำถ่านฟืน) , น้ำมันยางใส่ถังปิ๊บ, ขี้ไต้ ใส่เกวียนและเรือลงมาขายตามบ้านที่บ้านแกลง แล้วคนทางบ้านแกลงก็จะนำสินค้าเหล่านี้ใส่เรือที่เรียกว่า “เรือใบแข็ง” ลักษณะคล้ายเรือใบ มี 2 เสาและมีประทุน อาศัยลมในการเดินเรือเป็นหลักนำสินค้าออกไปขายตามที่ต่างๆ เช่น ตลาดสำเพ็ง ที่วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร) กรุงเทพฯ, ตลาดที่แม่น้ำท่าจีน สมุทรสาคร เป็นต้น ใช้เวลาในการเดินทาง 2 วันบ้าง 3 วันบ้าง แล้วแต่สภาพอากาศซึ่งในบางครั้งก็ต้องนำเรือหลบลมมรสุมตามเกาะหรือชายฝั่ง และบนเรือใบแข็งยังมีเรือขนาดเล็กที่เรียกว่า “เรือมาบ” ลักษณะเป็นเรือพายรูปแบบหนึ่ง ติดไปกับเรือด้วยเช่นกัน ขณะที่สมาชิกบนเรือจะต้องมีอย่างน้อย 5 คน เป็นไต้ก๋ง (ผู้ควบคุมเรือ) 1 คนและลูกเรืออีก 4 คน โดยไต้ก๋งจะได้ค่าจ้างในการนำเรือออกค้าขาย 12 บาท ส่วนลูกเรือจะได้ประมาณคนละ 7-8 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินที่ไม่น้อยในขณะนั้น ส่วนจำนวนรอบที่เดินทางไปส่งสินค้าของพ่อค้าบ้านแกลงไปขายยังกรุงเทพฯและที่สมุทรสาครนั้น จะขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่ได้จากในพื้นที่ หากบรรทุกได้เต็มเรือก็จ้างไต้ก๋งให้นำเรืออกไปส่งสินค้าเป็นรอบๆ โดยสินค้าที่มีการนำออกไปขายที่สำคัญ คือ ถ่านฟืนทำจากไม้กะบก, น้ำมันยาง, ขี้ไต้, ชัน(ไว้อุดรอยรั่วของเรือ) โดยเรือของพ่อค้าบ้านแกลงแต่ละลำต่างก็มีพ่อค้าที่ตลาดปลายทางคอยรับซื้อประจำรออยู่เช่นกัน “...จอดในคลองวัดสามปลื้ม หลายร้านเป็นของคนจีนทั้งนั้น เค้ารับซื้อของที่บรรทุกไป พวกไต้ น้ำมันยาง เขาเป็นแพอยู่ตรงหน้าวัดสามปลื้มบนแม่น้ำเจ้าพระยา เขาก็ขายแบบนี้กันมานานแล้ว...” สำหรับการเดินทางจากบ้านแกลงมายังกรุงเทพฯนั้นนอกเหนือจากการมากับเรือใบแข็งแล้วยังสามารถมาโดยการโดยสารเรือเมล์ที่ปากน้ำคลองแกลงมาขึ้นฝั่งที่เมืองแปดริ้วและต่อรถไฟมาลงยังหัวลำโพงได้อีกทางหนึ่ง

 

ภาชนะโอ่งแบบต่างๆ ในบ้านริมคลองแกลงที่เป็นหลักฐานสะท้อนให้เห็นถึงอดีตของย่านการค้าที่มีการซื้อขายระหว่างพื้นที่

 

    ขณะเดียวกันเมื่อนำสินค้าจากบ้านแกลงไปขายแล้ว เรือใบแข็งเหล่านั้นยังได้ซื้อสินค้าจากทางกรุงเทพฯ บรรทุกใส่เรือกลับมายังที่ชุมชนบ้านแกลงด้วยเช่นกัน อาทิ น้ำอ้อย น้ำตาล วุ้นเส้น เส้นหมี่ซั่ว แห สายเบ็ด ขนมเปี้ยะ ขนมข้าวพอง ขนมโค และปูนแดง(สำหรับกินหมากขายเป็นตุ่ม ตุ่มละ 5 สตางค์) เป็นต้น บรรดาสินค้าเหล่านี้ก็จะนำกลับมาขายและแลกเปลี่ยนกับคนในชุมชนและกับคนจากทางตำบลกะเฉด นอกจากนี้ยังมีเรือสินค้าจากภายนอก เช่น เรือจากทางเมืองจันทบุรี ได้นำสินค้าพวกผลไม้เข้ามาขายให้กับคนบ้านแกลงด้วยเช่นกัน ขณะที่ในตลาดท่าเรือช่วงเวลานี้ยังไม่คึกคักและมีร้านค้ามากมายนักเนื่องจากแต่ละครัวเรือนต่างประกอบการค้าของตนต่างหาก “...มีตลาดแล้ว แต่ว่ามันไม่มีของเยอะ ขายไม่มากหรอก...” อย่างไรก็ตามสภาพของการค้าทางเรือดังกล่าวเริ่มหายไปในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาราวๆ ปี พ.ศ. 2490 เปลี่ยนสภาพมาสู่การค้าทางบกแทนในระยะต่อมา

 

เสื่อกก หนึ่งในของใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นงานหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของภาคตะวันออก

 

    นอกเหนือจากเส้นทางน้ำที่ใช้ติดต่อค้าขายและไปมาหาสู่กันแล้ว “เส้นทางบก” ก็ยังเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่คนบ้านแกลงใช้เดินทางติดต่อกับชุมชนอื่น รวมทั้งเดินทางเข้าเมืองระยอง กล่าวคือในการเดินทางไปเมืองระยองด้วยเส้นทางบกนั้นสามารถเดินทางได้สองวิธีคือ การเดินเท้าและการนั่งเกวียน ในส่วนของการนั่งเกวียนสามารถนั่งกันได้ 4-5 คนต่อเกวียน 1 เล่มและจะต้องเสียค่าโดยสารประมาณ 15 สตางค์ เดินทางตามทางเกวียนและเลียบชายฝั่งทะเล ผ่านหาดบ้านเพ หาดเจ็ดลูกเนิน (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของท่าเรือไออารีซี จำกัด (มหาชน)และบริเวณวัดพุทรา) ใช้เวลาประมาณ 1 วันต่อรอบ เส้นทางคมนาคมทางบกดังกล่าวในระยะต่อมาได้ทำให้ตลาดท่าเรือเติบโตขึ้นมา เกิดร้านค้าต่างๆมากขึ้นลักษณะเป็นเรือนไม้สองชั้นแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในชุมชนย่านการค้าเก่า ในขณะที่บทบาทการคมนาคมทางน้ำเริ่มลดลงไป ในตลาดท่าเรือมีทั้งร้านขายของชำ ร้านขายยา ร้านทอง ผู้คนในพื้นที่ต่างก็เดินกันมาซื้อ-ขาย ของกันในพื้นที่แห่งนี้ ตลาดท่าเรือจึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนที่สำคัญแห่งหนึ่ง ตามคำบอกเล่าของ นางพัชรินทร์ สังข์สุวรรณ อายุ 65 ปี อดีตเจ้าของบ้านที่เคยเป็นร้านขายของชำได้เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศตลาดท่าเรือที่คึกคักมากขึ้นหลังจากผ่านช่วงเวลาของการค้าขายทางเรือไว้ว่า “...เค้าก็จะเดินกันมา สมัยป้าไม่มีเรือแล้วในคลองนี่ไม่มี นอกจากว่าใครมีเรือเล็กๆก็ออกทะเลกัน...” และแม้ว่าบ้านหลังเดิมของนางพัชรินทร์จะเป็นร้านขายของชำมาก่อน แต่ก็มิได้มีการค้าส่งแต่อย่างใดโดยขายของที่รับซื้อจากในพื้นที่ เช่น ไต้ ข้าวสาร รวมถึงสินค้าจากภายนอกได้มีการสั่งซื้อของจากทางเมืองระยองผ่านพ่อค้าคนกลาง (ยี่ปั๊วะ) ที่จะมาจดสินค้าที่ทางร้านขายของชำต้องการและนำสินค้ามาส่งโดยขนสินค้ามาทางรถบรรทุก การค้าของตลาดท่าเรือเจริญรุ่งเรือง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำหลากและได้พัดทำลายสะพานข้ามคลองแกลงที่เชื่อมระหว่างบ้านแกลงกับบ้านกลางพังจากกัน (ประมาณปี พ.ศ. 2500 ลงมา) เท่ากับเป็นการตัดเส้นทางบกอันเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ของตลาดชุมชนบ้านแกลงแห่งนี้จนทำให้การค้าขายในตลาดเริ่มไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน ขณะที่คนในพื้นที่ต่างก็ออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ด้านนอกติดกับถนนมากขึ้น “...พอสะพานพัง เค้าก็ไม่ซ่อมแล้ว คนก็ไปทำบ้านใหม่ มันก็ไปเจริญกันอยู่ข้างนอก ของในตลาดมันก็ขายไม่ดี...” นับว่าท้ายที่สุดความเป็นตลาดชุมชนบ้านแกลงนั้นก็ต้องสลายตัวลงเหลือเพียงแต่สภาพบ้านเรือนและภาพถ่ายเก่าบางส่วนที่ยังคงปรากฏให้เห็นถึงความเป็นชุมชนเดิมที่เคยเจริญรุ่งเรืองด้วยการเป็นการค้าในพื้นที่คลองแกลง

 

ลักษณะบ้านแบบพื้นถิ่นที่ยังคงพบเห็นได้ในพื้นที่ชุมชนบ้านกลางตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านท่าเรือแกลง

 

    จากปัจจัยทางด้านเส้นทางการคมนาคม และตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนบ้านแกลง ทำให้เห็นได้ว่าชุมชนแห่งนี้มีพัฒนาการของการเป็นศูนย์กลางพื้นที่แลกเปลี่ยนของชุมชนในบริเวณคลองแกลง เนื่องด้วยตั้งอยู่ติดกับคลองแกลงและใกล้ชายฝั่งทะเล ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ามีการติดต่อกับชุมชนตอนในเช่น ชุมชนในเขตตำบลกะเฉดปัจจุบัน และติดต่อกับตลาดภายนอกผ่านการค้าทางเรือ จนกระทั่งการคมนาคมทางบกเริ่มพัฒนาและมีบทบาทมากขึ้นจึงทำให้การค้าทางเรือลดความสำคัญลง กลายเป็นชุมชนตลาดทางบกที่เจริญรุ่งเรืองอยู่จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเส้นทางคมนาคมโยเฉพาะภายหลังจากที่สะพานข้ามคลองแกลงพังลง จึงทำให้ตลาดแห่งนี้ต้องซบเซาลงในที่สุด

 

 

ข้อมูลสัมภาษณ์

นางอุบล โสตลำเพ็ญ อายุ 91 ปี

นางพัชรินทร์ สังข์สุวรรณ อายุ 65 ปี

อัพเดทล่าสุด 6 มิ.ย. 2561, 13:31 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.